จะนะ ดินแดนแห่งอุละมาอฺ

จะนะในมุมองอาจารย์อนัส แสงอารีย์ นักวิชาการ/นักบรรยายธรรมชื่อดัง

“ในฐานะที่เป็นคนสงขลาที่ต้องเดินทางโดยใช้เส้นทางผ่านอำเภอจะนะอยู่บ่อยครั้งมากจนนับครั้งไม่ถ้วน นอกจากด่านตรวจที่ตลิ่งชันแล้ว ยังมีอะไรอีกหลายอย่างที่เป็นภาพคิดตา จนหลับตาแล้วยังเห็นภาพที่จำได้ว่ามีอะไรอยู่ตรงไหน 

คงไม่ต้องกล่าวถึงหอนาฬิกากรงนกเขาชวาตรงวงเวียนเข้าตลาดจะนะอันเป็นเอกลักษณ์และสัญลักษณ์ของเมืองจะนะ “เมืองนกเขาชวา” ที่มีชื่อเสียงที่สุดของประเทศ หรือในภูมิภาคอาเซียน

หากกางแผนที่ออกแล้วลากเส้นเชื่อมต่อระหว่างพื้นที่สามจังหวัดชายแดนใต้ ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส กับจังหวัดสงขลา เมืองจะนะถือเป็นเมืองใหญ่ที่สุดระหว่างทาง คนที่เดินทางผ่านไปมาบนเส้นทางนี้จึงมักแวะ หยุดพักระหว่างทาง เพื่อเติมน้ำมันรถ รับประทานอาหารที่มีรสชาติเอร็ดอร่อยหลากหลาย และชอปปิ้ง ส่งผลดีต่อเศรษฐกิจของเมืองจะนะอยู่ไม่น้อย

ในด้านการประกอบอาชีพ การทำการเกษตรถือเป็นอาชีพหลักของชาวจะนะมาแต่โบราณจนถึงปัจจุบัน ด้วยพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นที่ราบลุ่ม เหมาะสำหรับการทำนา รวมทั้งการไร่ ทำสวน จากสวนส้มจุกอันลือชื่อในอดีต จนมาเป็นสวนยางพาราและสวนปาล์มในปัจจุบัน ควบคู่ไปกับการเลี้ยงสัตว์ วัว ควาย เป็ดไก่ ตามวิถีของชาวบ้าน

ในอีกด้านหนึ่งของจะนะมีพื้นที่ติดชายฝั่งทะเลอ่าวไทย ตำบลนาทับ และตำบลสะกอม ที่ชาวบ้านมีอาชีพประมง แปลรูปอาหารทะเล และยังเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญของจังหวัดสงขลาอีกด้วย

จึงไม่ต้องสงสัยเลยว่า จะนะเป็นเมืองที่มีระบบนิเวศที่อุดมสมบูรณ์และหลากหลายที่สุดของจังหวัดสงขลา

ในด้านการศึกษาโดยเฉพาะการศึกษาศาสนาอิสลาม ต้องกล่าวว่า จะนะเป็นศูนย์กลางทางการศึกษาศาสนาอิสลามมาช้านานถัดจากปัตตานีที่เป็นระเบียงของนครมักกะฮฺ จนกล่าวได้ว่า จะนะเป็นศูนย์กลางการศึกษาศาสนาอิสลามแบบระบบปอเนาะที่มีชื่อเสียงโด่งดังที่สุดของจังหวัดสงขลา และแห่งหนึ่งของภาคใต้เลยทีเดียว ดังที่เห็นได้จากจำนวนโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามที่มีอยู่มากมายที่อำเภอจะนะในปัจจุบัน

ในด้านสังคม จะนะเป็นสังคมพหุวัฒนธรรม ที่ชาวไทยมุสลิมกับชาวไทยพุทธอยู่ร่วมกันมาอย่างสงบสุขเป็นเวลาช้านาน ในส่วนของชาวไทยมุสลิมนั้น มีทั้งผู้ที่ใช้ภาษาไทยท้องถิ่นใต้ และที่ใช้ภาษามลายูปัตตานี ที่ทำให้มีความหลากหลายกลมกลืนทางวัฒนธรรมอีกด้วย

กล่าวได้ว่า ยากที่จะหาพื้นที่ใดในภาคใต้ของประเทศไทยที่จะเทียบได้กับความโดดเด่นของจะนะที่ได้กล่าวมาพอสังเขป เพียงพอที่จะเหตุผลในการอนุรักษ์ความโดดเด่นนั้นไว้ พร้อมกับการพัฒนาที่ไม่ลบล้างหรือทำลายระบบนิเวศอันอุดมสมบูรณ์และวัฒนธรรมอันดีงามของเมืองจะนะ

คงไม่ต้องพูดถึงนิคมอุตสาหกรรมจะนะกำลังดังก้องโลกในเวลานี้ เพียงแค่โรงงานข้างทางสี่เลนที่ส่งกลิ่นเหม็นอบอวนเข้ารูจมูกของผู้ที่ขับรถไปมาบนเส้นทางนี้จนชาชิน จนหากใครสักคนถูกอุ้มปิดตาผ่านหน้าโรงงานนั้น ก็จะสามารถบอกได้ว่า ตอนนี้กำลังผ่านหน้าโรงงานที่จะนะ เพราะได้กลิ่นเหม็น

ความมั่งคั่งร่ำรวยและผลประโยชน์ของการพัฒนาที่ผ่าน ๆ มาในบ้านเรา มักไม่ได้กลับมาสู่ชุมชนและชาวบ้านอย่างที่อ้าง ๆ กัน ทว่าผู้ได้ประโยชน์คือกลุ่มทุน และกลุ่มผู้มีอำนาจ ส่วนชาวบ้านก็ได้แค่สารพิษ หรืออย่างดีก็ได้ทำงานเป็นคนงานในโรงงาน ที่เป็นอีกหนึ่งเหตุสำคัญที่ทำลายวิถีชีวิตด้านศาสนา จริยธรรม และความมั่นคงของครอบครัว

ขออัลลอฮฺปกป้องและคุ้มครองเมืองจะนะ และชาวจะนะให้รอดพ้นจากทุกข์ภัยทั้งปวง

#นอกจากนี้อาจารย์อนัส เคยให้สติแก่ผู้คนก่อนเขียนบทความนี้ว่า “#ความเห็นแก่ตัวอย่างไม่รู้จักพอของใครสักคน ทำให้เขาสามารถละเมิดต่อสิทธิ ชีวิต และทรัพย์ของใครก็ได้ที่ไม่ใช่ของตนเอง ด้วยข้ออ้างที่ดูดีและสมเหตุสมผลและชอบธรรมเสมอ

“และเมื่อพวกเขาถูกบอกว่า พวกท่านอย่าได้สร้างความเสียหายบนหน้าแผ่นดินเลย พวกเขาจะกล่าวว่า เราเป็นเพียงแต่ผู้พัฒนาต่างหาก…พึงทราบเถิดว่า พวกเขาเหล่านั้นคือพวกสร้างความเสียหายต่างหากเล่า แต่ว่าพวกเขาไม่รู้ตัว” (ความหมายอัลกุรอานสูเราะฮฺอัลบะเกาะเราะฮฺ อายะฮฺที่ ๑๑ และ ๑๒)


Cerdit : Facebook Shukur Dina

เจตนารมณ์ขั้นพื้นฐาน 5 ประการในอิสลามกับนิคมอุตสาหกรรมจะนะ

เดาะรูริยาต (Daruriyat) : หลักประกันพื้นฐาน 5 ประการในอิสลามที่ต้องได้รับการปกป้องรักษา : หลักประกันความมั่นคงด้าน

1.ศาสนา/ความเชื่อ (Din)

2.ชีวิต (Nafs)

3.วงศ์ตระกูลและศักดิ์ศรี (Nasl & Irdhu)

4.สติปัญญา (‘Aql)

5.ทรัพย์สมบัติ (Mal)

อิสลามให้ความสำคัญกับเจตนารมณ์พื้นฐานทั้ง 5 ประการ ในทุกขั้นตอน ทั้งส่งเสริมให้เกิด ทำนุบำรุงและอนุรักษ์รวมทั้งปกป้อง มิให้ถูกทำลาย และในทุกขั้นตอนเหล่านี้ มีคำสอนและการชี้แนะเพื่อนำไปสู่การปฏิบัติอย่างละเอียด ถึงขั้นหากมีการล่วงละเมิดใน 5 ประการหล่านี้ อิสลามอนุญาตให้ผู้นำประกาศสงครามเลยทีเดียว

การก่อสร้างนิคมอุตสาหกรรม​ที่กินพื้นที่มหาศาลของชุมชนมุสลิมใน อ.จะนะ จ.สงขลานั้นนับเป็นความอัปยศ​อย่างหนึ่งที่หน่วยงานบริหารรัฐกิจภาครัฐคอยเป็นผู้อำนวยการจัดให้เอกชนได้ลงทุนกอบโกยผลประโยชน์​

การพัฒนาที่ยั่งยืนที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ไม่ทำลายระบบนิเวศน์​ ไม่ส่งผลกระทบต่อระบบสังคม สตรีเยาวชน และเด็ก ๆ ย่อมเป็นสิ่งที่ดีที่ควรจะกระทำแต่หากเป็นการพัฒนา​บนพื้นฐาน​ของธุร​กิจ​อุตสาหกรรม​ที่เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและระบบนิเวศน์ทั้งบนบก อากาศและทางทะเล​นั้น​ มีผลประโยชน์ทับซ้อนที่เกื้อหนุนกลุ่มทุนข้ามชาติที่จับมือกับนักการเมืองขายชาติ รวมทั้งการทำลายพื้นที่ทางประวัติศาสตร์อันเป็นมรดกทางวัฒนธรรมของชุมชน ย่อมเป็นฝันร้ายแก่ชุมชนและสังคมในพื้นที่แน่นอน และจะกลายเป็นแผลใหม่และลึกที่จะต้องใช้เวลาอีกยาวนานกว่าจะแก้ไขได้ 

เราเห็นความหายนะมากี่มากแล้วสำหรับชุมชนที่อยู่อาศัย​ใกล้กับนิคมอุตสาหกรรม​ที่ต้องร้องเรียนเรื่องน้ำเสีย มลพิษทางอากาศ​ มลภาวะทางเสียง โรงงานระเบิด ฯลฯ ทั่วประเทศ

ดังนั้นเจตนา​รมณ์ของบทบัญญัติ​ในอิสลามจึงกำหนดหลักประกัน​ ​5 ประการเพื่อเป็นบรรทัดฐานว่า การสร้างความเจริญและการพัฒนาใด ๆ จะไม่ส่งผลกระทบเชิงลบกับเจตนารมณ์พื้นฐานทั้ง 5 ประการนี้

คลิ๊กลิงค์เพื่อฟังเนื้อหาคุตบะฮ์ 

https://www.facebook.com/masjidabibakrphatna/videos/1019655725483408


สรุปคุฏบ​ะ​ห์​ญุม​อัต​ วันศุกร์​ที่ 10 ธันวาคม​ 2564 , 5 ยะมาดิ้ลเอาวาล 1443 ฮ.  ณ มัสยิดอะบูบักร์อัศศิดดีก อ. เมือง จ. ยะลา

โดย : ผศ.มัสลัน มาหะมะ นักวิชาการมหาวิทยาลัยฟาฏอนี

เรียบเรียง : อาจารย์ซูฮัยมีย์ อาแว

เกาะติดสถานการณ์ตุรกี [ตอนที่ 2]

ตุรกีเสมือนกองคารวานที่เดินรุดหน้าไปไกลลิบแล้ว ในขณะที่ฝูงสุนัขก็ยังเห่าหอน ณ ที่ประจำของมันโดยไม่ขยับเขยื้อน ตุรกีได้โลดแล่นนำพาประเทศสู่ประเทศที่มีระบบเศรษฐกิจขนาดใหญ่ทัดเทียมประเทศพัฒนา (กลุ่มประเทศ G-20) ซึ่งก่อนหน้านี้ ตุรกีถูกวางยากลายเป็นเจ้าชายนินทรานานเกือบร้อยปี แต่พอตื่นขึ้นมาก็พร้อมวิ่งไปข้างหน้าอย่างสุดความสามารถ ถึงเเม้จะมีกักระเบิดมากมายที่ถูกวางไว้ แต่ตุรกีก็สามารถฝ่าฟันวิกฤตให้เป็นโอกาสเสมอ

วิสัยทัศน์ 2023 ที่ถือเป็นปีแห่งการกำเนิดตุรกียุคใหม่ที่ไฉไลกว่าเดิม มีประชาชนคอยเป็นเจ้าของตรวจสอบและสอดส่องพฤติกรรมของผู้ไม่หวังดีต่อชาติและศาสนาของประชาชน  มีรัฐบาลอันมั่นคงที่คอยทำหน้าที่ผู้อำนวยความสะดวกและผู้ให้บริการที่ดี มีระบอบการเมืองการปกครองที่เข้มแข็งและเสถียรภาพ มีฐานเศรษฐกิจที่สามารถพึ่งพาตนเองในทุก ๆ ด้าน และมีระบบสวัสดิการที่เอื้อต่อการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน รวมทั้งอภิมหาโปรเจ็กที่ถือเป็นโครงการแห่งศตวรรษได้สำเร็จลุล่วงตามแผนอย่างต่อเนื่อง

บรรยากาศเข่นนี้ ทั้งสหรัฐฯและยุโรป ต่างคาดหวังกันว่า จะไม่มีทางเกิดขึ้นในประเทศโลกอิสลาม เพราะในสายตาพวกเขา ประชาชาติอิสลามคู่ควรกับบ้านเมืองที่ล่มสลายไปแล้ว มีชีวิตอย่างถาวรในศูนย์อพยพ ประทังชีวิตด้วยอาหารบริจาคหรือขุดคุ้ยตามกองขยะ พวกเขาจึงเหมาะสมกับอดีตอันปวดร้าว ปัจจุบันที่แสนลำบากและอนาคตอันมืดมนเท่านั้น

นี่คือสิ่งที่พวกเขาต้องการให้เกิดขึ้นในโลกอิสลาม ซึ่งก็ได้เกิดขึ้นจริงแล้วที่ปาเลสไตน์ อิรัก ซีเรีย ลิเบีย อาระกาน แอฟริกาและอื่น ๆ

สโลแกนของพวกเขาคือ เราจะทำให้โลกใบนี้เป็นซากปรักหักพังที่กองพะเนินเทินทึกที่หลอมละลาย แล้วเราจะประมูลขาย

โลกที่พวกเขาหมายถึง หาใช่อื่น นอกจากโลกอิสลาม ซีเรีย อิรัก เยเมน ลิเบีย คือหลักฐานที่พิสูจน์ได้

หากมีผู้นำคนไหนที่สามารถสร้างรัฐล้มเหลวและล่มจมพังพินาศในลักษณะนี้ ผู้นำคนนั้นจะต้องได้รับการปกป้องเลี้ยงดูปูเสื่อเป็นอย่างดี บัชชาร์ที่สังหารประชาชนชาวซีเรียไปแล้วล้านกว่าคน ประชาชนไร้ที่อยู่อาศัยกว่าสิบล้านคน บ้านเมืองกลายเป็นทุ่งสังหารและซากปรักหักพัง แต่เราไม่เคยเห็นความพยายามอันจริงจังของชาติมหาอำนาจที่จะโค่นล้มผู้นำทรราชคนนี้เลย แม้กระทั่งนายทหารนอกราชการอย่างนายฮัฟตาร์ที่กลายเป็นอาชญากรสงครามและสังหารชาวลิเบียในสงครามกลางเมือง ก็ได้รับการอุ้มชูจากชาติตะวันตกและยังเป็นแคนดิเดทผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีลิเบียด้วยซ้ำ แม้แต่นายซีซีย์ที่เนรมิตชาติอียิปต์ให้เป็นนรกบนดิน ก็ยังอยู่ยงคงกระพัน มีอำนาจล้นฟ้าเหนือดินแดนพีรามิดจนถึงปัจจุบัน แถมยังมีผู้เปรียบเปรยยกย่องเป็นเสมือนนบีมูซาที่ปกป้องบนีอิสรออีลด้วยซ้ำ

นายฮัฟตาร์
นายซีซีย์
บัชชาร์

ในขณะที่ปธน. แอร์โดอานได้ก้าวมาบริหารประเทศตามวิถีประชาธิปไตย ที่แม้แต่ศัตรูทางการเมืองยังยอมรับ พร้อมพัฒนาประเทศด้วยผลงานเป็นที่ประจักษ์ในระดับโลก พวกเขาพร้อมใจกันสหบาทากล่าวหาว่าเป็นเผด็จการ อาชญากรสงคราม บ้าอำนาจ และเป็นภัยต่อความมั่นคงในภูมิภาคและจะต้องได้รับโทษหนักด้วยการโค่นล้มหรือสังหารสถานเดียว

ถึงแม้ปธน. แอร์โดอานและพรรค AKP จะนำความสำเร็จอันยิ่งใหญ่แค่ไหนให้ชาวตุรกี แต่ไม่มีวันที่พวกเขาจะพึงพอใจให้ตราบใดที่ตุรกีไม่ยอมเป็นเด็กในคาถา คอยรับคำสั่งอยู่ในคอก เหมือนบทบาทของตุรกีในอดีต


โดย Mazlan Muhammad

เกาะติดสถานการณ์ตุรกี [ตอนที่ 1]

ตุรกีในวันนี้กำลังเผชิญหน้ากับสงครามที่ดุเดือดที่ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าสงครามเพื่อโค่นล้มรัฐบาลที่ผ่านมา ตุรกียุคแอร์โดอาน เคยผ่านวิกฤตทางการเมืองและความมั่นคงของประเทศมามากหลาย ตั้งแต่การชุมนุมประท้วงเรื่องอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ปี 2013 โดยผู้ชุมนุมกดดันรัฐบาลให้ลาออกเพราะไปตัดต้นไม้ที่เกซีปาร์ก ซึ่งบานปลายเป็นการประท้วงเนื่องจากรัฐบาลกำหนดเวลาการซื้อขายเหล้าสุราและจัดระเบียบหอพัก

คล้อยหลังอีกปีกว่า ๆ พวกเขาได้ปฏิบัติแผนล้มรัฐบาลแบบสายฟ้าแล๊บผ่านกระบวนการยุติธรรมและตำรวจด้วยการจับกุมบุคคลระดับรัฐมนตรีในข้อหาทุจริตคอร์รัปชั่นชนิดที่นายกรัฐมนตรีแทบไม่รู้ข่าวแม้แต่น้อย พวกเขายังใช้แผนทำลายความเชื่อมั่นรัฐบาลด้วยการก่อจลาจลและความไม่สงบในประเทศโดยกลุ่มก่อการร้ายสากล เพื่อสร้างรัฐแห่งความหวาดกลัว จนกระทั่งในปี 2016พวกเขาได้ก่อรัฐประหารโดยใช้กองกำลังทหารและอาวุธสงครามที่มีประสิทธิภาพสูง โดยมีเป้าหมายคิดบัญชีขั้นเด็ดขาดกับประธานาธิบดีแอร์โดอานและรัฐบาล AKP แม้กระทั่งเหตุไฟไหม้ล่าสุดในพื้นที่ท่องเที่ยวที่เกิดขึ้นทางภาคใต้ในเวลาไล่เลี่ยกันกว่า 100 จุด ที่มีหลายฝ่ายเชื่อว่า ส่วนหนึ่งน่าจะมีมือมารที่ยอมเผาบ้านเมืองของตนเองเพื่อหวังผลทางการเมืองอันสกปรก

ทุกเหตุการณ์เหล่านี้ล้วนเป็นฝีมือของอีแอบที่คอยกดรีโมทจากภายนอกด้วยความร่วมมือของมือสกปรกจากภายในที่ยอมเป็นหุ่นเชิด โดยมีเป้าหมายโค่นล้มรัฐบาลแอร์โดอานที่มาจากการเลือกตั้งโดยวิถีประชาธิปไตยภายใต้รัฐบาล AKP ตุรกีสามารถปลดหนี้ IMF จำนวน 23,000 ล้านUSD เมื่อปี 2013 เพิ่มกองทุนสำรองในธนาคารแห่งชาติจาก 27,000ล้านUSD เมื่อปี 2002 เป็น 130,000 ล้านUSD ในปี 2013 เพิ่มรายได้เฉลี่ยประชากรจาก 3,000 USD : คน : ปี เป็น 11,000 USD :คน :ปี  มีการขยายตัวของภาคธุรกิจจาก 250,000 ล้าน USD เป็น  900,000 ล้าน USD

ปัจจุบันตุรกีมีอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจสูงสุดเป็นอันดับหนึ่งของยุโรปและอันดับสองของโลกรองจากประเทศจีน

ก่อนปี 2003 ซึ่งเป็นยุคก่อนรัฐบาล AKP เงินลีร่าตุรกีมีค่า 1USD = 1,000,000  ในปี 2013 เงินลีร่ามีค่า 1USD= 1.34 TRY ก่อนที่ร่วงเป็นประวัติการณ์ เป็น 12-13 TRY : 1USD ในปัจจุบัน ถึงกระนั้นก็ตามรัฐบาลยุคแอร์โดอานสามารถตัด 0 จากธนบัตรจำนวน 6 ตัวทีเดียว 

ถึงแม้ตุรกีจะประสบผลสำเร็จมากมายแค่ไหน แต่ชาติตะวันตกและรัฐพันลึกไม่มีวันที่จะพอใจ พวกเขาจึงใช้ความพยายามทุกวิถีทางเพื่อโค่นล้มรัฐบาลแอร์โดอานให้ได้

ก่อนหน้านี้พวกเขาชื่นชมตุรกีไม่ขาดปาก แถมยังยกย่องตุรกีว่าเป็นหนึ่งในประเทศที่เป็นต้นแบบของการพัฒนาและมีใจกว้างต่อชนต่างศาสนิก ถึงขนาดเชิดชูตุรกีเป็นโมเดลของสานเสวนาระหว่างศาสนา แต่วันนี้พวกเขาโจมตีตุรกีและผู้นำตุรกีสารพัด แอร์โดอานจึงได้รับฉายามากมายอาทิ ผู้นำลัทธิฟาสซิสต์ยุคใหม่ จอมเผด็จการ ผู้นำกระหายเลือด เสพติดอำนาจ ฮิตเลอร์แห่งตุรกี ฯลฯทั้ง ๆ ที่แอร์โดอานได้นำพาตุรกีจากประเทศที่ถูกบังคับให้ปฏิเสธอิสลามบัดนี้ ตุรกีได้ทุ่มเทงบประมาณสร้างมหาวิทยาลัยจาก 70 แห่งเป็นเกือบ 200 แห่งทั่วประเทศ สร้างและซ่อมแซมมัสยิดใหญ่โตเกือบ 20,000 แห่งทั่วประเทศในรอบ 20 ปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะการเปลี่ยนมัสยิดอายาโซเฟียจากพิพิธภัณฑ์กลายเป็นมัสยิดวากัฟตามเจตนารมณ์ดั้งเดิมของสุลตานผู้พิชิตมูฮัมมัดอัลฟาติห์เมื่อปีค.ศ.1453

และมัสยิดเมดานตักซีมอันใหญ่โตที่ถูกสร้างขึ้นกลางหัวใจของลัทธิเซคิวล่าร์ เพื่อประกาศชัยชนะของอิสลามบนดินแดนคอลีฟะฮ์ 

ยังไม่รวมมัสยิดชามลีจา ที่เปิดบริการเมื่อปี 2019 ซึ่งเป็นมัสยิดใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ตุรกี ใช้งบประมาณในการก่อสร้าง 110 ล้าน USD จุคนละหมาดในเวลาเดียวกันกว่า 60,000 คน  

เยาวชนรุ่นใหม่ได้รับการอบรมเลี้ยงดูให้ใกล้ชิดอันกุรอานและการละหมาดแทนด้วยการมอมเมาด้วยกิจกรรมอบายมุขและสิ่งเย้ายวนทั้งหลาย

ส่วนการพัฒนาด้านสังคม การศึกษาระบบสาธารณูปโภค การสาธารณสุขการคมนาคม กล่าวได้ว่าตุรกีกลายเป็นประเทศต้นแบบด้านการพัฒนาอย่างก้าวกระโดด ที่แม้แต่ศัตรูยังต้องชื่นชม

ที่สำคัญ ตุรกียังยกระดับประเทศที่สามารถหายใจด้วยจมูกของตนเองตามแผนพัฒนาโครงการอุตสาหกรรมการป้องกันประเทศ ด้วยการผลิตอาวุธและยุทโธปกรณ์อันทันสมัยและมีประสิทธิภาพ ที่แม้แต่ประเทศมหาอำนาจยังต้องทึ่งตะลึง

อะไรที่ทำให้ชาติตะวันตกหมั่นไส้ตุรกี ถึงขนาดประธานาธิบดีไบเดน ได้ประกาศช่วงหาเสียงเลือกตั้งประธานาธิบดีที่ผ่านมาว่า หนึ่งในนโยบายต่างประเทศของตนคือ โค่นล้มรัฐบาลแอร์โดอาน โดยไม่ใช่วิธีรัฐประหาร 

อะไรคือความหมายของคำว่า حرب الاستقلال الاقتصادي (สงครามเพื่อเอกราชทางเศรษฐกิจ) ที่ประธานาธิบดีแอร์โดอานกล่าวถึงล่าสุด

คิดตามภาค 2 ครับ


โดย Mazlan Muhammad

เออร์โดกาน & กุเลน จุดแตกหักแห่งสัมพันธภาพ [ตอนที่ 5]

การฝึกศิลปะการต่อสู้ป้องกันตัว นอกจากนักเรียนต้องฝึกฝนวิธีป้องกันตัวให้เก่งกาจแล้ว ผู้เรียนจะต้องได้รับการถ่ายทอดให้เรียนรู้จุดอันตรายบนร่างกายคู่ต่อสู้ ที่ถือเป็นจุดตายอีกด้วย เพราะเป็นวิธีเดียวที่ทำให้คู่ต่อสู้อ่อนเปลี้ยเพลียแรง ไม่สามารถเคลื่อนไหวได้อย่างสะดวกและหมดทางสู้ไปโดยปริยาย

จุดเปราะบางหรือจุดตายที่สำคัญทางยุทธศาสตร์ของทุกประเทศ นอกจากระบบการเมืองการปกครอง อำนาจทางทหาร อำนาจอธิปไตยและสถาบันต่าง ๆในสังคมแล้ว ทรัพยากรบุคคลระดับมันสมอง (Think tank) ที่เป็นกำลังหลักในการขับเคลื่อนประเทศและสถาบันการเงินที่เป็นท่อน้ำเลี้ยงของประเทศ ถือเป็นจุดตายที่มีความเปราะบางที่สุด หาก 2 จุดนี้ถูกจู่โจมทำลาย ก็จะส่งผลร้ายต่อการพัฒนาประเทศทั้งในระยะสั้นและระยะยาว และนี่คือกลยุทธ์สำคัญของแผนปฏิบัติการจู่โจมแบบสายฟ้าแลบต่อรัฐบาลเออร์โดกานในเช้าตรู่ของวันที่ 17 ธันวาคม 2013 ที่ผ่านมา

มันคืออาการ After shock ลูกแรกที่โถมซัดพุ่งเข้าสู่รัฐบาลเออร์โดกานชนิดไม่ให้โอกาสตั้งตัวและหวังผลว่าสามารถต่อยจุดสลบให้รัฐบาลโดนน๊อกหลับยาวกลางอากาศไปเลย

หน่วยตำรวจลับที่รับคำสั่งตรงมาจากนครอิสตันบูล ได้สนธิกำลังเข้าไปจับกุมเจ้าหน้าที่ข้าราชการระดับสูงและผู้เกี่ยวข้องจำนวน 66คน ในข้อหาคอร์รัปชั่น ยักยอกงบประมาณของรัฐ และทุจริตในหน้าที่ด้วยการให้ใบอนุญาตสัมปทานการก่อสร้างอย่างฉ้อฉล หนึ่งในจำนวนนี้คือนายกเทศมนตรีเมืองฟาติหฺ ประธานผู้จัดการธนาคาร Halk Bank ลูกชายรัฐมนตรีในคณะรัฐบาล 3 คน ทั้งลูกชายรมว.กิจการภายใน(มหาดไทย) รวม.เศรษฐกิจและรมว.สิ่งแวดล้อม ถือเป็นข่าวฉาวส่งท้ายปี 2013 ที่สั่นสะเทือนบัลลังก์ของนายเออร์โดกานมากที่สุด นสพ.ตุรกีแทบทุกฉบับได้พาดข่าวหน้า 1 ติดต่อกันหลายวัน จนกระทั่ง ทั้ง 3 รัฐมนตรีตัดสินใจลาออกจากตำแหน่งเพื่อแสดงความรับผิดชอบที่มีลูกชายเข้าไปมีส่วนพัวพันและเปิดทางให้มีการสอบสวนมีความอิสระขึ้น

วิกฤติการเมืองรอบนี้ ส่งผลให้เงินลีร่าตุรกีดิ่งฮวบลงเป็นประวัติการณ์

และเช่นเคย ขาประจำอย่างนสพ.Today’s Zaman ได้ทีโหมโรงกดดันให้นายกรัฐมนตรีลาออกจากตำแหน่ง ด้วยเหตุผลนายกรัฐมนตรีต้องมีส่วนรู้เห็นและเป็นผู้เซ็นอนุมัติโครงการฉาวเหล่านั้น

ในวันที่18/12/2013 นายเออร์โดกานได้ออกแถลงข่าวเคียงคู่กับนายรัฐมนตรีฮังการีซึ่งเป็นแขกรัฐบาลว่า “เป็นแผนการที่มีการกดรีโหมตจากต่างประเทศ โดยมีมือจากข้างในเป็นผู้ปฏิบัติ” เขายืนยันว่า “เป็นการใส่ร้ายป้ายสีที่มีกองกำลังนานาชาติที่แฝงตัวอยู่ในเงามืด คอยบงการอยู่”

เขากล่าวว่า ผู้ที่กล่าวว่าการกระทำนี้เป็นการสอบสวนทุจริต แท้จริงแล้ว พวกเขานั่นแหละทุจริตเสียเอง เขายืนกรานว่า การปราบปรามทุจริต ถือเป็นนโยบายหลักของรัฐบาลอยู่แล้ว และทิ้งท้ายด้วยคำพูดดุดันผสมขู่ว่า เขามีแฟ้มลับการทำงานของกลุ่มที่คอยจ้องเล่นงานรัฐบาลขณะนี้อยู่ในมือ ซึ่งหากเปิดเผยแล้ว ภูเขาสะเทือนแน่นอน 

ประชาชนตุรกีทุกคนรู้โดยไม่ต้องคิดว่า เออร์โดกานกำลังสื่อถึงใคร 

เพื่อตอบโต้ชนิดฟันต่อฟันกับแผนจู่โจมสายฟ้าแลบนี้ เออร์โดกานสั่งปลดนายตำรวจระดับอาวุโสหลายสิบคน รวมทั้งผู้บัญชาการตำรวจนครบาลประจำอิสตันบูล พร้อมออกคำสั่งให้เจ้าหน้าที่ตำรวจฝ่ายสืบสวนแจ้งให้ผู้บังคับบัญชาของตนทราบก่อนจะดำเนินการสอบสวนใดๆ ก็ตามที่ได้รับมอบหมายจากอัยการแผ่นดิน 

นายตำรวจชั้นสูงที่โดนปลดและโยกย้ายในครั้งนี้ ล้วนแล้วแต่สนิทชิดเชื้อกับกุเลนแทบทั้งสิ้น

นอกจากนี้ นายเออร์โดกาน ได้แถลงถึงการปรับครม.ทั้งหมด 10ตำแหน่ง หลังจากที่ได้มีการประชุมลับกับประธานาธิบดี อับดุลลอฮฺ กูล 

ผู้เขียนไม่ขอฟันธงว่า ในกรณีนี้ฝ่ายไหนถูกผิด คงต้องรอการตัดสินคดีในชั้นศาลต่อไป และเห็นด้วยอย่างยิ่งที่มีการปราบปรามทุจริต ซึ่งเป็นนโยบายหลักของรัฐบาลเออร์โดกานที่ชูเรื่อง โปร่งใส ขาวสะอาดและปลอดทุจริต อยู่แล้ว 

ผลงานรัฐบาลตลอด 11 ปีที่ผ่านมา ที่สามารถนำพาตุรกีที่ง่อยเปลี้ยและพิกลพิการจากมรดกบาปของระบอบคะมาลิสต์มาเป็นเด็กอ้วนท้วมแข็งแรงสมบูรณ์ขณะนี้ คือเครื่องหมายประกันคุณภาพที่แม้แต่กลุ่มต่อต้านรัฐบาลก็ยังต้องสงบปาก

แต่ที่ชวนสงสัยอย่างยิ่งยวดก็คือ แผนการจู่โจมของตำรวจมหานครอิสตันบูล บุกจับกุมผู้ต้องหาในอังการ่า ซึ่งเป็นเขตนอกพื้นที่ความรับผิดชอบของตนเองแบบลับสุดยอด ชนิดที่แม้แต่คนระดับนายกรัฐมนตรีเอง ก็เพิ่งทราบข่าวจากข่าวโทรทัศน์เหมือนประชาชนทั่วไป ซึ่งผู้เขียนเชื่อว่า แม้แต่นักแสดงระดับฮอลลิวูด ก็ไม่สามารถแสดงได้ 

ในประวัติศาสตร์การปราบปรามทุจริตระดับประเทศ ท่านผู้อ่านเคยทราบข่าวว่า มีการจับกุมเจ้าหน้าที่ระดับสูงของประเทศครั้งมโหฬารเหมือนที่เกิดขึ้นที่ตุรกีบ้างไหม มีการรักษาความลับสุดยอดชนิดที่ผู้นำสูงสุดไม่รับรู้ใด ๆ ทั้งสิ้น บ้างไหม

เพราะมันคือแผนอันเดียวกันที่เคยใช้อย่างสำเร็จลุล่วงแล้วที่อิยิปต์ในการโค่นประธานาธิบดีมุรซีย์ โดยมีเป้าหมายหลักคือ ฝังกลบแนวคิดนิยมอิสลามที่ครอบคลุม ให้ดับมลายหายสิ้นจากโลกนี้ 

ทรัพยากรบุคคลระดับมันสมองและสถาบันการเงิน จึงเป็นเป้าหมายหลักของการจู่โจมในครั้งนี้ ที่อาจส่งทำให้ร่างกายของรัฐบาลอ่อนกำลังเป็นอย่างมาก

อย่างน้อย ก็สะบักสะบอม อ่อนเปลี้ยเพลียแรง และมีผลอาจทำให้อภิมหาโครงการของรัฐบาลที่จะดำเนินการในอนาคตอันใกล้ต้องหยุดชะงักด้วยซ้ำ

และที่สำคัญคือสามารถสกัดกั้นการพุ่งทะยานของเครื่องบินที่มีกัปตันอย่างเออร์โดกาน มิให้โลดแล่นตามอำเภอใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับผลการเลือกตั้งนายกเทศมนตรีที่จะมีขึ้นช่วงเดือนมีนาคมปีนี้ และเลือกตั้งใหญ่ในปี 2015 ซึ่งเออร์โดกานต้องเว้นวรรคทางการเมือง และไม่สามารถลงเลือกตั้งชิงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีได้แล้วตามกฎหมายเลือกตั้งของตุรกี 

แต่กุเลนยังสามารถเล่นบทบาทรัฐบาลเงาได้อย่างสบาย ด้วยเครือข่ายอันมหึมาที่ได้แทรกซึมเข้าไปในทุกอณูพื้นที่ของระบบราชการ โดยเฉพาะวงการตำรวจและตุลาการ 

เออร์โดกานและกุเลนจึงเป็นสองสายธารที่ไม่สามารถรวมบรรจบกันได้ 

ติดตามตอนต่อไป


โดย Mazlan Muhammad

ศาสตร์อิสลามว่าด้วยการเลี้ยงลูก [ตอนที่ 4]

การสอนลูกให้มีความซื่อสัตย์

ท่านนบี ศอลฯ และซอฮาบะฮ์ ฝึกเด็ก ๆ ให้เป็นคนซื่อสัตย์ ไว้วางใจได้ โดยการให้รักษาความลับบางประการ

ท่านอานัส บินมาลิก ซึ่งเป็นซอฮาบะฮ์รุ่นเด็กเล็ก ที่อุมมุาลัยม์ มารดา ได้ฝากให้คอยรับใช้ท่านนบี ศอลฯ ที่บ้านของท่าน

อานัส บินมาลิก กล่าวว่า “ท่านนบี ศอลฯ ได้บอกความลับบางอย่างแก่ฉัน  และฉันไม่บอกแก่ใครเลย อุมมุสุลัยม์ (มารดาของอานัส) ได้ถามฉัน แต่ฉันก็ไม่บอกแก่นาง” หะดีษรายงานโดยบุคอรีย์

قال أنس  أسرّ إليّ النبي -صلى الله عليه و سلم- سِرّاً، فما أخبرت به أحدا بعده، ولقد سألتني أم سليم رضي الله عنها فما أخبرتها به رواه البخاري

บุคอรีย์และมุสลิมได้เล่ารายละเอียดเหตุการณ์นี้ว่า

عن ثابت عن أنس بن مالك رضي الله عنه قال: “أتى عليّ رسول الله -صلى الله عليه وسلم- وأنا ألعب مع الغلمان، فسلّم علينا فبعثني إلى حاجة فأبطأت على أمي، فلما جئتُ قالت: ما حبسك؟، قلت: بعثني رسول الله -صلى الله عليه وسلم- لحاجة، قالت: ما حاجته؟، قلت: إنها سر!!، قالت: لا تخبرنّ بسر رسول الله -صلى الله عليه وسلم- أحدا،  ” متفق عليه واللفظ لمسلم .

“ในขณะที่ฉันเล่นอยู่กับเด็ก ๆ ท่านรอซูลุลลอฮ์ ศอลฯ ได้มาหาและให้สล่ามแก่ฉัน แล้วให้ฉันไปทำธุระบางอย่าง  ทำให้ฉันกลับไปหาแม่ช้า เมื่อไปถึงแม่ก็ถามว่า “ทำไมกลับช้า” ฉันตอบว่า “ผมมีธุระบางอย่างครับ” คุณแม่ถามต่อว่า “ธุระอะไรล่ะ” ฉันตอบว่า “มันเป็นความลับ” คุณแม่จึงกล่าวว่า “เธออย่าได้บอกความลับของท่านรอซูลุลลอฮ์ให้แก่ผู้ใดทราบแม้แต่คนเดียว”


โดย Ghazali Benmad

ศาสตร์อิสลามว่าด้วยการเลี้ยงลูก [ตอนที่ 3]

การรักลูกไม่เท่าเทียมกัน

การลำเอียงรักลูกไม่เท่าเทียมกัน จะทำให้ครอบครัวระหองระแหงขาดความปรองดองสมานฉันท์ได้

อิสลามจึงห้ามการกระทำดังกล่าว ไม่ว่าในเรื่องเล็กน้อยหรือเรื่องใหญ่ๆ

อิบนุอะบิดดุนยา รายงานว่า ในขณะที่ท่านรอซูลุลลอฮ์  ศอลฯ กำลังสนทนาอยู่กับบรรดาศอฮาบะฮ์ ก็มีเด็กชายคนหนึ่งมาหาบิดาของเขาในกลุ่มคนดังกล่าว บิดาก็ลูบศีรษะลูกชายแล้วให้นั่งลงบนขาข้างขวา สักพักหนึ่งก็มีเด็กผู้หญิงคนหนึ่ง (เป็นลูกสาวของเขา) เข้ามาหาเขาอีก  เขาก็ลูบศีรษะแล้วให้นั่งลงบนพื้น 

ท่านรอซูลุลลอฮ์  ศอลฯ จึงกล่าวว่า”ท่านน่าจะให้นั่งบนขาอีกข้างหนึ่งนะ” เขาจึงอุ้มเธอให้นั่งลงบนขาอีกข้าง

ท่านรอซูลุลลอฮ์  ศอลฯ จึงกล่าวว่า “อืม ตอนนี้แหละ ท่านยุติธรรมแล้ว”และมีปรากฏในหะดีษรายงานโดยบุคอรีย์และมุสลิมว่า

عن النُّعْمَانَ بْنَ بَشِيرٍ رَضِيَ اللَّهُ عَنْهُمَا أنه قال – وَهُوَ عَلَى الْمِنْبَرِ -: أَعْطَانِي أَبِي عَطِيَّةً، فَقَالَتْ عَمْرَةُ بِنْتُ رَوَاحَةَ: لَا أَرْضَى حَتَّى تُشْهِدَ رَسُولَ اللَّهِ صَلَّى اللَّهُ عَلَيْهِ وَسَلَّمَ، فَأَتَى رَسُولَ اللَّهِ صَلَّى اللَّهُ عَلَيْهِ وَسَلَّمَ، فَقَالَ: إِنِّي أَعْطَيْتُ ابْنِي مِنْ عَمْرَةَ بِنْتِ رَوَاحَةَ عَطِيَّةً، فَأَمَرَتْنِي أَنْ أُشْهِدَكَ يَا رَسُولَ اللَّهِ. قَالَ: أَعْطَيْتَ سَائِرَ وَلَدِكَ مِثْلَ هَذَا؟ قَالَ: لَا. قَالَ: (فَاتَّقُوا اللَّهَ وَاعْدِلُوا بَيْنَ أَوْلَادِكُمْ ) قَالَ: فَرَجَعَ فَرَدَّ عَطِيَّتَهُ. متفق عليه. وفي رواية: ( لَا أَشْهَدُ عَلَى جَوْرٍ

จากนุอ์มาน บินบะชีร -รอดิยัลลอฮูอันฮู- ได้กล่าวในขณะที่อยู่บนมิมบัรว่า  “บิดาของฉันได้ให้บางอย่าง( เป็นทาสชายคนหนึ่ง) แก่ฉัน  อัมเราะห์ บินติรอวาฮะห์ (แม่ของนุอ์มาน) ได้กล่าวว่า  “ฉันไม่ยอมจนกว่าท่าน (หมายถึงบะชีร บิดาของนุอ์มาน) จะต้องให้ท่านรอซู้ล-ซ็อลลัลลอฮูอลัยฮีว่าซัลลัม- ได้รับรู้เป็นพยานเสียก่อน”  

บิดาของฉันจึงไปหาท่านรอซู้ล -ซ็อลลัลลอฮูอลัยฮีว่าซัลลัม- พลางกล่าวว่า “ฉันได้ให้สิ่งของอย่างหนึ่งแก่ลูกของฉันที่เกิดมาจาก อัมเราะห์ บินติรอวาฮะห์ แล้วนางก็ได้ใช้ให้ฉันมาให้ท่านเป็นพยานรับรู้”  

ท่านจึงได้ถามเขาว่า “ท่านให้ลูกของท่านคนอื่นๆเช่นเดียวกันหรือไม่?” 

เขาตอบว่า “ไม่ครับ”

ท่านจึงกล่าวว่า  “ท่านจงเกรงกลัวอัลลอฮ์ และจงให้ความยุติธรรมในระหว่างลูกๆของท่าน” 

ว่าแล้วเขา(บะชีร)ก็ได้กลับมาและเอาของที่ให้นั้นคืนไป

ในหะดีษอีกสายรายงานหนึ่งกล่าวว่า ท่านนบี -ซ็อลลัลลอฮูอลัยฮีว่าซัลลัม- กล่าวว่า  “ฉันจะไม่เป็นพยานในเรื่องที่อธรรม”


โดย Ghazali Benmad

 

เออร์โดกาน & กุเลน จุดแตกหักแห่งสัมพันธภาพ [ตอนที่ 4]

ทั้งสองฝ่ายเลือกใช้คำว่า “พวกเขา” ตามมารยาททางการเมืองสไตล์ตุรกี และเลี่ยงที่จะระบุกลุ่มเป้าหมายที่ชัดเจน แต่สังคมตุรกีและผู้สังเกตุการณ์ต่างก็รู้อยู่เต็มอกแล้วว่า “พวกเขา” ที่แต่ละฝ่ายหมายถึง คือใคร

มีเหตุการณ์หลายเรื่องที่ก่อนหน้านี้ทั้ง 2 ฝ่าย ยังรักษาระดับความขัดแย้งเป็นคลื่นใต้น้ำ ก่อนจะก่อตัวเป็นคลื่นสึนามิ ที่ถาโถมเสถียรภาพของรัฐบาลอย่างบ้าคลั่งขณะนี้ ผู้อ่านลองศึกษาคลื่นใต้น้ำทั้ง 7 ลูกนี้ก่อนว่า มีวิวัฒนาการก่อตัวเป็นคลื่นยักษ์ได้อย่างไร

  • คลื่นลูกแรก คือเหตุการณ์สะเทือนโลกเมื่ออิสราเอลเปิดฉากโจมตีกองเรือลำเลียงความช่วยเหลือทางมนุษยธรรมและวัสดุก่อสร้างไปยังฉนวนกาซ่าที่นำโดยกองเรือ Mavi Marmara ในวันที่ 31/05/2010เป็นเหตุให้ลูกเรือ 9 คน ซึ่งเป็นชาวตุรกีเสียชีวิต และอีกหลายร้อยคนบาดเจ็บ

ในขณะที่ทั่วโลกตื่นตะลึงกับก่อการร้ายนี้และพากันประณามประเทศอิสราเอล จนทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างตุรกีกับอิสราเอลสั่นคลอนอย่างหนัก ถึงขั้นตุรกีประกาศขับไล่ทูตอิสราเอลประจำอังการ่า แต่กุเลนกลับให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่งที่อเมริกาว่า ตุรกีเป็นฝ่ายผิดที่ไม่ขออนุญาตจากผู้มีอำนาจก่อนเข้าฉนวนกาซ่าและตุรกีได้ละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ

ทั้ง ๆ ที่เมื่อวันที่ 22/3/2013 นายกรัฐมนตรีอิสราเอล นายเบ็นจามิน เนทันยาฮู ได้ยกโทรศัพท์กล่าวขอโทษเป็นทางการต่อเออร์โดกาน โดยอ้างว่า เป็นความผิดพลาดทางภาคปฏิบัติ และมีความยินดียินดีชดใช้ค่าเสียหายแก่เหยื่อที่ได้รับความเสียหายในครั้งนี้ ซึ่งเป็นการแสดงจุดยืนที่เราไม่ค่อยพบเห็นบ่อยนักกับรัฐบาลอิสราเอล

  • คลื่นลูกที่ 2 หลังเหตุการณ์โศกนาฏกรรม Mavi Marmara นายเออร์โดกานได้แต่งตั้งนาย Hakan Fidan ซึ่งเป็นบุคคลที่ใกล้ชิดและได้รับความไว้วางใจจากเออร์โดกานมากที่สุด ให้เป็นผู้บัญชาการสำนักข่าวกรองแห่งชาติคนใหม่ และปลดคนเก่าที่เออร์โดกานจับได้ว่ามีส่วนพัวพันกับองค์กรสายลับ Mossad ของอิสราเอลและเป็นคนใกล้ชิดกุเลน เจ้าหน้าที่ตำรวจระดับสูงที่ใกล้ชิดกับกุเลน ใช้ความพยายามกดดันให้เออร์โดกานปลด Fidan ออกจากตำแหน่ง แต่ไม่ได้รับความสนใจจากเออร์โดกาน Fidan ยังคงรักษาเก้าอี้ของตนอย่างเหนียวแน่นจนกระทั่งปัจจุบัน รอยปริร้าวระหว่างกุเลนและเออร์โดกานเริ่มปรากฏเด่นชัดขึ้น
  • คลื่นลูกที่ 3 Hakan Fidan ได้ทำการเจรจาลับกับกลุ่มกบฏชาวเคิร์ดที่เมืองออสโลว์ ประเทศนอร์เวย์ ซึ่งเป็นการปูทางกระบวนการสานสันติภาพระหว่างรัฐบาลกับชนกลุ่มน้อยชาวเคิร์ดที่มีปัญหาระดับชาติอันยาวนาน แต่แล้วการเจรจานี้ ล้มเหลวไม่เป็นท่า เมื่อแผนลับนี้ถูกเปิดโปงสู่สาธารณชนว่า Fidan กำลังจะขายชาติและปฏิบัติข้อราชการเกินอำนาจหน้าที่ ที่อาจทำให้ตุรกีอาจเสียดินแดน Fidan ถูกฟ้องร้องให้ดำเนินคดีในชั้นศาล จนกระทั่งเออร์โดกานต้องออกมาปกป้องและกล่าวว่า Fidan คือ ” ผู้กุมความลับของฉัน และทุกความเคลื่อนไหวของเขา เป็นไปตามคำบัญชาของฉันทุกประการ ” จนกระทั่ง Fidan หลุดคดีนี้ พร้อม ๆ กับการจับกุมเจ้าหน้าที่ระดับสูงในวงการทหารและตำรวจ หลายคนถูกสั่งย้ายให้ไปประจำการตามส่วนภูมิภาค ซึ่งบุคคลเหล่านี้ ล้วนแล้วแต่มีความสนิทสนมกับกุเลนแทบทั้งสิ้น 
  • คลื่นลูกที่ 4 การตัดสินคดีจำคุกเดี่ยวตลอดชีวิตผู้บัญชาการทหารสูงสุด พล.อ. Ilkar Basbug ด้วยข้อหาก่อกบฏล้มล้างรัฐบาล และพัวพันกับกลุ่มต่อต้านรัฐบาล แต่กุเลนกลับให้สัมภาษณ์ที่สหรัฐอเมริกาว่า “หากฉันมีอำนาจ ฉันจะปล่อยอิสรภาพ Basbug ทันที” พร้อมกล่าวหาผู้ที่อยู่เบื้องหลังจับกุมนายทหารระดับสูงคนนี้ว่า เป็นกลุ่มมุนาฟิก (ผู้กลับกลอก)
  • คลื่นลูกที่ 5 การประท้วงที่จัตุรัสตักซีมเมื่อ 28/5/2013 ที่เริ่มต้นด้วยการประท้วงเรื่องต้นไม้และอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม แต่ลงเอยด้วยเรื่องเหล้า

อ่านเพิ่มเติม http://anuchamas.blogspot.com/2013/06/2.html

ซึ่งเหตุการณ์บานปลายไปทั่วตุรกีและหลายประเทศในยุโรป จนกระทั่งนายเออร์โดกานได้เรียกการชุมนุมประท้วงในครั้งนี้ว่า เป็นแผนการณ์สากลเพื่อล้มล้างรัฐบาล

ท่ามกลางวิกฤติประเทศเช่นนี้ สื่อต่าง ๆ ในสังกัดของกุเลน กลับโหมโรงวิพากษ์วิจารณ์การปฏิบัติการสลายผู้ชุมนุมประท้วงว่า ทำเกินกว่าเหตุ โดยไม่ยอมแตะต้องเบื้องหน้าเบื้องหลังของการชุมนุมประท้วงในครั้งนี้เลย 

  • คลื่นลูกที่ 6 นโยบายจัดระเบียบหอพัก ที่รัฐบาลมุ่งมั่น ดำริจัดระเบียบใหม่ด้วยการผลักดันกฎหมายห้ามหนุ่มสาวเช่าหอพักอย่างอิสระ ยกเว้นต้องมีเอกสารยืนยันความสัมพันธ์ทางครอบครัวเสียก่อน แต่แผนการณ์นี้ถูกเปิดเผยออกสู่สาธารณชนตามสื่อต่าง ๆ ในสังกัดกุเลน พร้อมวิพากษ์วิจารณ์ว่า รัฐบาลกำลังยุ่งเกี่ยวกับสิทธิส่วนบุคคลมากเกินไป ทำให้เกิดกระแสต่อต้านใหญ่โตในสังคมตุรกีที่ไม่เห็นด้วยกับนโยบายที่พวกเขาเห็นว่า เป็นเรื่องส่วนตัว 
  • คลื่นลูกที่ 7 ถือเป็นคลื่นลูกใหญ่ที่สุดที่กลายเป็นสึนามิ ซัดโถมนาวารัฐบาลตุรกีขณะนี้ คือนโยบายรัฐบาลที่จะปิดโรงเรียนกวดวิชา ที่เออร์โดกานเห็นว่า นอกจากผู้ปกครองต้องรับภาระเสียค่าใช้จ่ายที่แพงลิ่ว ซึ่งเงินส่วนนี้น่าจะเป็นรายได้ของรัฐบาลที่สามารถนำเป็นกองทุนพัฒนาการศึกษาของประเทศ แล้ว ยังส่งผลให้คุณภาพทางการศึกษาไม่มีมาตรฐานอีกด้วย รัฐบาลไม่สามารถดำเนินการเรื่องการประกันคุณภาพทางการศึกษา เพราะไม่มีหลักสูตรใด ๆ ที่ผ่านการรับรองจากรัฐบาลเลย 

กลุ่มที่กระทบกับนโยบายนี้มากที่สุดคือกลุ่มของกุเลน เพราะเป็นที่ทราบดีว่า กุเลนมีโรงเรียนกวดวิชาในสังกัดหลายร้อยแห่งทั่วตุรกี ซึ่งนอกจากกุเลนใช้ช่องทางนี้ในการพัฒนาสังคมผ่านระบบการศึกษาแล้ว เขายังสามารถสร้างอาณาจักรธุรกิจการศึกษาควบคู่กันไปอย่างลงตัวอีกด้วย โรงเรียนในเครือข่ายเหล่านี้ถือเป็นช่องทางรายได้อันมหาศาลของกลุ่มเลยทีเดียว 

กุเลนจึงประเคนหมัดใส่รัฐบาลว่า “พวกเขาต้องการปิดทุกอย่าง แม้กระทั่งประตูสวรรค์ก็ตาม ปล่อยให้เราเปิดประตูสวรรค์อย่างเสรีกันเถอะ” “เมื่อไหร่ก็ตามที่ท่านอยู่ตรงกันข้ามกับฟิรเอาว์นและกอรูน ท่านจงมั่นใจเลยว่า ท่านเป็นฝ่ายที่ถูกต้อง”

เออร์โดกานจึงสวนหมัดทันควันว่า ” พวกเขาพยายามกดดันให้เราทบทวนและยกเลิกนโยบายนี้ จงรู้ว่า เราไม่มีทางยกเลิกแน่นอน”

นี่คือคลื่น 7 ลูกที่ก่อตัวเป็นสึนามิที่กำลังโถมใส่นาวาของเออร์โดกานขณะนี้ 

และอาการ After shock ลูกแรกก็ตามมาติดๆ ในเช้าตรู่ของวันที่ 17ธันวาคม 2013 ที่ผ่านมา ที่ถือได้ว่า สั่นคลอนนาวาของรัฐบาลเออร์โดกานมากที่สุดในรอบ 11 ปี ของการเป็นผู้นำสูงสุดของตุรกี เลยทีเดียว

และอะไรคือสาเหตุที่นายเออร์โดกานกล้าฟันธงว่า “เรากำลังต่อสู้เพื่อให้ได้รับเอกราชรอบ 2 “

ติดตามตอนต่อไป


โดย Mazlan Muhammad

เออร์โดกาน & กุเลน จุดแตกหักแห่งสัมพันธภาพ [ตอนที่ 3]

หลังจากแผนการณ์ทำหมันอิสลามสำเร็จในระดับหนึ่งที่อิยิปต์ ตุรกีคือตะปูตัวสุดท้ายที่จะต้องตอกปิดฝาโลง “แนวคิดใฝ่อิสลาม” เพื่อไม่ให้ออกมามีบทบาทในโลกอย่างอิสระเสรี 

รัฐบาลเออร์โดกานคือหน่อไม้ในกอไผ่ที่หนาทึบ การที่หน่อไม้นี้จะชูลำต้นเหนือดงกอได้ จำเป็นต้องผ่านการเสียดสีอุปสรรคขวากหนามที่คอยทิ่มแทงสกัดกั้นมิให้มันเติบโตมาเทียบบารมี แต่ด้วยความประสงค์ของอัลลอฮฺ หน่อไม้นี้กำลังชูลำต้นอย่างสูงสง่า ท่ามกลางความแค้นเคืองของบรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธา

แนวคิดสังคมนิยม คอมมิวนิสต์ แซคคิวล่าร์ ดุนยานิยม เผด็จการทหาร กลุ่มสุดโต่ง Ergenekon และกลุ่มผลประโยชน์อื่น ๆ มากมายที่กลายเป็นดงไผ่ที่แน่นหนา คอยสะกัดกั้นทุกวิถีทางมิให้หน่อไม้แห่งอิสลามเติบโตในตุรกี

ในประวัติศาสตร์การเมืองการปกครองตุรกี หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ นาย Adnan Menderas ชนะเลือกตั้งใหญ่และเป็นแกนนำบริหารประเทศระหว่างปี 1950 -1957 เขาคือผู้นำแซคคิวล่าร์ (ดุนยานิยม) คนหนึ่งที่เป็นทายาทอสูรที่ได้รับการสืบทอดจากระบอบคามาลิสต์ เพียงแต่ในสมัยที่เป็นหัวหน้ารัฐบาล เขาได้ยกเลิกการอะซานจากภาษาตุรกีให้เป็นภาษาอาหรับ และอนุญาตให้เปิดสอนอัลกุรอานและโรงเรียนศาสนาอิสลามได้อย่างเสรี ด้วยเหตุผลมอบสิทธิส่วนบุคคล แต่สุดท้ายทหารต้องลุกขึ้นปฏิวัติครั้งแรกในปี 1960พร้อมตัดสินประหารชีวิตนาย Menderas และอดีตรัฐมนตรีอีก 3 คน ฐานบริหารประเทศผิดพลาดและขัดแย้งกับเจตนารมณ์ของลัทธิคามาลิสต์อันศักดิ์สิทธิ์

หากกลุ่มนี้ สามารถก้าวเข้ามากุมบังเหียนตุรกีใหม่ (لا قدر الله ) นายเออร์โดกานและพรรคพวกจะไม่ถูกตัดสินประหารชีวิตแบบเจ็ดชั่วโคตรหรือ 

กลุ่มนี้ ได้กลายเป็นมือที่มองไม่เห็น (Invisible hand) ที่คอยชักใยและสถาปนาเป็นเสมือนรัฐบาลเงาในตุรกี ที่คอยจู่โจมรัฐบาลเออร์โดกานยามเพลี่ยงพล้ำหรือเผลอเรอ พวกเขาไม่มีภารกิจอื่นใด ยกเว้นล้มล้างรัฐบาลที่มีอายุ 11 ขวบนี้ ถึงแม้จะต้องแลกด้วยทุกอย่าง แม้กระทั่งความล่มจมของประเทศก็ตาม (อัลลอฮุลมุสตะอาน)

กลุ่มญะมาอะฮฺ Khidmat ของกุเลน ก็เป็นหนึ่งในมือที่มองไม่เห็นที่คอยบั่นทอนความมั่นคงของรัฐบาลเออร์โดกานเช่นกัน จนกระทั่งบัดนี้ กุเลน ได้อ่านดุอากุนูตนาซิละฮฺ ที่มีเนื้อหาให้อัลลอฮฺทำลายรัฐบาล 11 ขวบนี้ เขาดุอาว่า ขอให้อัลลอฮฺทรงทำให้จุดยืนของพวกรัฐบาลสั่นคลอน แตกกระจาย พังพินาศ และแตกแยกกันเอง ขอให้เรามีชัยชนะเหนือพวกเขา ซึ่งเป็นดุอาบทเดียวที่มุสลิมทั่วโลกอ่านเพื่อสาปแช่งศัตรูอิสลามอันร้ายกาจที่เข่นฆ่าพี่น้องมุสลิมอย่างเหี้ยมโหดเลยทีเดียว

เราไม่เคยได้ยินกุเลนอ่านดุอานี้เพื่อสาปแช่งยิวที่สร้างวีรกรรมโฉดต่อพี่น้องฟิลัสฏีนตลอดระยะเวลาร้อยปีที่ผ่านมา แม้กระทั่งต่อผู้นำซีเรียอย่างบัชชาร์ที่ได้สร้างแม่น้ำเลือดที่ยาวที่สุดในโลกขณะนี้ เราก็ไม่เคยได้ยินว่ากุเลยเคยอ่านดุอาสาปแช่งผู้นำจอมกระหายเลือดคนนี้เลย กุเลนมีจุดยืนถ้อยทีถ้อยอาศัยและประนีประนอมกับทุกรัฐบาลตุรกีก่อนหน้าเออร์โดกานได้อย่างลงตัวที่สุด แม้กระทั่งสนับสนุนผู้นำทหารที่ปฏิวัติรัฐบาลของ Necmettin Erbakan ที่ถูกรัฐประหารในปี 1997 หลังจากเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลไม่ถึง 1 ปี

กุเลนสามารถสร้างความปรองดองกับทุกกลุ่มพรรค ไม่ว่าจะมีแนวคิดที่ต่อต้านอิสลามมากมายแค่ไหน กุเลนก็ยังมีทัศนะว่าควรสร้างความร่วมมือกับกลุ่มเหล่านี้เพื่อ “มีการแสดงออกที่งดงามในการสานเสวนากับผู้อื่น การวางตัวที่เหมาะสม และมีท่าทีที่ชัดเจนในการมีปฏิสัมพันธ์กับชนต่างศาสนา โดยยึดหลักของความอดทน สันติภาพ และการมีความคิดที่เปิดกว้างเพื่อนำอิสลามไปสู่ผู้คนอย่างสมบูรณ์ “

แต่ทำไม เมื่อถึงเวลาหนึ่ง กุเลนได้ละทิ้งหลักการนี้เมื่อประกาศจุดแตกหักกับเออร์โดกาน และใช้คำพูดที่รุนแรงซึ่งขัดแย้งกับบุคลิกภาพของกุเลนตามที่โลกได้รู้จัก 

หลังจากที่นสพ.ของกลุ่มกุเลนฉบับหนึ่ง ได้เผยแพร่เอกสารลับที่ระบุว่าเออร์โดกานมีมาตรการให้เฝ้าระวังและสอดส่องความเคลื่อนไหวของกลุ่มอิทธิพลที่เป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงของประเทศ ซึ่งหนึ่งในกลุ่มหัวแถวนี้มีชื่อของกลุ่มกุเลนรวมอยู่ด้วย สัมพันธภาพระหว่างสองขั้วแนวคิดที่ก่อนหน้านี้เป็นเพียงคลื่นใต้น้ำ ได้ก่อตัวเป็นคลื่นบนผิวน้ำอย่างเต็มตัว 

กุเลนได้ลั่นกลอนรบด้วยการดุอาให้อัลลอฮฺเผาไหม้บ้านเรือนของพวกเขา จงทำลายพวกเขาให้สิ้นซาก และจงทำให้พวกเขาแตกแยกกันเอง ท่ามกลางเสียงร้องไห้ระงมของบรรดาสานุศิษย์ที่เป็นธรรมเนียมปฏิบัติของสำนักคิดซูฟี

ในขณะที่เออร์โดกาน ก็ตอบโต้อย่างดุเดือดว่า เราจะบุกเข้าไปในถ้ำของพวกเขา และกล่าวหาว่าพวกเขาได้ร่วมมือกับกองกำลังนานาชาติที่แฝงตัวอยู่ในมืดคอยบงการและชักใยอยู่เบื้องหลัง

ติดตามตอนต่อไป


โดย Mazlan Muhammad

ศาสตร์อิสลามว่าด้วยการเลี้ยงลูก [ตอนที่ 2]

สูตรทอง สามเจ็ด 

■■

ยอดเยี่ยมจริง ๆ สำหรับผู้ที่กล่าวว่า

لاعب ولدك سبعا

 وأدبه سبعا ،

 وصاحبه سبعا ،

ثم اجعل حبله على غاربه

“พึงเล่นกับลูก ๆ ในเจ็ดขวบปีแรก

แล้วอบรมบ่มนิสัยเขาในเจ็ดขวบปีต่อไป

และเป็นเพื่อนกับเขาในอีกเจ็ดปี

แล้วปล่อยเป็นอิสระหลังจากนั้น”

■■

อ้างอิง : มุฮัมมัดรอชีด ริฎอ , ในตัฟซีร “อัลมะนาร์” , เล่ม 5 หน้า 73-74


โดย Ghazali Benmad