ช่องทางการบริจาคและการทำความดี

อัลกุรอานกล่าวว่า
الَّذِينَ يُنفِقُونَ أَمْوَالَهُم بِاللَّيْلِ وَالنَّهَارِ سِرًّا وَعَلَانِيَةً فَلَهُمْ أَجْرُهُمْ عِندَ رَبِّهِمْ وَلَا خَوْفٌ عَلَيْهِمْ وَلَا هُمْ يَحْزَنُونَ (البقرة /274)
ความว่า “บรรดาผู้ที่บริจาคทรัพย์ของพวกเขาทั้งในเวลากลางคืน และกลางวัน ทั้งโดยปกปิด และเปิดเผยนั้น พวกเขาจะได้รับรางวัลของพวกเขา ณ พระผู้เป็นเจ้าของพวกเขา และไม่มีความกลัวอย่างหนึ่งอย่างใดเกิดขึ้นแก่พวกเขา และทั้งพวกเขาก็จะไม่เสียใจ”

อิบนุกะษีร رحمه الله ได้อรรถาธิบายอายะฮ์นี้ว่า นี่คือการชื่นชมจากอัลลอฮ์ที่มีต่อผู้บริจาคทรัพย์สินในหนทางของพระองค์ และแสวงหาความโปรดปรานของพระองค์ในทุกช่วงเวลา ทั้งกลางคืนและกลางวันและทุกช่วงสถานการณ์ ทั้งโดยปกปิดและเปิดเผย ถึงแม้จะเป็นการมอบปัจจัยยังชีพแก่ครอบครัว ก็ยังเข้าข่ายในความดีงามนี้ด้วย ตามปรากฏในหะดีษรายงานโดยบุคอรีและมุสลิม ที่เล่าถึงนบีฯไปเยี่ยมป่วยของสะอัด บินอะบีวักกอศ رضي الله عنه ในปีพิชิตเมือง มักกะฮ์ หรือในอีกสายรายงานระบุว่าในปี ฮัจญ์อำลา ซึ่งนบีฯ صلى الله عليه وسلم กล่าวแก่สะอัดว่า “เเท้จริงท่านจะไม่บริจาคทรัพย์สินใดๆ เพื่อแสวงหาความโปรดปรานของพระองค์ เว้นแต่ท่านจะถูกยกระดับอีกหนึ่งระดับและหนึ่งความสูงส่ง ถึงแม้อาหารที่ท่านป้อนเข้าปากของภรรยาของท่านก็ตาม

ในอีกอายะฮ์หนึ่ง พระองค์กล่าวว่า
إِن تُبۡدُواْ ٱلصَّدَقَٰتِ فَنِعِمَّا هِيَۖ وَإِن تُخۡفُوهَا وَتُؤۡتُوهَا ٱلۡفُقَرَآءَ فَهُوَ خَيۡرٞ لَّكُمۡۚ وَيُكَفِّرُ عَنكُم مِّن سَيِّ‍َٔاتِكُمۡۗ وَٱللَّهُ بِمَا تَعۡمَلُونَ خَبِيرٞ
(البقرة/271)

ความว่า “หากพวกเจ้าเปิดเผยสิ่งที่ให้เป็นทาน มันก็เป็นสิ่งที่ดีอยู่ และถ้าหากพวกเจ้าปกปิดมัน และให้มันแก่บรรดาผู้ยากจนแล้ว มันก็เป็นสิ่งที่ดีแก่พวกเจ้ายิ่งกว่า และพระองค์จะทรงลบล้างออกจากพวกเจ้า ซึ่งบางส่วนจากบรรดาความผิดของพวกเจ้า และอัลลอฮฺนั้นทรงรอบรู้อย่างถี่ถ้วนในสิ่งที่พวกเจ้ากระทำกันอยู่”

อัลลอฮ์จึงเปิดช่องทางมากมายให้มนุษย์แข่งขันทำความดี ดังนั้น ใครไคร่บริจาคทรัพย์สินโดยเปิดเผย ก็สามารถกระทำได้ และใครไคร่บริจาคอย่างปกปิด ก็สามารถกระทำได้ ซึ่งถือเป็นสิ่งดีกว่า เพราะผู้ตัดสินที่มีความยุติธรรมที่สุดคือผู้รอบรู้สิ่งที่หัวใจปกปิดและซ่อนเร้น นั่นคือพระองค์อัลลอฮ์เท่านั้น


อ้างจาก http://quran.ksu.edu.sa/tafseer/katheer/sura2-aya274.html

ว่าด้วยการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติ

‏المسلمون شركاء في ثلاث الماء والكلأ والنار ⁃ رواه الإمام أحمد وغيره وصححه الألباني وغيره وفي رواية الناس شركاء في ثلاث …….

ความว่า : มุสลิมพึงใช้ประโยชน์ร่วมกันใน 3 ประการ

  • 1) น้ำ
  • 2) ทุ่งหญ้า
  • 3) ไฟ ( อีกสายรายงานระบุ ผู้คนทั่วไปแทนคำว่ามุสลิม)

หะดีษนี้ระบุว่า ไม่อนุญาตให้ใครคนหนึ่งครอบครองหรือรับประโยชน์ทั้ง 3 ประการนี้ไว้แต่เพียงผู้เดียว แต่ประชาชนทุกคนต้องได้รับประโยชน์โดยเท่าเทียมกัน ในรูปแบบการบริหารร่วมหรือให้รัฐเป็นฝ่ายบริหารจัดการ แล้วจัดสรรให้แก่ประชาชนอย่างทั่วถึง ทั้งในรูปแบบการจัดสวัสดิการหรือการพัฒนาในมิติต่างๆ

น้ำ ณ ที่นี้ ครอบคลุมถึงแม่น้ำหรือแหล่งน้ำตามธรรมชาติ ซึ่งปัจจุบันได้พัฒนาเป็นแอ่งเก็บน้ำขนาดใหญ่หรือเขื่อนที่สามารถใช้ประโยชน์อันมหาศาลจากการบริหารจัดการน้ำ

ส่วนทุ่งหญ้า ยังหมายรวมถึงผืนป่าอันอุดมสมบูรณ์ ด้วยทรัพยากรธรรมชาติ ทุ่งหญ้าและพืชพรรณนานาชนิดที่มีคุณค่าทางระบบนิเวศและสิ่งแวดล้อมต่อการสร้างความอยู่ดีมีสุขของสังคม เป็นหลักประกันสังคมและเป็นสวัสดิการของมนุษย์ ในทางเศรษฐศาสตร์ที่สำคัญยิ่ง

ในขณะไฟ นอกจากสื่อถึงธาตุที่ก่อให้เกิดความร้อน แสงสว่างและเปลว แล้ว ยังเป็นสัญลักษณ์ของพลังงานต่างๆ เช่นน้ำมันเชื้อเพลิง แก๊ส ถ่านหินหรือพลังงานทดแทนอื่นๆที่สามารถใช้ประโยชน์อย่างไร้จำกัดเช่น พลังงานแสงอาทิตย์ ลม คลื่นทะเล กระแสน้ำ หรือความร้อนจากใต้ผิวโลกและอื่นๆ ที่สามารถใช้เป็นพลังงาน เพื่ออุปโภคและบริโภคในชีวิตประจำวันของมนุษย์

ในอิสลามถือว่า ทรัพยากรธรรมชาติทั้ง 3 ชนิดนี้ คือความโปรดปรานของพระผู้อภิบาลแห่งสากลจักรวาลที่พระองค์ต้องการสร้างหลักประกันให้มนุษย์สามารถใช้ชีวิตอย่างมีความสุข หากรู้จักบริหารจัดการอย่างดี ที่คำนึงถึงการกินดีอยู่ดีของประชาชนอย่างทั่วถึง รัฐมีหน้าที่ดูแลจัดการทรัพยากรเหล่านี้ให้สามารถสร้างประโยชน์แก่ประชาชนสูงสุดทั้งในเรื่องการให้สวัสดิการในรูปแบบต่างๆที่ประชาชนพึงได้จากผลประโยชน์อันมหาศาลนี้ รวมทั้งเป็นต้นทุนในการพัฒนาชีวิตในทุกมิติ โดยเฉพาะการศึกษา สุขภาวะและการสร้างความมั่นคงให้แก่ชีวิตและทรัพย์สิน รัฐไม่สามารถให้สัมปทานแก่บุคคลหรือกลุ่มบุคคลใดเพื่อตักตวงผลประโยชน์ให้แก่กลุ่มตนเท่านั้น

อิสลามถือว่า ความเสียหายและความปั่นป่วนที่เกิดขึ้นในสังคมมนุษย์ล้วนเป็นผลงานของน้ำมือมนุษย์ทั้งสิ้น

อัลลอฮ์ตรัสว่า
ظَهَرَ الْفَسَادُ فِي الْبَرِّ وَالْبَحْرِ بِمَا كَسَبَتْ أَيْدِي النَّاسِ لِيُذِيقَهُم بَعْضَ الَّذِي عَمِلُوا لَعَلَّهُمْ يَرْجِعُونَ ( الروم/٤١)
ความว่า ความหายนะได้เกิดขึ้นทั้งทางบกและทะเล เนื่องจากน้ำมือของมนุษย์ เพื่อให้พวกเขาลิ้มรสบางส่วนของการกระทำของพวกเขา เผื่อว่าพวกเขาจะหันกลับสู่พระองค์


โดย Mazlan Muhammad

ผู้คนยุคใกล้วันกิยามะฮ์

لَيَأْتِيَنَّ علَى النَّاسِ زَمانٌ، لا يُبالِي المَرْءُ بما أخَذَ المالَ، أمِنْ حَلالٍ أمْ مِن حَرامٍ

الراوي : أبو هريرة | المحدث : البخاري | المصدر : صحيح البخاري ، الصفحة أو الرقم: 2083 | خلاصة حكم المحدث : [صحيح]

ความว่า : ช่วงเวลาหนึ่งจะเกิดขึ้นในสังคมมนุษย์อย่างแน่นอน ซึ่งคนๆหนึ่งจะไม่สนใจทรัพย์สินที่เขารับว่า จะมาจากสิ่งฮาลาล(อนุมัติ) หรือฮารอม (ไม่อนุมัติ)

อิสลามกำชับให้ทุกคนประกอบอาชีพสุจริต รายได้ทุกบาททุกสตางค์จะต้องมั่นใจว่ามาจากสิ่งฮาลาล(อนุมัติ) เท่านั้น การยึดมั่นดำเนินชีวิตในกรอบอิสลาม นอกจากเขาจะได้ผลบุญมากมายแล้ว ยังทำให้ชีวิตของเขา เต็มไปด้วยความสิริมงคลและได้รับความโปรดปรานจากอัลลอฮ์อีกด้วย

อิสลามสั่งห้ามรับสมบัติที่เคลือบแคลงสงสัย สกปรกหรือไม่เป็นที่อนุมัติ เช่นการพนัน ขโมย คดโกง ทุจริตคอร์รัปชั่น ให้สินบนและอื่นๆ เพราะมันเป็นเหตุของการบาดหมาง ทะเลาะเบาะแว้ง และการสาปแช่งของอัลลอฮ์

ในหะดีษข้างต้น นบีมูฮัมมัด صلى الله عليه وسلم ได้เล่าถึงเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นในสังคมมนุษย์ที่ได้เปลี่ยนแปลงด้านทัศนคติของผู้คน โดยที่ผู้คนส่วนใหญ่จะมีความเข้าใจศาสนาอย่างผิวเผิน ห่างไกลจากความรู้ที่ถูกต้อง จิตสำนึกที่สะอาดบริสุทธิ์ ได้ถูกทำลาย ผู้คนมุ่งแต่ฉวยโอกาสหาความร่ำรวยและความสุขสบาย โดยไม่สนใจว่าทรัพย์สินนั้นมาจากไหน ได้มาด้วยวิธีใด และมีความชอบธรรมหรือไม่ ในสมองของเขา ได้แต่คิดว่าจะกอบโกยหาทรัพย์สมบัติและรวบรวมเงินทองให้มากเท่าที่จะมากได้โดยไม่สนใจว่าจะดีชั่วอย่างไร

ปัจจุบัน เหตุการณ์ที่นบีฯได้กล่าวไว้ในอดีตเมื่อ 1000 กว่าปีที่แล้ว ได้ปรากฏเป็นรูปธรรมอย่างชัดเจน ซึ่งถือเป็นหนึ่งในสัญญาณของความเป็นนบี และเป็นที่พิสูจน์ว่า ท่านพูดจริงเสมอ แต่ในขณะเดียวกัน ก็เป็นปรากฏการณ์ที่สะท้อนถึงความเป็นจริงในสังคมปัจจุบันอันน่าเจ็บปวด ที่ผู้คนมีความโลภ เห็นแก่ได้ ชอบสะสมความสุขสบายและเงินทองแม้เพียงน้อยนิด ถึงแม้จะเป็นสิ่งที่อัลลอฮ์ทรงห้ามและขัดกับหลักการศาสนาก็ตาม


โดยทีมงานวิชาการ

โควิด-19 จะหมดภายในเดือนพฤษภาคมจริงหรือ

เป็นประเด็นที่มีการพูดถึงอย่างกว้างขวางในโลกโซเชียลที่มีจุดเริ่มต้นจากประเทศอาหรับและแพร่หลายไปยังทั่วโลกมุสลิมแม้กระทั่งในประเทศไทย

ประเด็นดังกล่าวคือภายในเดือนพฤษภาคมนี้ไวรัสโควิด-19 จะลดหายไป เนื่องจากการปรากฏของดาวลูกไก่ โดยอ้างจากหะดีษนบี 2 ต้น ได้แก่

‏١. ما طلع نجم الثريا صباحا قط وقوم بهم
عاهة إلا ورفعت عنهم أو خفت

ความว่า : จะไม่ปรากกฎดาวลูกไก่ในตอนเช้า ในช่วงที่กลุ่มชนกำลังประสบกับโรค เว้นแต่โรคนั้นจะถูกยกหรือจางหายไป

٢.إذا طلعت الثريا صباحا رفعت العاهة عن أهل البلد

ความว่า : เมื่อดาวลูกไก่ปรากฏในตอนเช้า โรคภัยก็จะถูกยกไปจากชาวเมือง

ท่ามกลางโลกกำลังเผชิญกับวิกฤตโควิด-19 ในปัจจุบัน ได้มีคนนำหลักฐานนี้มาอ้างว่า นบีได้แจ้งข่าวดีว่า ไวรัสร้ายนี้กำลังจะหมดไป เมื่อดาวลูกไก่ปรากฏในตอนเช้า ซึ่งจะเกิดขึ้นในช่วงเดือนพฤษภาคม โดยในปีนี้จะอยู่ระหว่าง 12-25 พฤษภาคม ซึ่งอยู่ในช่วงที่มุสลิมถือศีลอดในเดือนรอมฎอนพอดี

ความเชื่อในลักษณะนี้เป็นความเชื่อที่ไม่ถูกต้องและขัดแย้งกับหลักการอิสลามอันเที่ยงตรง ด้วยเหตุผล 5 ประการ

1. อุละมาอฺหะดีษมีการวิพากษ์หะดีษดังกล่าวมากมายระหว่าง ฏออีฟ และมุงกัร โดยเฉพาะอิมามสุยูฏีย์ อะห์มัด ชากิรและชัยค์อัลบานี ซึ่งระบุว่าเป็นหะดีษฎออีฟ ส่วนชัยค์ชุอัยบ์ อัรนาอู้ฏระบุว่าเป็นหะดีษหะซัน

2. กรณีเป็นหะดีษหะซัน หะดีษดังกล่าวไม่ได้สื่อถึงโรคระบาดในกลุ่มคน แต่ العاهة ในที่นี้คือโรคพืชและผลไม้ต่างหาก บรรดานักอรรถาธิบายหะดีษได้อธิบายเป็นเสียงเดียวกันว่าความหมายที่แท้จริงของคำดังกล่าวคือโรคผลไม้ ซึ่งนบีห้ามซื้อขายผลไม้จนกว่าจะสุกงอมจริงๆ ไม่อนญาตซื้อขายผลไม้ในขณะที่ยังไม่สุกเพราะอาจเกิดโรคมากมายทำให้เกิดความขัดแย้งระหว่างผู้ซื้อผู้ขายได้ ซึ่งโดยปกติ โรคที่เกิดกับผลไม้นี้จะหมดไปเมื่อการปรากฏของดาวลูกไก่ซึ่งจะเป็นช่วงฤดูใบไม้ผลิ ตอนเริ่มต้นฤดูร้อน จึงไม่สามารถมาเชื่อมโยงกับโรคระบาดในสังคมมนุษย์

3. ความเชื่อกับดวงดาว ทำให้ผู้คนเกิดอาการลังเลและไขว้เขว ที่อาจเลยเถิดในเรื่องความเชื่อถือต่อดวงดาวแทนที่จะยึดมั่นกับการกำหนดสภาวะการณ์ของอัลลอฮ์

4. ทำให้ผู้คนติดยึดกับการเสี่ยงทายที่เกี่ยวโยงกับดวงดาว อันเป็นที่ต้องห้ามในอิสลามและอาจนำไปสู่การตั้งภาคีต่ออัลลอฮ์

5. เป็นความเชื่อที่อาจทำให้ชาวต่างศาสนิกดูแคลนภูมิปัญญาของชาวมุสลิมและอาจดูถูกศาสนาอิสลามว่าเป็นศาสนาแห่งความงมงาย ทั้งนี้เนื่องจากโรคระบาดจะไม่เกิดขึ้นหรือหายไปจากสังคมมนุษย์เนื่องจากการปรากฎของดวงดาวแต่อย่างใด

https://www.elbalad.news/4304958

สัญญาณของพระองค์เพื่อให้มนุษย์หวาดกลัว

ความจริงโลกต้องการพักผ่อน
โลกต้องการชำระล้างสิ่งปฏิกูล ทั้งรูปธรรมและนามธรรม
โลกต้องการให้มนุษย์หยุดพักการกระทำบาป
โลกต้องการชะลอความเสียหายที่เต็มทั้งบนบกและในทะเลที่เป็นน้ำมือของมนุษย์
โลกต้องการให้มนุษย์ที่อาศัยอยู่บนมันขณะนี้ ได้สำนึกตนสู่ความเป็นบ่าวที่นอบน้อมและเชื่อฟัง
โลกต้องการสอนให้มนุษย์หยุดความเหิมเกริมและจองหอง อวดดีว่า ตนมีความยิ่งใหญ่และมีอำนาจ
โลกต้องการให้บทเรียนว่า แท้จริงมนุษย์ช่างอ่อนแอและจนปัญญา เมื่อต้องเผชิญกับอำนาจของพระองค์

وما نرسل بالآيات إلا تخويفا
และเราไม่ได้ส่งสัญญาณใดๆ เว้นแต่เพื่อสร้างความหวาดกลัว (อัลอิรออฺ/59)

อิมามอัฏฏอบารีย์ได้เล่าจากเกาะตาดะฮ์ว่า : แท้จริงอัลลอฮ์ต้องการให้มนุษย์เกิดความหวาดกลัวด้วยส่งสัญญาณความยิ่งใหญ่ตาางๆที่พระองค์ทรงประสงค์ ครั้งหนึ่งเกิดแผ่นดินไหวที่เมืองกูฟะฮ์ในสมัยอับดุลลอฮ์ อิบนุมัสอูด ท่านจึงกล่าวว่า โอ้มนุษย์ทั้งหลาย แท้จริงอัลลอฮ์ทรงต้องการตำหนิพวกท่าน ดังนั้นท่านทั้งหลายจงตำหนิตัวเองเถิด การตำหนิตัวเองด้วยการวอนขอความพึงพอใจจากพระองค์ ยับยั้งความกริ้วโกรธของพระองค์ด้วยการขอลุแก่โทษและอิสติฆฟาร์(กล่าวขออภัยจากพระองค์)

การโกหกที่กระจายไปถึงสุดขอบฟ้า

นบีมูฮัมมัด (ขออัลลอฮ์ประทานพรอันประเสริฐและสันติสุขแด่ท่าน) กล่าวว่า (ตามคำบอกของญิบรีล) ส่วนผู้ชายที่ท่านเห็นในฝันนั้น ทั้งกราม รูจมูกและดวงตาของเขา จะถูกดึงกระชาก(ด้วยตะขอ)ไปจนถึงต้นคอ เนื่องจากเขาออกจากบ้าน แล้วพูดโกหกเพียงครั้งเดียวที่กระจายไปจนถึงสุดขอบฟ้า

หะดีษนี้ เป็นการแจ้งข่าวร้ายสำหรับคนที่ชอบโกหก โดยที่การโกหกของเขา ได้กระจายไปทั่วโลก ซึ่งก่อนที่โลกจะมีความเจริญทางเทคโนโลยีเช่นปัจจุบัน คนส่วนใหญ่อาจจะนึกไม่ถึงว่า โกหกครั้งเดียวจะกระจายไปทั่วโลกได้อย่างไร แต่เมื่อถึงยุคสื่อโซเชียลในปัจจุบัน ทุกคนรู้ซึ้งว่าแต่ละคนสามารถกระจายข่าวคราวไปทั่วโลกแค่ไหน ปัจจุบันเราเป็นทั้งผู้เสพและผู้สื่อข่าวโดยไม่รู้ตัว

การโกหกที่อันตรายและสร้างบาปใหญ่ที่สุดคือการโกหกต่ออัลลอฮ์และรอซูล นบีฯกล่าวว่า “ใครโกหกใส่ฉันโดยเจตนา เขาจงสำรองที่นั่งในนรก” (รายงานโดยอัลบุคอรี/1229)

ทุกคน ไม่ว่าผู้รู้หรือผู้ไม่รู้ ควรตระหนักเรื่องการโกหกแล้วนำไปเผยแพร่ในโลกโชเชียล โดยเฉพาะการโกหกใส่นบีฯ แอบอ้างว่าเป็นคำพูดและการกระทำของนบี ทั้งๆที่นบีฯไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ แถมไปเผยแพร่ไปในสื่อโชเชียลที่กระจายไปทั่วโลก คนประเภทนี้ แทนที่จะรับผลบุญ เขาจะได้รับโทษอันสาหัสในวันอาคิเราะฮ์ตามที่ระบุในหะดีษข้างต้น

والله الموفق والهادي إلى سواء السبيل
وصلى الله وسلم على نبينا محمد وعلى آله وصحبه والحمد لله رب العالمين

โดย ผศ. มัสลัน มาหะมะ

KM.QM โรงเรียนอัลกุรอานและภาษากาลามุลลอฮฺ ขอบคุณ theustaz.com

สืบเนื่องจาก KM.QM โรงเรียนอัลกุรอานและภาษากาลามุลลอฮฺ ได้รับรางวัลที่ 1 ในการประกวด “วัยรุ่นวุ่นอัลกุรอาน” ครั้งที่ 2

โดยได้รับรางวัลเงินสดจำนวน 2,000 บาท เอื้อเฟื้อโดย อารีฟีน เบ็ญหาวัน น้องๆทั้ง 7 คนได้ฝากขอบคุณทีมงาน และ อารีฟีน เบ็ญหาวัน มา ณ โอกาสนี้

نسأل الله لنا ولكم التوفيق والنجاح في الدارين

ประกาศเข้าร่วมโครงการวัยรุ่นวุ่นอัลกุรอาน ครั้งที่ 3

theustaz.com ขอประกาศโครงการวัยรุ่นวุ่นอัลกุรอานครั้งที่ 3 ประจำเดือนมีนาคม 2563 ซึ่งซูเราะห์ที่ได้รับการคัดเลือกให้ทีมที่เข้าร่วมแข่งขันท่องจำคือ ซูเราะห์อัลกะฮฟี อายะฮ์ที่ 1-16 รายละเอียดและเงื่อนไขมีดังนี้

1. เปิดกว้างสำหรับเยาวชนมุสลิมทั้งชายและหญิง
2. ทีมที่เข้าร่วมจะต้องมีสมาชิกอย่างน้อยทีมละ 7 คน
3. สมาชิกในทีมทุกคนต้องอ่านแบบท่องจำอายะฮ์ ตั้งแต่ 1-16 ของซูเราะห์อัลกะฮ์ฟี โดยที่ทุกคนในทีมต้องอ่านอายะฮ์ ดังกล่าว 1 เที่ยวจบ (แต่ละคนอ่านเรียงกันจนจบ)
4. อัดคลิปวิดิโอ ส่งไปยัง theustaz.com หรือ email : [email protected] ภายในวันที่ 30 มี.ค. นี้
5. ประกาศทีมชนะเลิศวันที่ 1 เม.ย. 63 พร้อมรางวัลเป็นเงินจำนวน 2,000 บาท

ทีมชนะประกวด “วัยรุ่นวุ่นอัลกุรอาน” ครั้งที่ 2

ตามที่ theustaz.com ประกาศจัดประกวด “วัยรุ่นวุ่นอัลกุรอาน” ครั้งที่ 2 โดยให้เยาวชนท่องจำ ซูเราะห์ อัลอินซาน (ซูเราะห์ลำดับที่ 76) (ประจำเดือนกุมภาพันธ์ 2563) นั้น ปรากฏว่ามีทีมที่ส่งคลิปจำนวน 2 ทีม ได้แก่ ทีม KM.QM โรงเรียนอัลกุรอานและภาษากาลามุลลอฮฺ และ Qmep โรงเรียนอุดมศาสน์วิทยา โดยทีมที่ผ่านการพิจารณาจากคณะกรรมการ ตัดสินให้ชนะในการประกวดครั้งนี้คือ KM.QM โรงเรียนอัลกุรอานและภาษากาลามุลลอฮฺ พร้อมคว้ารางวัลเงินสดจำนวน 2,000 บาท โดยผู้อนุเคราะห์เงินรางวัลครั้งนี้ คืออารีฟีน เบ็ญหาวัน จึงถือโอกาสขอบคุณ และขอให้อัลลอฮ์ทรงตอบแทนทุกท่านด้วยความดีงาม وجزاكم الله خيرا

theustaz.com ขอแสดงความยินดีกับทีมที่ชนะการประกวดครั้งนี้ และขอบคุณทีมที่มีส่วนร่วมส่งผลงานครั้งนี้ theustaz.com ขอเป็นตัวแทนจัดโครงการนี้ให้ต่อเนื่องประจำทุกเดือนตลอดปีนี้ โดยจะประชาสัมพันธ์ในโอกาสต่อไป อิน ชาอฺ อัลลอฮ์

มหัศจรรย์ ภูเขาสายรุ้งแห่งกานซู ตอกย้ำความจริงของอัลกุรอาน

ภูเขาหินแดงตันเซี๋ย (Danxia) คือ ภูเขาหินทรายที่ก่อตัวเป็นระยะเวลามายาวนานเป็นร้อยล้านปี สีสันต่างๆ ผ่านช่วงเวลาและสภาพแวดล้อมในสภาวะที่แตกต่างกันขัดเกลาจนเป็นริ้วสีที่สวยงาม และขณะนี้ สวนหินแดงตันเซี๋ย ก็ได้เป็นมรดกโลกเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

อัลลอฮ์ได้กล่าวในอัลกุรอาน (ซูเราะฮ์ฟาฏิร/27) ความว่า
“เจ้ามิได้พิจารณาดอกหรือว่า แท้จริงอัลลอฮฺนั้นทรงให้น้ำหลั่งลงมาจากฟากฟ้า แล้วเราได้ให้พืชผลงอกเงยออกมาด้วยกัน (จากน้ำ) สีสันของมันแตกต่างกันไป และในหมู่ภูเขาทั้งหลายมีชนิดต่าง ๆ ขาวและแดง หลากหลายสี และสีดำสนิท”

คำถามคือ นบีมูฮัมมัดรู้ได้อย่างไรว่า ภูเขามีสีสันสวยงามมากมาย ทั้งๆที่ท่านใช้ชีวิตในทะเลทราย และไม่มีตำราทางศาสนาเล่มใดพูดถึงมาก่อน

คำตอบคือ เพราะอัลกุรอานเป็นคำพูดของอัลลอฮ์ ผู้ทรงสร้างและรอบรู้ทุกสรรพสิ่ง นบีมูฮัมมัดเป็นเพียงผู้นำสารจากพระองค์เท่านั้น

จงคิดไตร่ตรองดูเถิด โอ้ผู้เรืองปัญญาทั้งหลาย

อ้างอิง : https://travel.mthai.com/world-travel/74368.html