สตรีนางเดียวที่อัลกุรอานระบุชื่ออย่างชัดเจน

وَمَرْيَمَ ٱبْنَتَ عِمْرَٰنَ ٱلَّتِىٓ أَحْصَنَتْ فَرْجَهَا فَنَفَخْنَا فِيهِ مِن رُّوحِنَا وَصَدَّقَتْ بِكَلِمَٰتِ رَبِّهَا وَكُتُبِهِۦ وَكَانَتْ مِنَ ٱلْقَٰنِتِينَ ( التحريم/١٢)

ความว่า : และมัรยัมบุตรีของอิมรอน ผู้ซึ่งรักษาพรหมจารีของนาง แล้วเราได้เป่าวิญญาณของเราเข้าไปในนาง และนางได้ศรัทธาต่อบัญญัติต่าง ๆ แห่งพระเจ้าของนาง และ (ได้ศรัทธาต่อ) คัมภีร์ต่าง ๆ ของพระองค์ และนางจึงอยู่ในหมู่ผู้นอบน้อมภักดีทั้งหลาย

อิมามกุรฏุบีย์ ได้อธิบายสาเหตุที่อัลลอฮ์เรียกชื่อของนางมัรยัมในอัลกุรอานกว่า 30 ครั้ง และไม่เรียกสตรีท่านอื่นๆด้วยชื่อของนางในอัลกุรอาน เนื่องจากธรรมเนียมของชาวอาหรับ โดยเฉพาะบุคคลชั้นสูงเช่นกษัตริย์หรือผู้นำ จะไม่เรียกสตรีด้วยชื่อของนาง แต่จะเรียกฉายาหรือตามชื่อสามี ครั้นเมื่อชาวคริสเตียนได้ใส่ร้ายนางมัรยัมและบุตรชายของนางด้วยคำใส่ร้ายต่างๆนานา อัลลอฮ์จึงต้องการปกป้องนางด้วยเกียรติอันสูงส่งด้วยกล่าวชื่อจริงของนาง ถึงแม้จะฝืนธรรมเนียมของชาวอาหรับก็ตาม แถมยังใช้ชื่อนางเป็นหนึ่งในซูเราะฮ์ของอัลกุรอานอีกด้วย

‎الحكمة من التصريح باسم مريم في القرآن دون غيرها من النساء – إسلام ويب – مركز الفتوى


โดย Mazlan Muhammad

สตรีที่ได้รับการกล่าวถึงในอัลกุรอาน

1. นางฮาวา (อะอฺร็อฟ/189) 

{هُوَ ٱلَّذِى خَلَقَكُم مِّن نَّفۡسٍ وَٰحِدَةٍ وَجَعَلَ مِنۡهَا زَوۡجَهَا لِيَسۡكُنَ إِلَيۡهَاۖ فَلَمَّا تَغَشَّىٰهَا حَمَلَتۡ حَمۡلًا خَفِيفًا فَمَرَّتۡ بِهِۖ فَلَمَّآ أَثۡقَلَت دَّعَوَا ٱللَّهَ رَبَّهُمَا لَئِنۡ ءَاتَيۡتَنَا صَٰلِحًا لَّنَكُونَنَّ مِنَ ٱلشَّٰكِرِينَ}

ความว่า : “พระองค์นั้นคือผู้ที่ได้ทรงบังเกิดพวกเจ้าจากชีวิตเดียว และได้ทรงให้มีขึ้นจากชีวิตนั้น ซึ่งคู่ครองของชีวิตนั้น เพื่อชีวิตนั้นจะได้มีความสงบสุขกับนาง ครั้นเมื่อชีวิตนั้นได้สมสู่นาง นางก็อุ้มครรภ์อย่างเบา ๆ แล้วนางก็ผ่านมันไป ครั้นเมื่อนางอุ้มครรภ์หนัก เขาทั้งสองก็วิงวอนต่ออัลลอฮ์ผู้เป็นพระเจ้าของเขาทั้งสองว่า ถ้าหากพระองค์ทรงประทานบุตรที่สมบูรณ์ให้ข้าพระองค์แล้ว แน่นอนข้าพระองค์ก็อยู่ในหมู่ผู้ขอบคุณ”

2. ภรรยานบีนูห์ (อัตตะห์รีม/10)

3. ภรรยานบีลูฏ (อัตตะห์รีม/10)

{ضَرَبَ ٱللَّهُ مَثَلًا لِّلَّذِينَ كَفَرُواْ ٱمۡرَأَتَ نُوحٍ وَٱمۡرَأَتَ لُوطٍۖ كَانَتَا تَحۡتَ عَبۡدَيۡنِ مِنۡ عِبَادِنَا صَٰلِحَيۡنِ فَخَانَتَاهُمَا فَلَمۡ يُغۡنِيَا عَنۡهُمَا مِنَ ٱللَّهِ شَيۡـًٔا وَقِيلَ ٱدۡخُلَا ٱلنَّارَ مَعَ ٱلدَّٰخِلِينَ}

ความว่า : อัลลอฮฺทรงยกอุทาหรณ์แก่บรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธาถึงภริยาของนูหฺ และภริยาของลู๊ฏ นางทั้งสองอยู่ภายใต้การปกครองของบ่าวที่ดีทั้งสองในหมู่ปวงบ่าวของเรา แต่นางทั้งสองได้ทรยศต่อเขาทั้งสอง ดังนั้นเขาทั้งสองจึงไม่สามารถช่วยเขาทั้งสองให้พ้นจากการลงโทษของอัลลอฮฺแต่ประการใด จึงมีเสียงกล่าวขึ้นว่า เจ้าทั้งสองจงเข้าไปในไฟนรกพร้อมกับบรรดาผู้ที่เข้าไปในมัน

4. ลูกสาวนบีลูฏ ( ฮูด/78-79)

{وَجَآءَهُۥ قَوۡمُهُۥ يُهۡرَعُونَ إِلَيۡهِ وَمِن قَبۡلُ كَانُواْ يَعۡمَلُونَ ٱلسَّيِّـَٔاتِۚ قَالَ يَٰقَوۡمِ هَٰٓؤُلَآءِ بَنَاتِى هُنَّ أَطۡهَرُ لَكُمْۖ فَٱتَّقُواْ ٱللَّهَ وَلَا تُخۡزُونِ فِى ضَيۡفِىٓۖ أَلَيۡسَ مِنكُمۡ رَجُلٌ رَّشِيدٌ ، قَالُواْ لَقَدۡ عَلِمۡتَ مَا لَنَا فِى بَنَاتِكَ مِنۡ حَقٍّ وَإِنَّكَ لَتَعۡلَمُ مَا نُرِيدُ}

ความว่า : “และกลุ่มชนของเขาได้มาหาเขา พวกเขารีบร้อนมายังเขา และก่อนหน้านั้นพวกเขาเคยทำความชั่ว เขากล่าวว่า กลุ่มชนของฉันเอ๋ย เหล่านี้คือลูกสาวของฉัน พวกนางนั้นบริสุทธิ์สำหรับพวกท่าน ดังนั้น พวกท่านจงยำเกรงอัลลอฮ์เถิดและอย่าทำให้ฉันขายหน้าต่อแขกของฉันเลย ไม่มีคนที่มีสติสัมปชัญญะในหมู่พวกท่านบ้างหรือ (ฮูด :78) พวกเขากล่าวว่า โดยแน่นอน ท่านรู้ดีว่า เราไม่มีสิทธิ์ในลูกสาวของท่าน และแท้จริงท่านรู้ดีถึงสิ่งที่เราปรารถนา (ฮูด :79)  ”

5. นางซาราห์ (อิบรอฮีม/37)

{رَّبَّنَآ إِنِّىٓ أَسۡكَنتُ مِن ذُرِّيَّتِى بِوَادٍ غَيۡرِ ذِى زَرۡعٍ عِندَ بَيۡتِكَ ٱلۡمُحَرَّمِ رَبَّنَا لِيُقِيمُواْ ٱلصَّلَوٰةَ فَٱجۡعَلۡ أَفۡـِٔدَةً مِّنَ ٱلنَّاسِ تَهۡوِىٓ إِلَيۡهِمۡ وَٱرۡزُقۡهُم مِّنَ ٱلثَّمَرَٰتِ لَعَلَّهُمۡ يَشۡكُرُونَ}

ความว่า : “โอ้พระเจ้าของเรา แท้จริงข้าพระองค์ได้ให้ลูกหลานของข้าพระองค์ พำนักอยู่ ณ ที่ราบลุ่มนี้โดยไม่มีพืชผลใดๆ ซึ่งอยู่ใกล้บ้านอันเป็นเขตหวงห้ามของพระองค์ โอ้พระเจ้าของเรา เพื่อให้พวกเขาดำรงการละหมาด ขอพระองค์ทรงให้จิตใจจากปวงมนุษย์ มุ่งไปยังพวกเขา และทรงประทานปัจจัยยังชีพที่เป็นพืชผลแก่พวกเขาหวังว่าพวกเขาจะขอบคุณ”

6. นางฮาญัร ( ฮูด/71-73)

{وَٱمۡرَأَتُهُۥ قَآئِمَةٌ فَضَحِكَتۡ فَبَشَّرۡنَٰهَا بِإِسۡحَٰقَ وَمِن وَرَآءِ إِسۡحَٰقَ يَعۡقُوبَ ،  قَالَتۡ يَٰوَيۡلَتَىٰٓ ءَأَلِدُ وَأَنَا۠ عَجُوزٌ وَهَٰذَا بَعۡلِى شَيۡخًاۖ إِنَّ هَٰذَا لَشَىۡءٌ عَجِيبٌ ، قَالُوٓاْ أَتَعۡجَبِينَ مِنۡ أَمۡرِ ٱللَّهِۖ رَحۡمَتُ ٱللَّهِ وَبَرَكَٰتُهُۥ عَلَيۡكُمۡ أَهۡلَ ٱلۡبَيۡتِۚ إِنَّهُۥ حَمِيدٌ مَّجِيدٌ}

ความว่า : และภริยาของเขายืนอยู่ แล้วนางก็หัวเราะเราจึงแจ้งข่าวดีแก่นางด้วย (การได้บุตรชื่อ) อิสฮาก และหลังจากอิสฮากคือยะอ์กูบ (ฮูด:71) , นางกล่าวว่า โอ้ แปลกแท้ ๆ ฉันจะมีบุตรหรือ ขณะที่ฉันแก่แล้ว และนี่สามีของฉันก็แก่หง่อมแล้ว แท้จริงนี่เป็นเรื่องประหลาดแท้ (ฮูด :72) , พวกเขากล่าวว่า เธอแปลกใจต่อพระบัญชาของอัลลอฮ์หรือ ความเมตตาของอัลลอฮ์และความจำเริญของพระองค์จงประสบแด่พวกท่านโอ้ครอบครัว (ของอิบรฮีม) แท้จริงพระองค์นั้นเป็นผู้ได้รับการสรรเสริญ ผู้ทรงประเสริฐยิ่ง (ฮูด : 73)

7. ภรรยานบีซะกะรียา (มัรยัม/5)

{وَإِنِّى خِفۡتُ ٱلۡمَوَٰلِىَ مِن وَرَآءِى وَكَانَتِ ٱمۡرَأَتِى عَاقِرًا فَهَبۡ لِى مِن لَّدُنكَ وَلِيًّا}

ความว่า : “และแท้จริงข้าพระองค์กลัวลูกหลานของข้าพระองค์ ภายหลัง (การตายของ) ข้าพระองค์ และภริยาของข้าพระองค์ก็เป็นหมันด้วย ดังนั้นขอพระองค์ทรงโปรดประทานทายาทที่ดีจากพระองค์แก่ข้าพระองค์ด้วยเถิด”

8. ภรรยาเจ้าเมืองอิยิปต์ (ยูซุฟ/21)

{وَقَالَ ٱلَّذِى ٱشۡتَرَىٰهُ مِن مِّصۡرَ لِٱمۡرَأَتِهِۦٓ أَكۡرِمِى مَثۡوَىٰهُ عَسَىٰٓ أَن يَنفَعَنَآ أَوۡ نَتَّخِذَهُۥ وَلَدًاۚ وَكَذَٰلِكَ مَكَّنَّا لِيُوسُفَ فِى ٱلۡأَرۡضِ وَلِنُعَلِّمَهُۥ مِن تَأۡوِيلِ ٱلۡأَحَادِيثِۚ وَٱللَّهُ غَالِبٌ عَلَىٰٓ أَمۡرِهِۦ وَلَٰكِنَّ أَكۡثَرَ ٱلنَّاسِ لَا يَعۡلَمُونَ}

ความว่า : และผู้ที่ซื้อเขามาจากอียิปต์ กล่าวกับภริยาของเขาว่า จงให้ที่พักแก่เขาอย่างมีเกียรติ บางทีเขาจะทำประโยชน์ให้เราได้บ้างหรือรับเขาเป็นบุตร และเช่นนั้นแหละเราได้ทำให้ยูซุฟมีอำนาจในแผ่นดิน และเพื่อเราจะได้สอนให้เขารู้วิชาทำนายฝัน และอัลลอฮ์ทรงเป็นผู้พิชิตในกิจการของพระองค์ และแต่ว่าส่วนใหญ่ของมนุษย์ไม่รู้

9. บรรดาสตรีเมืองอิยิปต์(ยูซุฟ/30-32)

{وَقَالَ نِسۡوَةٌ فِى ٱلۡمَدِينَةِ ٱمۡرَأَتُ ٱلۡعَزِيزِ تُرَٰوِدُ فَتَىٰهَا عَن نَّفۡسِهِۦۖ قَدۡ شَغَفَهَا حُبًّاۖ إِنَّا لَنَرَىٰهَا فِى ضَلَٰلٍ مُّبِينٍ

 ، فَلَمَّا سَمِعَتۡ بِمَكۡرِهِنَّ أَرۡسَلَتۡ إِلَيۡهِنَّ وَأَعۡتَدَتۡ لَهُنَّ مُتَّكَـًٔا وَءَاتَتۡ كُلَّ وَٰحِدَةٍ مِّنۡهُنَّ سِكِّينًا وَقَالَتِ ٱخۡرُجۡ عَلَيۡهِنَّۖ فَلَمَّا رَأَيۡنَهُۥٓ أَكۡبَرۡنَهُۥ وَقَطَّعۡنَ أَيۡدِيَهُنَّ وَقُلۡنَ حَٰشَ لِلَّهِ مَا هَٰذَا بَشَرًا إِنۡ هَٰذَآ إِلَّا مَلَكٌ كَرِيمٌ ، قَالَتۡ فَذَٰلِكُنَّ ٱلَّذِى لُمۡتُنَّنِى فِيهِۖ وَلَقَدۡ رَٰوَدتُّهُۥ عَن نَّفۡسِهِۦ فَٱسۡتَعۡصَمَۖ وَلَئِن لَّمۡ يَفۡعَلۡ مَآ ءَامُرُهُۥ لَيُسۡجَنَنَّ وَلَيَكُونًا مِّنَ ٱلصَّٰغِرِينَ }

ความว่า : และพวกผู้หญิงในเมืองกล่าวว่า ภริยาของผู้ว่าฯ ได้ยั่วยวนเด็กรับใช้ของนาง แน่นอนเขาทำให้นางหลงรัก แท้จริงเราเห็นว่านางอยู่ในการหลงผิดอย่างชัดแจ้ง (ยูซุฟ : 30) , เมื่อนางได้ยินเสียง (กล่าวหา) โจษจันของนางเหล่านั้น นางจึงส่งคนไปยังนางเหล่านั้นและนางได้เตรียมที่พักพิงสำหรับนางเหล่านั้นและได้นำมีดมาให้ทุกคนในหมู่นางเหล่านั้น และนางกล่าว (แก่เขา) ว่าจงออกไปหานางเหล่านั้น เมื่อนางเหล่านั้นเห็นเขาก็ให้การสรรเสริญและเฉือนมือของพวกนาง และกล่าวว่า เป็นไปไม่ได้ นี่ไม่ใช่มนุษย์เป็นแน่ มิใช่อื่นใดนอกจากมะลักผู้มีเกียรติ (ยูซุฟ : 31) , นางกล่าวว่า นั่นคือสิ่งที่พวกเธอประณามฉันเกี่ยวกับเขา และแน่นอนฉันได้ยั่วยวนเขาแต่เขาขัดขวางอย่างแข็งขัน และหากเขาไม่ปฏิบัติตามที่ฉันสั่งเขา แน่นอนเขาจะถูกจำคุกและจะอยู่ในหมู่ผู้ยอมจำนน (ยูซุฟ : 32)

10. มารดานบีมูซา (อัลเกาะศ็อศ/7)

{وَأَوۡحَيۡنَآ إِلَىٰٓ أُمِّ مُوسَىٰٓ أَنۡ أَرۡضِعِيهِۖ فَإِذَا خِفۡتِ عَلَيۡهِ فَأَلۡقِيهِ فِى ٱلۡيَمِّ وَلَا تَخَافِى وَلَا تَحۡزَنِىٓۖ إِنَّا رَآدُّوهُ إِلَيۡكِ وَجَاعِلُوهُ مِنَ ٱلۡمُرۡسَلِينَ}

ความว่า : และเราได้ดลใจแก่มารดาของมูซา จงให้นมแก่เขา เมื่อเจ้ากลัวแทนเขาก็จงโยนเขาลงไปในแม่น้ำ และเจ้าอย่าได้กลัวและอย่าได้เศร้าโศก แท้จริงเราจะให้เขากลับไปหาเจ้า และเราจะทำให้เขาเป็นหนึ่งในบรรดารอซูล

11. พี่สาวนบีมูซา (อัลเกาะศ็อศ/11)

{وَقَالَتۡ لِأُخۡتِهِۦ قُصِّيهِۖ فَبَصُرَتۡ بِهِۦ عَن جُنُبٍ وَهُمۡ لَا يَشۡعُرُونَ}

ความว่า : และนางได้กล่าวแก่พี่สาวของเขา จงติดตามไปดูเขา ดังนั้น (พี่สาวของมูซา) ได้เห็นเขาแต่ไกล โดยที่พวกเขาไม่รู้

12. ภรรยานบีมูซา (อัลเกาะศ็อศ/26)

{قَالَتۡ إِحۡدَىٰهُمَا يَٰٓأَبَتِ ٱسۡتَـٔۡجِرۡهُۖ إِنَّ خَيۡرَ مَنِ ٱسۡتَـٔۡجَرۡتَ ٱلۡقَوِىُّ ٱلۡأَمِينُ}

ความว่า : นางคนหนึ่งในสองคนกล่าวว่า โอ้คุณพ่อจ๋า จ้างเขาไว้ซิ แท้จริงคนดีที่ท่านควรจะจ้างเขาไว้คือ ผู้ที่แข็งแรง ผู้ที่ซื่อสัตย์

13. ภรรยาฟิรเอาน์ (อัลเกาะศ็อศ/9)

{وَقَالَتِ ٱمۡرَأَتُ فِرۡعَوۡنَ قُرَّتُ عَيۡنٍ لِّى وَلَكَۖ لَا تَقۡتُلُوهُ عَسَىٰٓ أَن يَنفَعَنَآ أَوۡ نَتَّخِذَهُۥ وَلَدًا وَهُمۡ لَا يَشۡعُرُونَ}

ความว่า : และภริยาของฟิรเอานฺกล่าวว่า (เขาจะเป็นที่) น่าชื่นชมยินดีแก่ดิฉันและแก่ท่านอย่าฆ่าเขาเลย บางทีเขาจะเป็นประโยชน์แก่เรา หรือเราจะถือเขาเป็นลูก และพวกเขาหารู้สึกตัวไม่

14. ราชินีสะบะอฺ (อันนัมลุ/32)

{قَالَتۡ يَٰٓأَيُّهَا ٱلۡمَلَؤُاْ أَفۡتُونِى فِىٓ أَمۡرِى مَا كُنتُ قَاطِعَةً أَمۡرًا حَتَّىٰ تَشۡهَدُونِ}

ความว่า : พระนางทรงกล่าวว่า “โอ้หมู่บริหารทั้งหลายเอ๋ย ! จงให้ข้อชี้ขาดแก่ฉันในเรื่องของฉัน ฉันไม่อาจจะตัดสินใจในกิจการใด จนกว่าพวกท่านจะอยู่ร่วมด้วย”

15. ภรรยาอิมรอน ( อาละอิมรอน/35)

{إِذۡ قَالَتِ ٱمۡرَأَتُ عِمۡرَٰنَ رَبِّ إِنِّى نَذَرۡتُ لَكَ مَا فِى بَطۡنِى مُحَرَّرًا فَتَقَبَّلۡ مِنِّىٓۖ إِنَّكَ أَنتَ ٱلسَّمِيعُ ٱلۡعَلِيمُ}

ความว่า : จงรำลึกถึงขณะที่ภรรยาของอิมรอน กล่าวว่า โอ้พระผู้เป็นเจ้าของข้าพระองค์ แท้จริงข้าพระองค์ได้บนไว้ว่าให้สิ่ง(บุตร)ที่อยู่ในครรภ์ของข้าพระองค์ ถูกเจาะจงอยู่ในฐานะผู้เคารพอิบาดะฮฺต่อพระองค์และรับใช้พระองค์เท่านั้น ดังนั้นขอพระองค์ได้โปรดรับจากข้าพระองค์ด้วยเถิด แท้จริงพระองค์ท่านเป็นผู้ทรงได้ยิน ผู้ทรงรอบรู้

16. มัรยัม บินติอิมรอน ( อัตตะห์รีม/12)

{وَمَرۡيَمَ ٱبۡنَتَ عِمۡرَٰنَ ٱلَّتِىٓ أَحۡصَنَتۡ فَرۡجَهَا فَنَفَخۡنَا فِيهِ مِن رُّوحِنَا وَصَدَّقَتۡ بِكَلِمَٰتِ رَبِّهَا وَكُتُبِهِۦ وَكَانَتۡ مِنَ ٱلۡقَٰنِتِينَ}

ความว่า : และมัรยัมบุตรีของอิมรอน ผู้ซึ่งรักษาพรหมจารีของนาง แล้วเราได้เป่าวิญญาณของเราเข้าไปในนาง และนางได้ศรัทธาต่อบัญญัติต่าง ๆ แห่งพระเจ้าของนาง และ (ได้ศรัทธาต่อ) คัมภีร์ต่าง ๆ ของพระองค์ และนางจึงอยู่ในหมู่ผู้นอบน้อมภักดีทั้งหลาย

17. ภรรยานบีอัยยูบ ( อัลอันบิยา/84)

{فَٱسۡتَجَبۡنَا لَهُۥ فَكَشَفۡنَا مَا بِهِۦ مِن ضُرٍّۖ وَءَاتَيۡنَٰهُ أَهۡلَهُۥ وَمِثۡلَهُم مَّعَهُمۡ رَحۡمَةً مِّنۡ عِندِنَا وَذِكۡرَىٰ لِلۡعَٰبِدِينَ}

ความว่า : ดังนั้น เราได้ตอบรับการร้องเรียนของเขาแล้วเราได้ปลดเปลื้องสิ่งที่เป็นความทุกข์ยากแก่เขา และเราได้ให้ครอบครัวของเขาแก่เขา และเช่นเดียวกับที่เขาได้เคยมีมาก่อน (เช่น บุตรหลานและพวกพ้อง) เป็นความเมตตาจากเรา และเป็นข้อตักเตือนแก่บรรดาผู้ที่เคารพภักดี

18. ภรรยานบีมุฮัมมัด (อัลอะห์ซาบ/32)

{يَٰنِسَآءَ ٱلنَّبِىِّ لَسۡتُنَّ كَأَحَدٍ مِّنَ ٱلنِّسَآءِۚ إِنِ ٱتَّقَيۡتُنَّ فَلَا تَخۡضَعۡنَ بِٱلۡقَوۡلِ فَيَطۡمَعَ ٱلَّذِى فِى قَلۡبِهِۦ مَرَضٌ وَقُلۡنَ قَوۡلًا مَّعۡرُوفًا}

ความว่า : โอ้ บรรดาภริยาของนะบีเอ๋ย! พวกเธอไม่เหมือนกับสตรีใด ๆ ในเหล่าสตรีอื่นหากพวกเธอยำเกรง (อัลลอฮฺ) ก็ไม่ควรพูดจาเพราะพริ้งนัก เพราะจะทำให้ผู้ที่ในหัวใจของเขามีโรคเกิดความโลภ แต่จงพูดด้วยถ้อยคำที่พอเหมาะพอควร

19. อุมมุลมุมินีนเคาะดีญะฮ์ (ฏอฮา/132)

{وَأۡمُرۡ أَهۡلَكَ بِٱلصَّلَوٰةِ وَٱصۡطَبِرۡ عَلَيۡهَاۖ لَا نَسۡـَٔلُكَ رِزۡقًاۖ نَّحۡنُ نَرۡزُقُكَۗ وَٱلۡعَٰقِبَةُ لِلتَّقۡوَىٰ}

ความว่า : และเจ้าจงใช้ครอบครัวของเจ้า ให้ทำละหมาด และจงอดทนในการปฏิบัติ เรามิได้ขอเครื่องยังชีพจากเจ้า เราต่างหากเป็นผู้ให้เครื่องยังชีพแก่เจ้า และบั้นปลายนั้นสำหรับผู้ที่มีความยำเกรง

20. อุมมุลมุมินีนอาอิชะฮ์ (อันนูร:11-20)

{إِنَّ ٱلَّذِينَ جَآءُو بِٱلۡإِفۡكِ عُصۡبَةٌ مِّنكُمْۚ لَا تَحۡسَبُوهُ شَرًّا لَّكُمۖ بَلۡ هُوَ خَيۡرٌ لَّكُمْۚ لِكُلِّ ٱمۡرِئٍ مِّنۡهُم مَّا ٱكۡتَسَبَ مِنَ ٱلۡإِثۡمِۚ وَٱلَّذِى تَوَلَّىٰ كِبۡرَهُۥ مِنۡهُمۡ لَهُۥ عَذَابٌ عَظِيمٌ  ، لَّوۡلَآ إِذۡ سَمِعۡتُمُوهُ ظَنَّ ٱلۡمُؤۡمِنُونَ وَٱلۡمُؤۡمِنَٰتُ بِأَنفُسِهِمۡ خَيۡرًا وَقَالُواْ هَٰذَآ إِفۡكٌ مُّبِينٌ  ، لَّوۡلَا جَآءُو عَلَيۡهِ بِأَرۡبَعَةِ شُهَدَآءَۚ فَإِذۡ لَمۡ يَأۡتُواْ بِٱلشُّهَدَآءِ فَأُوْلَٰٓئِكَ عِندَ ٱللَّهِ هُمُ ٱلۡكَٰذِبُونَ،  وَلَوۡلَا فَضۡلُ ٱللَّهِ عَلَيۡكُمۡ وَرَحۡمَتُهُۥ فِى ٱلدُّنۡيَا وَٱلۡأٓخِرَةِ لَمَسَّكُمۡ فِى مَآ أَفَضۡتُمۡ فِيهِ عَذَابٌ عَظِيمٌ ،  إِذۡ تَلَقَّوۡنَهُۥ بِأَلۡسِنَتِكُمۡ وَتَقُولُونَ بِأَفۡوَاهِكُم مَّا لَيۡسَ لَكُم بِهِۦ عِلۡمٌ وَتَحۡسَبُونَهُۥ هَيِّنًا وَهُوَ عِندَ ٱللَّهِ عَظِيمٌ ، وَلَوۡلَآ إِذۡ سَمِعۡتُمُوهُ قُلۡتُم مَّا يَكُونُ لَنَآ أَن نَّتَكَلَّمَ بِهَٰذَا سُبۡحَٰنَكَ هَٰذَا بُهۡتَٰنٌ عَظِيمٌ ،     يَعِظُكُمُ ٱللَّهُ أَن تَعُودُواْ لِمِثۡلِهِۦٓ أَبَدًا إِن كُنتُم مُّؤۡمِنِين ، وَيُبَيِّنُ ٱللَّهُ لَكُمُ ٱلۡأٓيَٰتِۚ وَٱللَّهُ عَلِيمٌ حَكِيمٌ ، إِنَّ ٱلَّذِينَ يُحِبُّونَ أَن تَشِيعَ ٱلۡفَٰحِشَةُ فِى ٱلَّذِينَ ءَامَنُواْ لَهُمۡ عَذَابٌ أَلِيمٌ فِى ٱلدُّنۡيَا وَٱلۡأٓخِرَةِۚ وَٱللَّهُ يَعۡلَمُ وَأَنتُمۡ لَا تَعۡلَمُونَ، وَلَوۡلَا فَضۡلُ ٱللَّهِ عَلَيۡكُمۡ وَرَحۡمَتُهُۥ وَأَنَّ ٱللَّهَ رَءُوفٌ رَّحِيمٌ}

ความว่า : แท้จริงบรรดาผู้นำข่าวเท็จมานั้น เป็นบุคคลกลุ่มหนึ่งจากพวกเจ้า พวกเจ้าอย่าได้คิดว่ามันเป็นการชั่วแก่พวกเจ้า แต่ว่ามันเป็นการดีแก่พวกเจ้า สำหรับทุกคนในพวกเขานั้น คือสิ่งที่เขาได้ขวนขวายไว้จากการทำบาป ส่วนผู้ที่มีบทบาทมากในเรื่องนี้ในหมู่พวกเขานั้น เขาผู้นั้นจะได้รับการลงโทษอย่างมหันต์ (อันนูร :11) เมื่อพวกเจ้าได้ยินข่าวเท็จนี้ ทำไมบรรดามุอฺมินและบรรดามุอฺมินะฮฺ จึงไม่คิดเปรียบเทียบกับตัวของพวกเขาเองในทางที่ดี และกล่าวว่า นี่เป็นเรื่องโกหกอย่างชัดแจ้ง (อันนูร :12) ทำไมพวกเขาจึงไม่นำพยานสี่คนมาเพื่อมัน หากพวกเขาไม่นำพยานเหล่านั้นมาแล้ว ดังนั้นชนเหล่านั้น ณ ที่อัลลอฮฺพวกเขาเป็นผู้กล่าวเท็จ (อันนูร :13) และหากมิใช่ความโปรดปรานของอัลลอฮฺแก่พวกเจ้า และความเมตตาของพระองค์ทั้งในโลกนี้และโลกหน้าแล้ว แน่นอนการลงโทษอย่างมหันต์ก็จะประสบแก่พวกเจ้า ในสิ่งที่พวกเจ้ากำลังง่วนกันอยู่ (อันนูร :14) ขณะที่พวกเจ้าได้รับข่าวนั้น ด้วยการพูดกันระหว่างพวกเจ้า และพวกเจ้าพูดกันในสิ่งที่พวกเจ้าไม่มีความรู้ และพวกเจ้าคิดว่ามันเป็นเรื่องเล็ก แต่ ณ ที่อัลลอฮฺนั้นมันเป็นเรื่องใหญ่ (อันนูร :15) เมื่อพวกเจ้าได้ยินมัน ทำไมพวกเจ้าจึงไม่กล่าวว่า ไม่บังควรที่เราจะพูดถึงเรื่องนี้ มหาบริสุทธิ์แห่งพระองค์ท่าน นี่มันเป็นการกล่าวร้ายอย่ามหันต์ (อันนูร :16) อัลลอฮฺทรงตักเตือนพวกเจ้า เพื่อมิให้กลับไปประพฤติเช่นนี้อีกเป็นอันขาด หากพวกเจ้าเป็นผู้ศรัทธา (อันนูร :17) และอัลลอฮฺทรงชี้แจงโองการทั้งหลายอย่างชัดเจนแก่พวกเจ้า และอัลลอฮฺเป็นผู้ทรงรอบรู้ ผู้ทรงปรีชาญาณ (อันนูร :18) แท้จริงบรรดาผู้ชอบที่จะให้เรื่องบัดสีแพร่หลายไปในหมู่ผู้ศรัทธานั้น พวกเขาจะได้รับการลงโทษอย่างเจ็บปวด ทั้งในโลกนี้และโลกหน้า และอัลลอฮฺทรงรอบรู้และพวกเจ้าไม่รู้ (อันนูร :19) และหากมิใช่ความโปรดปรานของอัลลอฮฺแก่พวกเจ้า และความเมตตาของพระองค์แล้ว และแท้จริงอัลลอฮฺนั้นเป็นผู้ทรงเอ็นดู ผู้ทรงเมตตาเสมอ (อันนูร :20)

21. อุมมุลมุมินีนหัฟเศาะฮ์:อัตตะห์รีม/1-5)

{يَٰٓأَيُّهَا ٱلنَّبِىُّ لِمَ تُحَرِّمُ مَآ أَحَلَّ ٱللَّهُ لَكَۖ تَبۡتَغِى مَرۡضَاتَ أَزۡوَٰجِكَۚ وَٱللَّهُ غَفُورٌ رَّحِيمٌ ،  قَدۡ فَرَضَ ٱللَّهُ لَكُمۡ تَحِلَّةَ أَيۡمَٰنِكُمْۚ وَٱللَّهُ مَوۡلَىٰكُمْۖ وَهُوَ ٱلۡعَلِيمُ ٱلۡحَكِيمُ ، وَإِذۡ أَسَرَّ ٱلنَّبِىُّ إِلَىٰ بَعۡضِ أَزۡوَٰجِهِۦ حَدِيثًا فَلَمَّا نَبَّأَتۡ بِهِۦ وَأَظۡهَرَهُ ٱللَّهُ عَلَيۡهِ عَرَّفَ بَعۡضَهُۥ وَأَعۡرَضَ عَنۢ بَعۡضٍۖ فَلَمَّا نَبَّأَهَا بِهِۦ قَالَتۡ مَنۡ أَنۢبَأَكَ هَٰذَاۖ قَالَ نَبَّأَنِىَ ٱلۡعَلِيمُ ٱلۡخَبِيرُ ، إِن تَتُوبَآ إِلَى ٱللَّهِ فَقَدۡ صَغَتۡ قُلُوبُكُمَاۖ وَإِن تَظَٰهَرَا عَلَيۡهِ فَإِنَّ ٱللَّهَ هُوَ مَوۡلَىٰهُ وَجِبۡرِيلُ وَصَٰلِحُ ٱلۡمُؤۡمِنِينَۖ وَٱلۡمَلَٰٓئِكَةُ بَعۡدَ ذَٰلِكَ ظَهِيرٌ ، عَسَىٰ رَبُّهُۥٓ إِن طَلَّقَكُنَّ أَن يُبۡدِلَهُۥٓ أَزۡوَٰجًا خَيۡرًا مِّنكُنَّ مُسۡلِمَٰتٍ مُّؤۡمِنَٰتٍ قَٰنِتَٰتٍ تَٰٓئِبَٰتٍ عَٰبِدَٰتٍ سَٰٓئِحَٰتٍ ثَيِّبَٰتٍ وَأَبۡكَارً }

ความว่า : โอ้นะบีเอ๋ย ทำไมเจ้าจึงห้ามสิ่งที่อัลลอฮฺได้ทรงอนุมัติแก่เจ้า เพื่อแสวงหาความพึงพอใจบรรดาภริยาของเจ้าเล่า และอัลลอฮฺนั้นเป็นผู้ทรงอภัย ผู้ทรงเมตตา (อัตตะห์รีม :1)  แน่นอน อัลลอฮฺได้ทรงกำหนดแก่พวกเจ้าแล้วในการแก้คำสาบานของพวกเจ้า และอัลลอฮฺเป็นผู้ทรงคุ้มครองพวกเจ้า และพระองค์เป็นผู้ทรงรอบรู้ ผู้ทรงปรีชาญาณ (อัตตะห์รีม :2) และจงรำลึกขณะที่ท่านนะบีได้บอกความลับเรื่องหนึ่งแก่ภริยาบางคนของเขา ครั้นเมื่อนางได้บอกเล่าเรื่องนี้ (แก่คนอื่น) และอัลลอฮฺได้ทรงแจ้งเรื่องนี้แก่เขา (ท่านนะบี) เขาก็ได้แจ้งบางส่วนของเรื่องนี้ และไม่แจ้งบางส่วน ครั้นเมื่อเขา (ท่านนะบี) ได้แจ้งเรื่องนี้แก่นาง นางได้กล่าวว่า ใครบอกเล่าเรื่องนี้แก่ท่าน เขา (ท่านนะบี) กล่าวว่า พระผู้ทรงรอบรู้ พระผู้ทรงตระหนักยิ่ง ทรงแจ้งแก่ฉัน (อัตตะห์รีม :3) หากเจ้าทั้งสองกลับเนื้อกลับตัว ขออภัยโทษต่ออัลลอฮฺ (ก็จะเป็นการดีแก่เจ้าทั้งสอง) เพราะแน่นอนหัวใจของเจ้าทั้งสองก็โอนอ่อนอยู่แล้ว แต่หากเจ้าทั้งสองร่วมกันต่อต้านเขา (ท่านนะบี) แท้จริงอัลลอฮฺ พระองค์เป็นผู้ทรงคุ้มครองเขา อีกทั้งญิบรีล และบรรดาผู้ศรัทธาที่ดี ๆ และนอกจากนั้น มะลาอิกะฮฺก็ยังเป็นผู้ช่วยเหลือสนับสนุนอีกด้วย (อัตตะห์รีม :4) หากเขาหย่าพวกนาง บางทีพระเจ้าของเขาจะทรงเปลี่ยนแปลงให้แก่เขามีภริยาที่ดีกว่าพวกนาง เป็นหญิงที่นอบน้อมถ่อมตน เป็นหญิงผู้ศรัทธา เป็นหญิงผู้ภักดี เป็นหญิงผู้ขอลุแก่โทษ เป็นหญิงผู้มั่นต่อการอิบาดะฮฺ เป็นหญิงผู้มั่นต่อการถือศีลอด เป็นหญิงที่เป็นหม้าย และที่เป็นหญิงสาว (อัตตะห์รีม :5)        

22. อุมมุลมุมินีน ซัยนับบินติญะห์ซิ ( อัลอะห์ซาบ/37-38)

{وَإِذۡ تَقُولُ لِلَّذِىٓ أَنۡعَمَ ٱللَّهُ عَلَيۡهِ وَأَنۡعَمۡتَ عَلَيۡهِ أَمۡسِكۡ عَلَيۡكَ زَوۡجَكَ وَٱتَّقِ ٱللَّهَ وَتُخۡفِى فِى نَفۡسِكَ مَا ٱللَّهُ مُبۡدِيهِ وَتَخۡشَى ٱلنَّاسَ وَٱللَّهُ أَحَقُّ أَن تَخۡشَىٰهُۖ فَلَمَّا قَضَىٰ زَيۡدٌ مِّنۡهَا وَطَرًا زَوَّجۡنَٰكَهَا لِكَىۡ لَا يَكُونَ عَلَى ٱلۡمُؤۡمِنِينَ حَرَجٌ فِىٓ أَزۡوَٰجِ أَدۡعِيَآئِهِمۡ إِذَا قَضَوۡاْ مِنۡهُنَّ وَطَرًاۚ وَكَانَ أَمۡرُ ٱللَّهِ مَفۡعُولًا ، مَّا كَانَ عَلَى ٱلنَّبِىِّ مِنۡ حَرَجٍ فِيمَا فَرَضَ ٱللَّهُ لَهُۥۖ سُنَّةَ ٱللَّهِ فِى ٱلَّذِينَ خَلَوۡاْ مِن قَبۡلُۚ وَكَانَ أَمۡرُ ٱللَّهِ قَدَرًا مَّقۡدُورًا }

ความว่า : และจงรำลึกถึงขณะที่เจ้าพูดกับผู้ที่อัลลอฮฺทรงโปรดปรานแก่เขา และเจ้าได้ให้ความสงเคราะห์แก่เขา และจงดูแลรักษาภริยาของเจ้าไว้ให้อยู่กับเจ้า และจงยำเกรงอัลลอฮฺ และเจ้าได้ซ่อนไว้ในจิตใจของเจ้าเรื่องที่อัลลอฮฺจะทรงเปิดเผยมัน และเจ้ากลัวเกรงมนุษย์ แต่อัลลอฮฺทรงสมควรยิ่งกว่าที่เจ้าจะกลัวเกรงพระองค์ ครั้นเมื่อเซด ได้หย่ากับนาง แล้ว เราได้ให้เจ้าแต่งงานกับนาง เพื่อที่จะไม่เป็นที่ลำบากใจแก่บรรดาผู้ศรัทธาชายใน เรื่องการ (การสมรสกับ) ภริยาของบุตรบุญธรรมของพวกเขา เมื่อพวกเขาหย่ากับพวกนางแล้วและพระบัญชาของอัลลอฮฺนั้นจะต้องบรรลุผลเสมอ (อัลอะห์ซาบ :37) ไม่เป็นการลำบากใจอันใดแก่ท่านนะบีในสิ่งที่อัลลอฮฺทรงกำหนดให้แก่เขา (นี่คือ) แนวทางของอัลลอฮฺ (ที่ได้มีขึ้นแล้ว) ต่อบรรดาผู้ได้ล่วงลับในสมัยก่อน และพระบัญชาของอัลลอฮฺนั้นได้กำหนดไว้แล้ว (อัลอะห์ซาบ :38)

23. อุมมุลมุมินีนอุมมุหะบีบะฮ์ (มุมตะหะนะฮ์/7)

{عَسَى ٱللَّهُ أَن يَجۡعَلَ بَيۡنَكُمۡ وَبَيۡنَ ٱلَّذِينَ عَادَيۡتُم مِّنۡهُم مَّوَدَّةًۚ وَٱللَّهُ قَدِيرٌۚ وَٱللَّهُ غَفُورٌ رَّحِيمٌ}

ความว่า : บางทีอัลลอฮฺจะทรงทำให้เกิดความรักใคร่ระหว่างพวกเจ้ากับบรรดาผู้ที่พวกเจ้าถือเป็นศัตรูในหมู่พวกเขา และอัลลอฮฺเป็นผู้ทรงอานุภาพและอัลลอฮฺเป็นผู้ทรงอภัยผู้ทรงเมตตาเสมอ

24. นางเคาละฮ์บินติษะละบะฮ์ (อัลมุญาดิละฮ์/1)

{قَدۡ سَمِعَ ٱللَّهُ قَوۡلَ ٱلَّتِى تُجَٰدِلُكَ فِى زَوۡجِهَا وَتَشۡتَكِىٓ إِلَى ٱللَّهِ وَٱللَّهُ يَسۡمَعُ تَحَاوُرَكُمَآۚ إِنَّ ٱللَّهَ سَمِيعٌۢ بَصِيرٌ}

ความว่า : โดยแน่นอน อัลลอฮฺทรงได้ยินถ้อยคำของสตรีที่กำลังโต้แย้งกับเจ้าในเรื่องสามีของนาง และนางได้ร้องทุกข์ต่ออัลลอฮฺ และอัลลอฮฺนั้นทรงได้ยินการตอบโต้ของเจ้าทั้งสอง แท้จริงอัลลอฮฺเป็นผู้ทรงได้ยิน ผู้ทรงรู้เห็นเสมอ

25.  สตรีผู้คลายเกลียวด้าย( อันนะห์ลุ/92)

{وَلَا تَكُونُواْ كَٱلَّتِى نَقَضَتۡ غَزۡلَهَا مِنۢ بَعۡدِ قُوَّةٍ أَنكَٰثًا تَتَّخِذُونَ أَيۡمَٰنَكُمۡ دَخَلًۢا بَيۡنَكُمۡ أَن تَكُونَ أُمَّةٌ هِىَ أَرۡبَىٰ مِنۡ أُمَّةٍۚ إِنَّمَا يَبۡلُوكُمُ ٱللَّهُ بِهِۦۚ وَلَيُبَيِّنَنَّ لَكُمۡ يَوۡمَ ٱلۡقِيَٰمَةِ مَا كُنتُمۡ فِيهِ تَخۡتَلِفُونَ}

ความว่า : และพวกเจ้าอย่าเป็นเช่นนางที่คลายเกลียวด้ายของนาง หลังจากที่ได้ปั่นให้มันแน่นแล้ว โดยถือเอาการสาบานของพวกเจ้าเป็นการล่อลวงระหว่างพวกเจ้า เพื่อที่จะให้ชาติหนึ่งเข้มแข็งกว่าอีกชาติหนึ่ง แท้จริง อัลลอฮ์ทรงทดลองพวกเจ้าด้วยการสาบาน และแน่นอน พระองค์จะทรงชี้แจงแก่พวกเจ้าในวันกิยามะฮ์ ถึงสิ่งที่พวกเจ้าขัดแย้งกันในเรื่องนั้น

26. ภรรยาอาบูละฮับ ( อัลมะสัด/4-5)

{وَٱمۡرَأَتُهُۥ حَمَّالَةَ ٱلۡحَطَبِ ، فِى جِيدِهَا حَبۡلٌ مِّن مَّسَدٍۢ}

ความว่า : ทั้งภริยาของเขาด้วย นางเป็นผู้แบกฟืน (อัลมะสัด :4) ที่คอของนางมีเชือกถักด้วยใยอินทผลัม (อัลมะสัด :5)

จะสังเกตได้ว่าอัลกุรอานไม่ได้กล่าวชื่อนางโดยตรง เพียงแต่มีการพาดพิงโดยอ้อม หรือกล่าวถึงสตรีที่อยู่ในเหตุการณ์ บางครั้งจะติดห้อยด้วยชื่อของสามีเท่านั้น แม้กระทั่งภรรยาหรือลูกสาวของนบีมุฮัมมัด

มีเพียงสตรีนางเดียวที่อัลกุรอานระบุชื่ออย่างชัดเจน แถมในอายัตหนึ่งอัลกุรอานได้กล่าวชื่อนางและบิดาพร้อมกันด้วย ومريم بنت عمران  โดยชื่อนี้ถูกเอ่ยชื่อในอัลกุรอาน 34 ครั้ง ตามจำนวนสุญูดละหมาดฟัรฎูในแต่ละวัน

พี่น้องพอทราบสาเหตุไหมว่าเป็นเพราะเหตุใด?????????


โดย Mazlan Muhammad

คนเรา (บางคน) นี่แปลก

คนเรา (บางคน) นี่แปลก

ถอยป้ายแดง ผ่อนเดือนละหมื่น

ขึ้นบ้านใหม่งบเป็นล้าน

สั่งตู้โชว์ที่ห้องรับแขกตั้งไว้เด่นสง่า

งานบิ้วอินแต่ละมุมบ้าน สุดอลัง

เปลี่ยนไอโฟนกลัวตกเทรด์เป็นว่าเล่น

ท่องเที่ยวมาทั้งในและต่างแดน

แถมชิม ช้อป คอยสะสมบารมี

เคอร์รี่ส่งวัสดุถึงหน้าบ้านทุกยามเมื่อ

เสื้อผ้าที่สวมใส่ แบรนด์เนมกันทั้งนั้น

แต่

ราคากุรบาน 4-5 พัน กลับอ้างว่าไม่มีตัง

ซื้อรถราคาเป็นล้าน

แต่อ้างไม่กุรบานเพราะขาดเงิน

กุรบาน เป็นการซื้อประกันให้ปลอดภัยจากการได้รับโทษในวันอาคิเราะฮ์

#ปีนี้อย่าลืมเนี้ยตกุรบานกันนะครับ


โดย Mazlan Muhammad

การจาบจ้วงบุคคลสำคัญทางศาสนา

หากการจาบจ้วงบุคคลสำคัญทางศาสนา มีผลทำให้ศาสนานั้นต้องมัวหมองไร้ค่าแล้วไซร้ อิสลามน่าจะเป็นศาสนาที่ไร้ค่าชนิดไม่มีชิ้นดีอะไรเลย เพราะบุคคลสำคัญทางศาสนาอิสลามตั้งแต่นบีมูฮัมมัด อัครสาวก และผู้รู้อิสลามในทุกยุคสมัย ล้วนแล้วถูกจาบจ้วง ดูแคลน ดูหมิ่น และล้อเลียนอย่างเป็นระบบและต่อเนื่องมาโดยตลอด โดยผู้จาบจ้วงจะครอบคลุมตั้งแต่บุคคลธรรมดา ไปจนถึงระดับองค์กร สมาคม ลัทธิทางศาสนา ไม่เว้นแม้กระทั่งในนามรัฐบาล

แต่อิสลามเป็นศาสนาที่ได้รับความสนใจจากผู้คนทั่วโลกมากที่สุดขณะนี้ สัจธรรมและความสวยงามของอิสลามยังเป็นสิ่งที่จับต้องได้สำหรับผู้ศึกษาด้วยหัวใจที่เปิดกว้าง ถึงแม้จะเป็นที่ชิงชังสำหรับผู้ปฏิเสธก็ตาม

يُرِيدُونَ أَنْ يُطْفِئُوا نُورَ اللَّهِ بِأَفْوَاهِهِمْ وَيَأْبَى اللَّهُ إِلَّا أَنْ يُتِمَّ نُورَهُ وَلَوْ كَرِهَ الْكَافِرُونَ

พวกเขาต้องการเพื่อจะดับแสงสว่างของอัลลอฮฺด้วยปากของพวกเขา และอัลลอฮฺนั้นไม่ทรงยินยอม นอกจากจะทรงให้แสงสว่างของพระองค์สมบูรณ์เท่านั้น และแม้ว่าบรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธาจะชิงชังก็ตาม (อัตเตาบะฮ์ : 32)


โดย Mazlan Muhammad

ให้รอมฎอนรักษาหัวใจ

ในอิสลามมีโรคประเภทหนึ่งที่อันตรายยิ่งกว่าโรคภัยไข้เจ็บทางกายทั่วไป นั่นคือโรคทางใจ ซึ่งใจในที่นี่ไม่ได้หมายถึงอวัยวะเท่ากำปั้นมือที่ทำหน้าที่สูบฉีดโลหิต เพื่อนำพาออกซิเจนและธาตุอาหารไปยังทุกส่วนของร่างกาย แต่หมายถึงตัวตนของมนุษย์อีกมิติหนึ่งที่มีความรู้สึก มีวิญญาณ มีสามัญสำนึก อารมณ์ความต้องการ พลังแห่งการเรียนรู้และสร้างสรรค์ ซึ่งถูกสร้างมาพร้อม ๆ กับความเป็นมนุษย์เหมือนอวัยวะส่วนอื่น ๆ ของร่างกาย

นอกจากที่ร่างกายต้องการธาตุอาหารต่าง ๆ ที่คอยหล่อเลี้ยงให้เติบโตและแข็งแรงแล้ว ร่างกายยังต้องเฝ้าระวังไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของเชื้อโรคต่าง ๆ ที่คอยมาบั่นทอนสุขภาพ โรคบางชนิดนอกจากทำให้ร่างกายป่วยทรุดโทรมแล้ว ยังทำให้อวัยวะบางส่วนไม่ทำงานหรือไม่ทำหน้าที่ตามปกติอีกด้วย

จิตใจมนุษย์ก็เช่นกัน มีโรคทางจิตใจมากมายที่อาจประสบแก่ทุกคน ทั้งนี้เนื่องจากจิตใจเป็นนายของร่างกาย จึงเป็นที่หมายปองของศัตรูที่คอยบุกโจมตี ในสมรภูมิสงคราม ศัตรูจึงต้องหาทุกวิถีทางเพื่อเข้าประชิดแม่ทัพและเมื่อใดที่สามารถควบคุมหรือสังหารแม่ทัพได้เหล่าทหารอื่น ๆ ก็จะยอมศิโรราบโดยปริยาย

นบีมูฮัมมัด صلى الله عليه وسلم กล่าวว่า

ألا وإنَّ في الجَسَدِ مُضْغَةً، إذا صَلَحَتْ، صَلَحَ الجَسَدُ كُلُّهُ، وإذا فَسَدَتْ، فَسَدَ الجَسَدُ كُلُّهُ، ألا وهي القَلْبُ ( متفق عليه)

 ความว่า : พึงทราบเถิดว่า ในร่างกายมีก้อนเลือดอยู่ก้อนหนึ่ง หากก้อนเลือดนี้ดี ร่างกายทุกส่วนก็จะดีไปด้วย หากก้อนเลือดนี้มีสภาพที่ไม่ดี ร่างกายทุกภาคส่วนก็จะไม่ดีตามเช่นกัน มันคือจิตใจนั่นเอง

ชัยฏอนซึ่งเป็นศัตรูตัวฉกาจของมนุษย์จึงคอยดักซุ่มและจู่โจมให้สามารถควบคุมจิตใจ เมื่อควบคุมสำเร็จแล้วมันจะสั่งการให้อวัยวะทุกส่วนปฏิบัติตามแผนร้ายของมันทันที นั่นคือให้มนุษย์ทุกคนฝ่าฝืนคำสั่งของอัลลอฮ์ ยอมเป็นทาสชัยฏอนอย่างเบ็ดเสร็จ ทำให้มนุษย์หันเหหลงผิดและหลงทาง จนกระทั่งไม่พบกับทางนำของพระองค์ เพราะคนเราเป็นไปได้ 2 สถานะเท่านั้น ไม่มีทางเลือกที่ 3 นั่นคือหากหลุดพ้นจากการเป็นบ่าวที่ดีของอัลลอฮ์ เขาจะต้องตกเป็นเหยื่อของชัยฏอนทันที ซึ่งสามารถพลิกผันได้ทุกเวลานาที

نسأل الله السلامة

พี่น้องร่วมศรัทธาทุกท่าน

โรคจิตใจมีมากมาย แต่แบ่งได้เป็นสองประเภทใหญ่ ๆ ได้แก่

ประเภทแรก คือประเภทที่นอกจากทำให้จิตใจป่วยอัมพาตแล้ว ยังเป็นโรคที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพร่างกายอีกด้วย บางครั้งถึงขนาดนอนไม่หลับ เบื่ออาหาร สีหน้าหม่นหมอง หน้าตาไม่สดชื่นและร่างกายซีดผอม โรคประเภทนี้ได้แก่ 1) การโอ้อวด 2) โกรธและอารมณ์ฉุนเฉียว 3) หลงลืม 4) ย้ำคิดย้ำทำ 5) ท้อแท้สิ้นหวัง 6) ละโมบโลภมาก 7) หลงตัวเอง 8) หยิ่งยโส และ 9) อิจฉาริษยา

โรคทั้ง 9 ชนิดนี้ถือเป็นคุณสมบัติอันไม่พึงประสงค์และน่ารังเกียจที่ทุกคนต้องเฝ้าระวังให้มาก บางกรณีสามารถหาทางเยียวยาหรือปรึกษาจิตแพทย์เฉพาะทางได้

โรคบางชนิดเป็นเสมือนไฟไหม้ที่ทำลายความดีงามให้หมดเกลี้ยงดังเช่น ความอิจฉาริษยา โรคบางชนิดเป็นสิ่งปิดกั้นมิให้เข้าสวรรค์เลยทีเดียวดังเช่นความหยิ่งยโส ในขณะที่โรคหลงตัวเอง ก็ได้ทำให้อิบลีสกลายเป็นผู้ถูกสาปแช่งมาแล้ว 

نعوذ بالله من ذلك

ประเภทที่สอง เป็นโรคที่ไม่ส่งผลกระทบใด ๆ ต่อร่างกาย ใบหน้าอาจดูสดชื่นตลอดเวลา หัวใจเบิกบานร่าเริง ร่างกายแข็งแรงดี แต่เขาติดโรคทางจิตใจที่ร้ายแรงกว่าโรคประเภทแรก เพราะโรคประเภทนี้จะไม่มีอุปกรณ์ทางการแพทย์ชนิดไหนสามารถตรวจสอบได้ ส่วนหนึ่งของโรคชนิดนี้ได้แก่

 1. โรคเขลาและไม่มีความรู้ทางศาสนา(ญาฮิล) จนไม่สามารถแยกแยะอันไหนถูกอันไหนผิด สิ่งไหนบาปสิ่งไหนบุญ

 2. โรคกลับกลอก (นิฟาก) ซึ่งเป็นโรคที่ลึกลับยิ่งกว่ามดดำตัวเล็ก ๆ ที่อยู่ในโพรงถ้ำในเวลากลางคืนเสียอีก ไม่มีใครสามารถตรวจสอบโรคนี้ยกเว้นผู้ทรงสร้างจิตใจเท่านั้น ผู้ที่ติดโรคนี้จะมีอาการต่าง ๆ เช่น เกียจคร้านการละหมาด ซิกิร์ต่ออัลลอฮ์เพียงเล็กน้อย ผิดสัญญา พูดจาโกหก ทุจริตคอรัปชั่น ใช้คำพูดที่ก้าวร้าวโดยเฉพาะเวลาขัดใจกัน ไม่ชอบการบริจาคกุศลทานและสัญญาณอื่น ๆ ที่เป็นนิฟากเล็ก แต่หากละเลยและไม่รีบรักษา มันอาจลุกลามจนกลายเป็นนิฟากใหญ่ได้ نعوذ بالله من ذلك

 3. โรคชอบสร้างสิ่งอุตริกรรมในศาสนา ทั้ง ๆ ที่นบีได้สอนเกี่ยวกับศาสนาอย่างครบถ้วนสมบูรณ์แล้ว

 4. โรคเสน่หาฟังนิยายปรัมปรา งมงาย ชอบบริโภคและเผยแพร่ข่าวลือ โดยเฉพาะการเผยแพร่หะดีษปลอม โดยไม่มีการตรวจสอบอย่างถี่ถ้วน ดังตัวอย่างการเผยแพร่ความประเสริฐและผลบุญการละหมาดตะรอวีห์ในแต่ละคืนตั้งแต่คืนแรกจนถึงคืนสุดท้าย ทั้ง ๆ ที่เป็นหะดีษปลอมที่นบีไม่เคยพูด เศาะฮาบะฮ์ไม่เคยรายงานและบรรดาผู้รวบรวมหะดีษก็ไม่เคยบรรจุหะดีษนี้ในตำราหะดีษ แต่ก็ยังแพร่หลายในสังคม  ดังนั้น ผู้ใดที่รายงานหะดีษนี้หรือหะดีษปลอมอื่น ๆ เขาจะได้รับโทษสถานหนักถึงขนาดนบีกล่าวว่า ขอให้เขาจองที่ในนรกเลยทีเดียว

 5. โรคการตั้งภาคีต่ออัลลอฮ์ (ชิริก) ซึ่งถือเป็นบาปใหญ่ที่สุดและถือเป็นเป้าหมายสุดท้ายของชัยฏอน หากชัยฏอนสามารถล่อลวงมนุษย์ให้หลงทางถึงขั้นนี้ ก็จะถือว่ามันปฏิบัติภารกิจสำเร็จลุล่วงแล้ว

อัลลอฮ์กล่าวว่า

إِنَّ ٱلشِّرْكَ لَظُلْمٌ عَظِيمٌ (لقمان/13)

ความว่า : แท้จริงชิริกคืออธรรมอันใหญ่หลวง

إِنَّ ٱللَّهَ لَا يَغْفِرُ أَن يُشْرَكَ بِهِۦ وَيَغْفِرُ مَا دُونَ ذَٰلِكَ لِمَن يَشَآءُ ۚ وَمَن يُشْرِكْ بِٱللَّهِ فَقَدْ ضَلَّ ضَلَٰلًۢا بَعِيدًا ( النساء/116)

ความว่า : แท้จริงอัลลอฮฺจะไม่ทรงอภัยโทษบาปการตั้งภาคีกับพระองค์ แต่พระองค์จะทรงอภัยโทษให้ซึ่งสิ่งอื่นจากนั้น สำหรับผู้ที่พระองค์ทรงประสงค์ และผู้ใดตั้งภาคีแก่อัลลอฮฺแล้ว แน่นอน เขาก็ได้หลงทางไปแล้วอย่างไกล

พี่น้องร่วมศรัทธาทั้งหลาย

รอมฎอนจึงเป็นโรงซ่อมจิตใจขนาดใหญ่ที่สุดที่เป็นความโปรดปรานของอัลลอฮ์ ซึ่งทรงประสงค์ให้บ่าวทุกคนใช้เวลาช่วงประเสริฐที่สุดนี้ยกระดับตัวเอง ขัดเกลาจิตใจ ทบทวนอดีต เพิ่มพูนความดีงาม สะสมเสบียงบุญ สำนึกตนด้วยการกลับไปหาอัลลอฮ์ และขออภัยโทษจากพระองค์ด้วยการตัดใจจากความผิดพลาด เสียใจต่อการกระทำในอดีต และตั้งใจอย่างแน่วแน่ที่จะไม่หวนกลับทำบาปซ้ำ ทั้งหลายทั้งปวงนี้ เราสามารถรวบเบ็ดเสร็จภายใต้เป้าประสงค์ของการถือศีลอดนั่นคือ

لعلكم تتقون

เผื่อว่า ท่านทั้งหลายจะได้ยำเกรง

ด้วยการยำเกรงต่อพระองค์เท่านั้นที่เป็นยาวิเศษและทิพย์โอสถที่สามารถทำให้โรคร้ายทั้งปวงที่ได้กล่าวมาแล้ว หายไป และด้วยตักวาเท่านั้นที่สามารถขัดเกลาจิตใจให้สะอาดผ่องแผ้ว ไร้สิ่งเจือปน จนกระทั่งสามารถเข้าเฝ้าอัลลอฮ์ด้วยหัวใจที่สะอาดบริสุทธิ์

يَوْمَ لَا يَنْفَعُ مَالٌ وَلَا بَنُونَ  إِلَّا مَنْ أَتَى اللَّهَ بِقَلْبٍ سَلِيمٍ  ( الشعراء /89-88)

ความว่า : วันที่ทรัพย์สมบัติ ลูกหลานและบริวารไม่มีประโยชน์อันใดเลย เว้นแต่ผู้ที่เข้าเฝ้าอัลลอฮ์ด้วยหัวใจที่สะอาดผุดผ่อง

ดังนั้นรอมฎอนจึงเป็นโรงพยาบาลที่สามารถเยียวยารักษาโรคร้ายเหล่านี้ได้และกิจกรรมอันมากมายในเดือนรอมฎอนตั้งแต่การถือศีลอด การละหมาดตะรอวีห์ การบริจาคทาน การให้อาหารละศีลอด การอ่านอัลกุรอาน การซิกิร์และอิสติฆฟาร์ การทำความดีในรูปแบบต่าง ๆโดยเฉพาะอิอฺติก้าฟช่วง 10 วันสุดท้ายถือเป็นชุดยาสามัญประจำผู้ศรัทธาที่ต้องหมั่นรับประทานให้ครบชุดอย่างเหมาะสม พี่น้องต้องเข้าใจว่ารอมฎอน ไม่ใช่เพียงการอดอาหารในภาคกลางวันอย่างเดียวเท่านั้น แต่คือชุดยาสามัญประจำศรัทธาชนที่จิตใจต้องได้รับอย่างทั่วถึง เพื่อยกระดับตนเองให้เป็นผู้ที่เหมาะสมเข้าสวรรค์ของอัลลอฮ์และรอดพ้นจากไฟนรกทีเดียว

พี่น้องร่วมศรัทธาทุกท่าน

เป็นที่ทราบกันดีว่าปัจจุบันสังคมโลกได้รับภัยคุกคามจาก โควิด-19 โดยเฉพาะดาวร้ายใหม่สายพันธุ์โอไมครอน ที่ขณะนี้ได้แพร่กระจายอย่างรวดเร็วไปทั่วโลกในฐานะผู้ศรัทธา เราต้องเชื่อว่าทุกสิ่งทุกอย่างล้วนเกิดขึ้นด้วยผลการอนุมัติจากพระเจ้า พระองค์จะทรงทดสอบบ่าวของพระองค์ด้วยวิธีการหลากหลายโดยมีเป้าหมายให้บ่าวของพระองค์กลับเนื้อกลับตัว ยอมศิโรราบต่ออำนาจของพระองค์ ไม่ดื้อรั้นและไม่ฝ่าฝืนคำสั่งของพระองค์

ผู้ศรัทธาจึงต้องใช้โอกาสอันประเสริฐในเดือนรอมฎอนนี้ ขออภัยโทษจากอัลลอฮ์มอบตนแด่พระองค์ และพยายามหามาตรการที่จะหยุดการแพร่กระจายของโควิดสายพันธุ์ใหม่นี้ พึงทราบว่าการปฏิบัติตนในคำสอนศาสนาไม่ได้สอนให้เราปฏิเสธมาตรการการรักษา การเยียวยาและการป้องกันด้วยวิธีการที่ถูกต้อง เพราะอิสลามไม่เคยปฏิเสธภูมิปัญญาที่มีประโยชน์และไม่เคยหันหลังให้กับการคิดค้นสร้างสรรค์ที่ดี ๆ ตราบใดที่อยู่ในกรอบของศาสนา มุสลิมจึงสามารถเป็นบ่าวที่ดีของอัลลอฮ์และเป็นพลเรือนที่ดีของสังคมในเวลาเดียวกัน เป็นไปไม่ได้ที่มุสลิมจะมีความผูกพันที่ดีกับอัลลอฮ์เพียงมิติเดียว แต่เขากลับไปสร้างปัญหาให้กับสังคมหรือทำให้สังคมเดือดร้อน หากเป็นเช่นนี้ เขาจะไม่ได้รับอานิสงส์ใด ๆ จากรอมฎอนยกเว้นการอดน้ำ อดข้าว อดหลับอดนอนเท่านั้นเอง

قال الله تعالى

يَا أَيُّهَا الَّذِينَ آمَنُوا كُتِبَ عَلَيْكُمُ الصِّيَامُ كَمَا كُتِبَ عَلَى الَّذِينَ مِن قَبْلِكُمْ لَعَلَّكُمْ تَتَّقُونَ (البقرة/183)


โดย Mazlan Muhammad

ความประเสริฐของวิญญาณ

หากเรือนร่างประเสริฐเลิศเลอยิ่งกว่าวิญญาณแล้วไซร้ เพราะเหตุใดวิญญาณจึงลอยล่องสู่ฟ้าวิมาน ในขณะที่ร่างกายถูกกลบฝังใต้พสุธา

หากวิญญาณออกจากร่างเมื่อไหร่ ก็จะกลายเป็นศพ และจะเน่าเปื่อยไปตามกาลเวลา กลายเป็นสิ่งไม่พึงประสงค์ทันที

น่าแปลก ที่คนจำนวนมากสนใจบำรุงรักษารูปกายภายนอก

แต่ไม่สนใจใยดีที่จะทะนุถนอมภาควิญญาณที่ยั่งยืนกว่า

หลายคนที่มีชื่อเสียงกระฉ่อนโลก

แต่เขากลับเป็นคนโนเนมบนชั้นฟ้า

คนบางคนไม่เป็นที่รู้จักบนโลกนี้ด้วยซ้ำ

แต่เสียงของเขาดังเป็นพลุแตกในสวรรค์ฟิรเดาวส์

เพราะตัวชี้วัดอยู่ที่ตักวาอันเหนือกว่า

หาใช่พละกำลังและอำนาจอันมากล้น

“แท้จริง ผู้ประเสริฐสุดในหมู่สูเจ้า คือผู้ยำเกรงมากที่สุด”

ดังนั้นเจ้าจงแสวงหาคุณค่า ณ พระเจ้าเถิด

อย่าไปสนใจใยดีกับเสียงนกเสียงกา

เพราะกองคาราวานจะเคลื่อนไปข้างหน้าอย่างต่อเนื่อง ในขณะที่ฝูงสุนัขก็เห่าหอนไม่ขาดเสียง


โดย Mazlan Muhammad

แผนการของอัลลอฮ์และแผนการของซาตาน

อัลลอฮ์สร้างมนุษย์เพื่อเคารพภักดีต่อพระองค์

และสร้างทุกสรรพสิ่งไว้คอยบริการและอำนวยความสะดวกให้มนุษย์สามารถทำหน้าที่นี้อย่างสมบูรณ์

ทั้งแสงแดดและรังสี แม่น้ำลำธาร อากาศหรือธาตุ ทะเลหรือมหาสมุทร สิงสาราสัตว์ เรือกสวนไร่นา ฟากฟ้าและแผ่นดิน แม้กระทั่งดวงดาวและจักรวาล ล้วนแล้วคอยบริการและเอื้ออำนวยให้แก่มนุษย์ทั้งสิ้น

พระองค์ทรงประกันว่าจะประทานปัจจัยยังชีพให้ทุกคน

ยิ่งมีประชากรมาก ปัจจัยยังชีพก็เพิ่มขึ้นเป็นเงาตามตัว

ประชากรไม่มีวันล้นโลก

ประชากรไม่มีวันตายด้วยความอดอยาก

หากมีการแบ่งปันและกระจายความมั่งคั่งอย่างเป็นธรรม

พระองค์ไม่ปล่อยให้มนุษย์เคว้งคว้างหาคำตอบชีวิตตามลำพัง แต่จะเสนอชุดคำสอนพร้อมต้นแบบอันสมบูรณ์และสุดประเสริฐให้มนุษย์ปฏิบัติเป็นเยี่ยงอย่าง

ชุดคำสอนที่สมบูรณ์คืออิสลาม ในขณะที่ต้นแบบอันสุดประเสริฐคือนบีมูฮัมมัด صلى الله عليه وسلم

เพราะไม่ว่าจะเก่งกาจ อัจฉริยะ เลอเลิศแค่ไหน มนุษย์ก็คือมนุษย์วันยังค่ำ

มนุษย์ไม่เข้าใจแม้กระทั่งตัวเอง

แล้วจะสร้างวิถีชีวิตให้มนุษย์ทั่วโลกในทุกยุคทุกสมัยยึดปฏิบัติได้อย่างไร

นักทฤษฎีทางสังคมหรือนักสังคมวิทยา ทำได้เพียงศึกษาประวัติศาสตร์และทำนายทึกทักอนาคต แล้วมากำหนดปัจจุบันของเขาอันจำกัดและคับแคบเพื่อให้มนุษยชาติที่มีความหลากหลายมาเป็นแนวปฏิบัติ

ทั้ง ๆ ที่เขาเองยังไม่รู้เลยว่า วันพรุ่งนี้จะเกิดอะไรขึ้น โลกจะเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางใดบ้าง

เป็นไปได้หรือที่คนอย่างคาร์ล มากซ์ที่ผิดหวังในความรักและอคติลึกกับชนชั้นปกครอง จะมีทัศนคติเชิงบวกในชีวิตและสร้างทฤษฎีทางสังคมที่มีความเอื้อเฟื้อและยุติธรรม

เป็นไปได้หรือที่นักกวี นักเขียนบทละคร นักดนตรี ซึ่งเคยรับตำแหน่งเพียงเลขานุการสถานทูตที่สองของสาธารณรัฐฟลอเรนซ์ ที่เป็นที่รู้จักในนามเมเคียเวลลี จนได้รับการยกย่องว่าเป็น บิดาแห่งรัฐศาสตร์ ในหนังสือของเขา The Prince ซึ่งกลายเป็นคัมภีร์ของชนชั้นปกครอง ทั้ง ๆ ที่น่าจะเป็นตำราที่ปลูกฝังลัทธิก่อการร้ายโดยมีอำนาจรัฐเป็นเจ้าภาพหลัก การใช้เล่ห์เหลี่ยมอุบายในการเมือง และการกระทำอันไร้คุณธรรมจริยธรรมทั้งหลาย

เป็นไปได้หรือที่ Malthusianism ที่คอยหลอกหลอนมนุษย์ว่าประชากรจะล้นโลก แต่ทรัพยากรจะหดหาย จนกลายเป็นที่มาของวาทกรรมลวงโลก “ลูกมาก ยากจน”

ทั้ง ๆ ที่ปัจจุบันมนุษย์รู้จักประดิษฐ์คิดค้นนวตกรรมจากพลังงานทดแทน พลังงานหมุนเวียนหรือพลังงานชีวภาพ ที่สามารถใช้กันอย่างต่อเนื่องจนกระทั่งโลกสิ้นสลาย เพื่อตอกย้ำคำมั่นสัญญาของพระเจ้าว่า อย่าได้ฆ่าลูกเนื่องจากกลัวความยากจน พระองค์เป็นผู้ประทานปัจจัยยังชีพแก่พวกท่าน(ผู้อุปการะ) และพวกเขา (ผู้ได้รับการอุปการะ)

เป็นไปได้หรือที่ ทฤษฎีจิตวิเคราะห์ของฟรอยด์ ซึ่งอธิบายพฤติกรรมของคนบนฐานของความต้องการทางเพศ ราวกับว่ามนุษย์ไม่ต่างไปจากสัตว์ ทฤษฎีเช่นนี้จะนำพามนุษย์ให้เป็นคนหรือสัตว์เดรัจฉานกันแน่

แม้กระทั่งดาร์วินที่หลอกมนุษย์นานนับศตวรรษว่าบรรพบุรุษของมนุษย์คือลิง โดยได้ปลูกฝังแนวคิดที่ถือว่าพลังอำนาจเท่านั้นที่เป็นใหญ่ โลกนี้ไม่มีที่สำหรับผู้อ่อนแอ ผู้ชนะมีความชอบธรรมเสมอ

คำสอนเยี่ยงนี้ สามารถยกระดับความเป็นคนให้เป็นมนุษย์เรืองปัญญาหรือไม่

ลองนำทฤษฎีซาตานเหล่านี้มาหลอมรวมให้เป็นคำสอนชุดเดียวกัน และนำไปประยุกต์ใช้กับบุคคล ครอบครัวหรือสังคมอันเดียวกัน ถามว่า โลกนี้จะเกิดอะไรขึ้น

ที่น่าสนใจคือเจ้าของทฤษฎีลวงโลกเหล่านี้หากไม่ใช่เป็นยิวแท้ๆ ก็เป็นเด็กในคาถายิว

ยิวจึงเป็นซาตานในคราบมนุษย์ ที่พระองค์ทรงโกรธกริ้วและสาปแช่ง

เพราะนอกจากขีดขวาง กีดกั้นนโยบายและเป้าประสงค์ของอัลลอฮ์แล้ว ยังหลอกล่อมวลมนุษย์ให้คล้อยตามความจอมปลอมของมันอีกด้วย

ด้วยเหตุนี้กระมัง ที่อัลลอฮ์สอนให้ศรัทธาชนปฏิเสธแนวทางของผู้ที่ถูกโกรธกริ้วจำนวน อย่างน้อย 17 ครั้งต่อวัน

รึว่าเรากำลังคล้อยตามวิถีซาตาน


โดย Mazlan Muhammad

วิถีมุสลิม วิถีชีวิต

ในมุสลิมคนเดียวกัน เป็นได้ทั้งนักพรต นักธุรกิจ นักบริหาร นักปกครอง หัวหน้าครอบครัว นักรบ นักเผยแผ่ศาสนา นักการเมือง ผู้นำองค์กร แม้กระทั่งผู้นำประเทศ 

มุสลิมจึงเป็นคนที่สามารถครองตน ครองคน ครองงาน ครองเรือนและครองธรรมในตัวคนเดียวกัน ความเป็นมุสลิมจึงสามารถบูรณาการสีสันชีวิตเหล่านี้ให้เป็นเนื้อเดียวกันอย่างผสมผสานจนแยกไม่ออก เหมือนสายน้ำฝนที่ตกลงจากฟากฟ้า ที่ไม่สามารถแยกแยะว่าเม็ดไหนที่ให้ประโยชน์มากกว่ากัน เพราะในทุกอิริยาบถและสถานะของมุสลิม เขาจะต้องศิโรราบกับพระเจ้าองค์เดียวกัน มีต้นแบบจากนบีคนเดียวกัน และมีหลักปฏิบัติและบทสวดทางศาสนธรรมที่ต้องยึดถือกับเนื้อหาสาระฉบับเดียวกัน

มุสลิมจึงเป็นนักพรตยามค่ำคืน และอัศวินในกลางวันได้อย่างไม่เคอะเขินและปิดบัง เขาสามารถร่วมหลับนอนเสพสุขกับภรรยา แล้วตื่นขึ้นมาขอสารภาพผิดต่ออัลลอฮ์จากความผิดพลาดและความเผลอเรอของเขาด้วยหัวใจที่สำรวมและยำเกรง หลังจากชำระร่างกายอย่างถูกต้อง เพราะอิสลามถือว่า อารมณ์กิเลสเป็นสิ่งที่ถูกประดับประดามาควบคู่กับมนุษย์มาแต่ดั้งเดิมอยู่แล้ว ขึ้นชื่อว่ามนุษย์ย่อมตัดกิเลสไม่พ้น ไม่ว่ากิเลสทางอารมณ์ใคร่ กิเลสในการครอบครองทรัพย์สิน กิเลสในการมีลูกหลานและเหล่าบริวาร กิเลสในอำนาจลาภยศ เป็นต้น ดังนั้นอิสลามจึงไม่มีคำสอนที่ให้มนุษย์ดับกิเลส หรือสอนให้ปล่อยวางกับสิ่งเย้ายวนเหล่านั้น แต่อิสลามเสนอคำสอนให้มีการควบคุมกิเลสพร้อมสอนให้จับต้องสิ่งเหล่านี้อย่างมีสติและไม่ติดยึด พร้อมกำหนดพื้นที่และขอบเขตให้เล่นตามกติกาที่ได้วางไว้ มุสลิมจึงสามารถแต่งงานมีภรรยาได้ถึง 4 คนหากมีเงื่อนไขเพียบพร้อม สามารถเก็บออมและเป็นเจ้าของธุรกิจพันล้านและทรัพย์สินอันมากมาย ตราบใดที่อยู่ในครรลองคลองธรรม สามารถทำหน้าที่เป็นผู้นำสังคมแม้กระทั่งผู้นำประเทศ ตราบใดมีคุณสมบัติอันพึงประสงค์และปฏิบัติหน้าที่อย่างสุดความสามารถ

มุสลิมจึงไม่มีด้านมืดและด้านสว่าง ด้านที่ปกปิดและด้านที่เปิดเผยในเวลาเดียวกัน  เขาจึงไม่มีอะไรจะปิดบัง เพราะเขามั่นใจว่า วันหนึ่งเขาจะต้องผ่านการตรวจสอบจากพระองค์อัลลอฮ์ ผู้ทรงรอบรู้เท่านั้น

มุสลิมจึงไม่มีอาการเก็บกดหรือเกิดอาการปฏิกิริยาโต้กลับ ประหนึ่งกลับจากเป็นผู้ทรงศีลที่ตบะแตก เนื่องจากทนกับสิ่งเย้ายวนไม่ไหว เพราะกิจวัตรประจำวันของมุสลิมคือวิถีชีวิตที่สอดคล้องกับธรรมชาติของความเป็นมนุษย์ ที่มีทั้งร่างกาย สติปัญญา อารมณ์ความต้องการและจิตวิญญาณ โดยที่อิสลามได้ให้คำสอนที่สามารถตอบสนองความเป็นมนุษย์ได้อย่างครบครันและสมบูรณ์อยู่แล้ว ไม่ใช่ไปเน้นส่วนใดส่วนหนึ่ง แล้วละเลยอีกส่วนหนึ่ง 

ทั้งหลายทั้งปวง เนื่องจากอิสลามเป็นศาสนาของอัลลอฮ์ ผู้สร้างมนุษย์และสรรพสิ่ง ดังนั้นพระองค์เท่านั้นที่ทรงรอบรู้ความต้องการที่แท้จริงของมนุษย์ และพระองค์ทรงรอบรู้ว่า คำสอนที่สอดคล้องกับธรรมชาติของความเป็นมนุษย์นั้นจะต้องเป็นคำสอนอย่างไร 

“แท้จริง ศาสนา ณ อัลลอฮ์คืออิสลาม”


โดย Mazlan Muhammad

แผนทำลายอารยธรรม ที่ผู้ทำลายอาจเป็น “เรา”

ชาวจีนในอดีต ได้สร้างกำแพงเมืองจีน ซึ่งถือเป็นปราการฝีมือมนุษย์ที่กลายเป็น 1 ใน 7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลกในยุคกลางเพื่อป้องกันการรุกรานจากอริราชศัตรู แต่หลังเวลาผ่านไปร้อยปี จีนโดนบุกโจมตีจากกำแพงหมื่นลี้นี้อย่างน้อย 3 ครั้ง 

ศัตรูไม่มีทางบุกฝ่ากำแพงอันแข็งแกร่งได้ แต่พวกเขาใช้วิธีติดสินบนยามรักษาการณ์ เป็นใบเบิกทาง

พวกเขาสร้างกำแพงได้ แต่ลืมสร้างมนุษย์ที่จะมาปกป้องกำแพง

ทรัพยากรมนุษย์จึงเป็นหัวใจสำคัญของการพัฒนา

กล่าวกันว่า หากต้องการทำลายอารยธรรมชนชาติใด ให้ปฏิบัติ 3 ประการนี้

1. ทำลายสถาบันครอบครัว

2. ทำลายสถาบันการศึกษา

3. ทำลายแบบอย่างหรือสัญลักษณ์ความภาคภูมิใจ

มาตรการทำลายสถาบันครอบครัวที่มีผลมากที่สุดคือทำลายบทบาทของแม่ และให้แม่ทุกคน มีความละอายที่ถูกเรียกว่า “แม่บ้าน”

มาตรการทำลายสถาบันการศึกษาคือลดบทบาทของความเป็นครู และให้ครูเป็นอาชีพไร้เกียรติแม้กระทั่งในสายตาของลูกศิษย์ก็ตาม

มาตรการทำลายแบบอย่างหรือสัญลักษณ์แห่งความภาคภูมิใจ ด้วยการทำลายเกียรติภูมิของผู้รู้ โจมตีใส่ไคล้ผู้นำทุกวงการ ทั้งด้านศาสนา การเมือง นักคิด นักฟื้นฟู  นักเผยแผ่และอื่น ๆ ให้เป็นบุคคลล้มละลายทางประวัติศาสตร์ จนกระทั่งพวกเขาเป็นประชาชาติที่ไร้ต้นแบบและขาดแคลนผู้นำทางจิตวิญญาณที่แท้จริง พร้อม ๆ กับสร้างผู้นำจอมปลอมเป็นการทดแทน

หากสังคมไร้ “มารดาผู้ห่วงใย” “คุณครูผู้เมตตา” และ “แบบอย่างที่ดี” แล้วใครเล่าจะคอยอบรมสั่งสอนลูกหลานของเรา

เรียบเรียงจาก

كتاب قراءة المستقبل

الدكتور مصطفى محمود


โดย Mazlan Muhammad

ศาสตร์อิสลามว่าด้วยการเลี้ยงลูก [ตอนที่ 4]

การสอนลูกให้มีความซื่อสัตย์

ท่านนบี ศอลฯ และซอฮาบะฮ์ ฝึกเด็ก ๆ ให้เป็นคนซื่อสัตย์ ไว้วางใจได้ โดยการให้รักษาความลับบางประการ

ท่านอานัส บินมาลิก ซึ่งเป็นซอฮาบะฮ์รุ่นเด็กเล็ก ที่อุมมุาลัยม์ มารดา ได้ฝากให้คอยรับใช้ท่านนบี ศอลฯ ที่บ้านของท่าน

อานัส บินมาลิก กล่าวว่า “ท่านนบี ศอลฯ ได้บอกความลับบางอย่างแก่ฉัน  และฉันไม่บอกแก่ใครเลย อุมมุสุลัยม์ (มารดาของอานัส) ได้ถามฉัน แต่ฉันก็ไม่บอกแก่นาง” หะดีษรายงานโดยบุคอรีย์

قال أنس  أسرّ إليّ النبي -صلى الله عليه و سلم- سِرّاً، فما أخبرت به أحدا بعده، ولقد سألتني أم سليم رضي الله عنها فما أخبرتها به رواه البخاري

บุคอรีย์และมุสลิมได้เล่ารายละเอียดเหตุการณ์นี้ว่า

عن ثابت عن أنس بن مالك رضي الله عنه قال: “أتى عليّ رسول الله -صلى الله عليه وسلم- وأنا ألعب مع الغلمان، فسلّم علينا فبعثني إلى حاجة فأبطأت على أمي، فلما جئتُ قالت: ما حبسك؟، قلت: بعثني رسول الله -صلى الله عليه وسلم- لحاجة، قالت: ما حاجته؟، قلت: إنها سر!!، قالت: لا تخبرنّ بسر رسول الله -صلى الله عليه وسلم- أحدا،  ” متفق عليه واللفظ لمسلم .

“ในขณะที่ฉันเล่นอยู่กับเด็ก ๆ ท่านรอซูลุลลอฮ์ ศอลฯ ได้มาหาและให้สล่ามแก่ฉัน แล้วให้ฉันไปทำธุระบางอย่าง  ทำให้ฉันกลับไปหาแม่ช้า เมื่อไปถึงแม่ก็ถามว่า “ทำไมกลับช้า” ฉันตอบว่า “ผมมีธุระบางอย่างครับ” คุณแม่ถามต่อว่า “ธุระอะไรล่ะ” ฉันตอบว่า “มันเป็นความลับ” คุณแม่จึงกล่าวว่า “เธออย่าได้บอกความลับของท่านรอซูลุลลอฮ์ให้แก่ผู้ใดทราบแม้แต่คนเดียว”


โดย Ghazali Benmad