คนเรา (บางคน) นี่แปลก

คนเรา (บางคน) นี่แปลก

ถอยป้ายแดง ผ่อนเดือนละหมื่น

ขึ้นบ้านใหม่งบเป็นล้าน

สั่งตู้โชว์ที่ห้องรับแขกตั้งไว้เด่นสง่า

งานบิ้วอินแต่ละมุมบ้าน สุดอลัง

เปลี่ยนไอโฟนกลัวตกเทรด์เป็นว่าเล่น

ท่องเที่ยวมาทั้งในและต่างแดน

แถมชิม ช้อป คอยสะสมบารมี

เคอร์รี่ส่งวัสดุถึงหน้าบ้านทุกยามเมื่อ

เสื้อผ้าที่สวมใส่ แบรนด์เนมกันทั้งนั้น

แต่

ราคากุรบาน 4-5 พัน กลับอ้างว่าไม่มีตัง

ซื้อรถราคาเป็นล้าน

แต่อ้างไม่กุรบานเพราะขาดเงิน

กุรบาน เป็นการซื้อประกันให้ปลอดภัยจากการได้รับโทษในวันอาคิเราะฮ์

#ปีนี้อย่าลืมเนี้ยตกุรบานกันนะครับ


โดย Mazlan Muhammad

การจาบจ้วงบุคคลสำคัญทางศาสนา

หากการจาบจ้วงบุคคลสำคัญทางศาสนา มีผลทำให้ศาสนานั้นต้องมัวหมองไร้ค่าแล้วไซร้ อิสลามน่าจะเป็นศาสนาที่ไร้ค่าชนิดไม่มีชิ้นดีอะไรเลย เพราะบุคคลสำคัญทางศาสนาอิสลามตั้งแต่นบีมูฮัมมัด อัครสาวก และผู้รู้อิสลามในทุกยุคสมัย ล้วนแล้วถูกจาบจ้วง ดูแคลน ดูหมิ่น และล้อเลียนอย่างเป็นระบบและต่อเนื่องมาโดยตลอด โดยผู้จาบจ้วงจะครอบคลุมตั้งแต่บุคคลธรรมดา ไปจนถึงระดับองค์กร สมาคม ลัทธิทางศาสนา ไม่เว้นแม้กระทั่งในนามรัฐบาล

แต่อิสลามเป็นศาสนาที่ได้รับความสนใจจากผู้คนทั่วโลกมากที่สุดขณะนี้ สัจธรรมและความสวยงามของอิสลามยังเป็นสิ่งที่จับต้องได้สำหรับผู้ศึกษาด้วยหัวใจที่เปิดกว้าง ถึงแม้จะเป็นที่ชิงชังสำหรับผู้ปฏิเสธก็ตาม

يُرِيدُونَ أَنْ يُطْفِئُوا نُورَ اللَّهِ بِأَفْوَاهِهِمْ وَيَأْبَى اللَّهُ إِلَّا أَنْ يُتِمَّ نُورَهُ وَلَوْ كَرِهَ الْكَافِرُونَ

พวกเขาต้องการเพื่อจะดับแสงสว่างของอัลลอฮฺด้วยปากของพวกเขา และอัลลอฮฺนั้นไม่ทรงยินยอม นอกจากจะทรงให้แสงสว่างของพระองค์สมบูรณ์เท่านั้น และแม้ว่าบรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธาจะชิงชังก็ตาม (อัตเตาบะฮ์ : 32)


โดย Mazlan Muhammad

ให้รอมฎอนรักษาหัวใจ

ในอิสลามมีโรคประเภทหนึ่งที่อันตรายยิ่งกว่าโรคภัยไข้เจ็บทางกายทั่วไป นั่นคือโรคทางใจ ซึ่งใจในที่นี่ไม่ได้หมายถึงอวัยวะเท่ากำปั้นมือที่ทำหน้าที่สูบฉีดโลหิต เพื่อนำพาออกซิเจนและธาตุอาหารไปยังทุกส่วนของร่างกาย แต่หมายถึงตัวตนของมนุษย์อีกมิติหนึ่งที่มีความรู้สึก มีวิญญาณ มีสามัญสำนึก อารมณ์ความต้องการ พลังแห่งการเรียนรู้และสร้างสรรค์ ซึ่งถูกสร้างมาพร้อม ๆ กับความเป็นมนุษย์เหมือนอวัยวะส่วนอื่น ๆ ของร่างกาย

นอกจากที่ร่างกายต้องการธาตุอาหารต่าง ๆ ที่คอยหล่อเลี้ยงให้เติบโตและแข็งแรงแล้ว ร่างกายยังต้องเฝ้าระวังไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของเชื้อโรคต่าง ๆ ที่คอยมาบั่นทอนสุขภาพ โรคบางชนิดนอกจากทำให้ร่างกายป่วยทรุดโทรมแล้ว ยังทำให้อวัยวะบางส่วนไม่ทำงานหรือไม่ทำหน้าที่ตามปกติอีกด้วย

จิตใจมนุษย์ก็เช่นกัน มีโรคทางจิตใจมากมายที่อาจประสบแก่ทุกคน ทั้งนี้เนื่องจากจิตใจเป็นนายของร่างกาย จึงเป็นที่หมายปองของศัตรูที่คอยบุกโจมตี ในสมรภูมิสงคราม ศัตรูจึงต้องหาทุกวิถีทางเพื่อเข้าประชิดแม่ทัพและเมื่อใดที่สามารถควบคุมหรือสังหารแม่ทัพได้เหล่าทหารอื่น ๆ ก็จะยอมศิโรราบโดยปริยาย

นบีมูฮัมมัด صلى الله عليه وسلم กล่าวว่า

ألا وإنَّ في الجَسَدِ مُضْغَةً، إذا صَلَحَتْ، صَلَحَ الجَسَدُ كُلُّهُ، وإذا فَسَدَتْ، فَسَدَ الجَسَدُ كُلُّهُ، ألا وهي القَلْبُ ( متفق عليه)

 ความว่า : พึงทราบเถิดว่า ในร่างกายมีก้อนเลือดอยู่ก้อนหนึ่ง หากก้อนเลือดนี้ดี ร่างกายทุกส่วนก็จะดีไปด้วย หากก้อนเลือดนี้มีสภาพที่ไม่ดี ร่างกายทุกภาคส่วนก็จะไม่ดีตามเช่นกัน มันคือจิตใจนั่นเอง

ชัยฏอนซึ่งเป็นศัตรูตัวฉกาจของมนุษย์จึงคอยดักซุ่มและจู่โจมให้สามารถควบคุมจิตใจ เมื่อควบคุมสำเร็จแล้วมันจะสั่งการให้อวัยวะทุกส่วนปฏิบัติตามแผนร้ายของมันทันที นั่นคือให้มนุษย์ทุกคนฝ่าฝืนคำสั่งของอัลลอฮ์ ยอมเป็นทาสชัยฏอนอย่างเบ็ดเสร็จ ทำให้มนุษย์หันเหหลงผิดและหลงทาง จนกระทั่งไม่พบกับทางนำของพระองค์ เพราะคนเราเป็นไปได้ 2 สถานะเท่านั้น ไม่มีทางเลือกที่ 3 นั่นคือหากหลุดพ้นจากการเป็นบ่าวที่ดีของอัลลอฮ์ เขาจะต้องตกเป็นเหยื่อของชัยฏอนทันที ซึ่งสามารถพลิกผันได้ทุกเวลานาที

نسأل الله السلامة

พี่น้องร่วมศรัทธาทุกท่าน

โรคจิตใจมีมากมาย แต่แบ่งได้เป็นสองประเภทใหญ่ ๆ ได้แก่

ประเภทแรก คือประเภทที่นอกจากทำให้จิตใจป่วยอัมพาตแล้ว ยังเป็นโรคที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพร่างกายอีกด้วย บางครั้งถึงขนาดนอนไม่หลับ เบื่ออาหาร สีหน้าหม่นหมอง หน้าตาไม่สดชื่นและร่างกายซีดผอม โรคประเภทนี้ได้แก่ 1) การโอ้อวด 2) โกรธและอารมณ์ฉุนเฉียว 3) หลงลืม 4) ย้ำคิดย้ำทำ 5) ท้อแท้สิ้นหวัง 6) ละโมบโลภมาก 7) หลงตัวเอง 8) หยิ่งยโส และ 9) อิจฉาริษยา

โรคทั้ง 9 ชนิดนี้ถือเป็นคุณสมบัติอันไม่พึงประสงค์และน่ารังเกียจที่ทุกคนต้องเฝ้าระวังให้มาก บางกรณีสามารถหาทางเยียวยาหรือปรึกษาจิตแพทย์เฉพาะทางได้

โรคบางชนิดเป็นเสมือนไฟไหม้ที่ทำลายความดีงามให้หมดเกลี้ยงดังเช่น ความอิจฉาริษยา โรคบางชนิดเป็นสิ่งปิดกั้นมิให้เข้าสวรรค์เลยทีเดียวดังเช่นความหยิ่งยโส ในขณะที่โรคหลงตัวเอง ก็ได้ทำให้อิบลีสกลายเป็นผู้ถูกสาปแช่งมาแล้ว 

نعوذ بالله من ذلك

ประเภทที่สอง เป็นโรคที่ไม่ส่งผลกระทบใด ๆ ต่อร่างกาย ใบหน้าอาจดูสดชื่นตลอดเวลา หัวใจเบิกบานร่าเริง ร่างกายแข็งแรงดี แต่เขาติดโรคทางจิตใจที่ร้ายแรงกว่าโรคประเภทแรก เพราะโรคประเภทนี้จะไม่มีอุปกรณ์ทางการแพทย์ชนิดไหนสามารถตรวจสอบได้ ส่วนหนึ่งของโรคชนิดนี้ได้แก่

 1. โรคเขลาและไม่มีความรู้ทางศาสนา(ญาฮิล) จนไม่สามารถแยกแยะอันไหนถูกอันไหนผิด สิ่งไหนบาปสิ่งไหนบุญ

 2. โรคกลับกลอก (นิฟาก) ซึ่งเป็นโรคที่ลึกลับยิ่งกว่ามดดำตัวเล็ก ๆ ที่อยู่ในโพรงถ้ำในเวลากลางคืนเสียอีก ไม่มีใครสามารถตรวจสอบโรคนี้ยกเว้นผู้ทรงสร้างจิตใจเท่านั้น ผู้ที่ติดโรคนี้จะมีอาการต่าง ๆ เช่น เกียจคร้านการละหมาด ซิกิร์ต่ออัลลอฮ์เพียงเล็กน้อย ผิดสัญญา พูดจาโกหก ทุจริตคอรัปชั่น ใช้คำพูดที่ก้าวร้าวโดยเฉพาะเวลาขัดใจกัน ไม่ชอบการบริจาคกุศลทานและสัญญาณอื่น ๆ ที่เป็นนิฟากเล็ก แต่หากละเลยและไม่รีบรักษา มันอาจลุกลามจนกลายเป็นนิฟากใหญ่ได้ نعوذ بالله من ذلك

 3. โรคชอบสร้างสิ่งอุตริกรรมในศาสนา ทั้ง ๆ ที่นบีได้สอนเกี่ยวกับศาสนาอย่างครบถ้วนสมบูรณ์แล้ว

 4. โรคเสน่หาฟังนิยายปรัมปรา งมงาย ชอบบริโภคและเผยแพร่ข่าวลือ โดยเฉพาะการเผยแพร่หะดีษปลอม โดยไม่มีการตรวจสอบอย่างถี่ถ้วน ดังตัวอย่างการเผยแพร่ความประเสริฐและผลบุญการละหมาดตะรอวีห์ในแต่ละคืนตั้งแต่คืนแรกจนถึงคืนสุดท้าย ทั้ง ๆ ที่เป็นหะดีษปลอมที่นบีไม่เคยพูด เศาะฮาบะฮ์ไม่เคยรายงานและบรรดาผู้รวบรวมหะดีษก็ไม่เคยบรรจุหะดีษนี้ในตำราหะดีษ แต่ก็ยังแพร่หลายในสังคม  ดังนั้น ผู้ใดที่รายงานหะดีษนี้หรือหะดีษปลอมอื่น ๆ เขาจะได้รับโทษสถานหนักถึงขนาดนบีกล่าวว่า ขอให้เขาจองที่ในนรกเลยทีเดียว

 5. โรคการตั้งภาคีต่ออัลลอฮ์ (ชิริก) ซึ่งถือเป็นบาปใหญ่ที่สุดและถือเป็นเป้าหมายสุดท้ายของชัยฏอน หากชัยฏอนสามารถล่อลวงมนุษย์ให้หลงทางถึงขั้นนี้ ก็จะถือว่ามันปฏิบัติภารกิจสำเร็จลุล่วงแล้ว

อัลลอฮ์กล่าวว่า

إِنَّ ٱلشِّرْكَ لَظُلْمٌ عَظِيمٌ (لقمان/13)

ความว่า : แท้จริงชิริกคืออธรรมอันใหญ่หลวง

إِنَّ ٱللَّهَ لَا يَغْفِرُ أَن يُشْرَكَ بِهِۦ وَيَغْفِرُ مَا دُونَ ذَٰلِكَ لِمَن يَشَآءُ ۚ وَمَن يُشْرِكْ بِٱللَّهِ فَقَدْ ضَلَّ ضَلَٰلًۢا بَعِيدًا ( النساء/116)

ความว่า : แท้จริงอัลลอฮฺจะไม่ทรงอภัยโทษบาปการตั้งภาคีกับพระองค์ แต่พระองค์จะทรงอภัยโทษให้ซึ่งสิ่งอื่นจากนั้น สำหรับผู้ที่พระองค์ทรงประสงค์ และผู้ใดตั้งภาคีแก่อัลลอฮฺแล้ว แน่นอน เขาก็ได้หลงทางไปแล้วอย่างไกล

พี่น้องร่วมศรัทธาทั้งหลาย

รอมฎอนจึงเป็นโรงซ่อมจิตใจขนาดใหญ่ที่สุดที่เป็นความโปรดปรานของอัลลอฮ์ ซึ่งทรงประสงค์ให้บ่าวทุกคนใช้เวลาช่วงประเสริฐที่สุดนี้ยกระดับตัวเอง ขัดเกลาจิตใจ ทบทวนอดีต เพิ่มพูนความดีงาม สะสมเสบียงบุญ สำนึกตนด้วยการกลับไปหาอัลลอฮ์ และขออภัยโทษจากพระองค์ด้วยการตัดใจจากความผิดพลาด เสียใจต่อการกระทำในอดีต และตั้งใจอย่างแน่วแน่ที่จะไม่หวนกลับทำบาปซ้ำ ทั้งหลายทั้งปวงนี้ เราสามารถรวบเบ็ดเสร็จภายใต้เป้าประสงค์ของการถือศีลอดนั่นคือ

لعلكم تتقون

เผื่อว่า ท่านทั้งหลายจะได้ยำเกรง

ด้วยการยำเกรงต่อพระองค์เท่านั้นที่เป็นยาวิเศษและทิพย์โอสถที่สามารถทำให้โรคร้ายทั้งปวงที่ได้กล่าวมาแล้ว หายไป และด้วยตักวาเท่านั้นที่สามารถขัดเกลาจิตใจให้สะอาดผ่องแผ้ว ไร้สิ่งเจือปน จนกระทั่งสามารถเข้าเฝ้าอัลลอฮ์ด้วยหัวใจที่สะอาดบริสุทธิ์

يَوْمَ لَا يَنْفَعُ مَالٌ وَلَا بَنُونَ  إِلَّا مَنْ أَتَى اللَّهَ بِقَلْبٍ سَلِيمٍ  ( الشعراء /89-88)

ความว่า : วันที่ทรัพย์สมบัติ ลูกหลานและบริวารไม่มีประโยชน์อันใดเลย เว้นแต่ผู้ที่เข้าเฝ้าอัลลอฮ์ด้วยหัวใจที่สะอาดผุดผ่อง

ดังนั้นรอมฎอนจึงเป็นโรงพยาบาลที่สามารถเยียวยารักษาโรคร้ายเหล่านี้ได้และกิจกรรมอันมากมายในเดือนรอมฎอนตั้งแต่การถือศีลอด การละหมาดตะรอวีห์ การบริจาคทาน การให้อาหารละศีลอด การอ่านอัลกุรอาน การซิกิร์และอิสติฆฟาร์ การทำความดีในรูปแบบต่าง ๆโดยเฉพาะอิอฺติก้าฟช่วง 10 วันสุดท้ายถือเป็นชุดยาสามัญประจำผู้ศรัทธาที่ต้องหมั่นรับประทานให้ครบชุดอย่างเหมาะสม พี่น้องต้องเข้าใจว่ารอมฎอน ไม่ใช่เพียงการอดอาหารในภาคกลางวันอย่างเดียวเท่านั้น แต่คือชุดยาสามัญประจำศรัทธาชนที่จิตใจต้องได้รับอย่างทั่วถึง เพื่อยกระดับตนเองให้เป็นผู้ที่เหมาะสมเข้าสวรรค์ของอัลลอฮ์และรอดพ้นจากไฟนรกทีเดียว

พี่น้องร่วมศรัทธาทุกท่าน

เป็นที่ทราบกันดีว่าปัจจุบันสังคมโลกได้รับภัยคุกคามจาก โควิด-19 โดยเฉพาะดาวร้ายใหม่สายพันธุ์โอไมครอน ที่ขณะนี้ได้แพร่กระจายอย่างรวดเร็วไปทั่วโลกในฐานะผู้ศรัทธา เราต้องเชื่อว่าทุกสิ่งทุกอย่างล้วนเกิดขึ้นด้วยผลการอนุมัติจากพระเจ้า พระองค์จะทรงทดสอบบ่าวของพระองค์ด้วยวิธีการหลากหลายโดยมีเป้าหมายให้บ่าวของพระองค์กลับเนื้อกลับตัว ยอมศิโรราบต่ออำนาจของพระองค์ ไม่ดื้อรั้นและไม่ฝ่าฝืนคำสั่งของพระองค์

ผู้ศรัทธาจึงต้องใช้โอกาสอันประเสริฐในเดือนรอมฎอนนี้ ขออภัยโทษจากอัลลอฮ์มอบตนแด่พระองค์ และพยายามหามาตรการที่จะหยุดการแพร่กระจายของโควิดสายพันธุ์ใหม่นี้ พึงทราบว่าการปฏิบัติตนในคำสอนศาสนาไม่ได้สอนให้เราปฏิเสธมาตรการการรักษา การเยียวยาและการป้องกันด้วยวิธีการที่ถูกต้อง เพราะอิสลามไม่เคยปฏิเสธภูมิปัญญาที่มีประโยชน์และไม่เคยหันหลังให้กับการคิดค้นสร้างสรรค์ที่ดี ๆ ตราบใดที่อยู่ในกรอบของศาสนา มุสลิมจึงสามารถเป็นบ่าวที่ดีของอัลลอฮ์และเป็นพลเรือนที่ดีของสังคมในเวลาเดียวกัน เป็นไปไม่ได้ที่มุสลิมจะมีความผูกพันที่ดีกับอัลลอฮ์เพียงมิติเดียว แต่เขากลับไปสร้างปัญหาให้กับสังคมหรือทำให้สังคมเดือดร้อน หากเป็นเช่นนี้ เขาจะไม่ได้รับอานิสงส์ใด ๆ จากรอมฎอนยกเว้นการอดน้ำ อดข้าว อดหลับอดนอนเท่านั้นเอง

قال الله تعالى

يَا أَيُّهَا الَّذِينَ آمَنُوا كُتِبَ عَلَيْكُمُ الصِّيَامُ كَمَا كُتِبَ عَلَى الَّذِينَ مِن قَبْلِكُمْ لَعَلَّكُمْ تَتَّقُونَ (البقرة/183)


โดย Mazlan Muhammad

ความประเสริฐของวิญญาณ

หากเรือนร่างประเสริฐเลิศเลอยิ่งกว่าวิญญาณแล้วไซร้ เพราะเหตุใดวิญญาณจึงลอยล่องสู่ฟ้าวิมาน ในขณะที่ร่างกายถูกกลบฝังใต้พสุธา

หากวิญญาณออกจากร่างเมื่อไหร่ ก็จะกลายเป็นศพ และจะเน่าเปื่อยไปตามกาลเวลา กลายเป็นสิ่งไม่พึงประสงค์ทันที

น่าแปลก ที่คนจำนวนมากสนใจบำรุงรักษารูปกายภายนอก

แต่ไม่สนใจใยดีที่จะทะนุถนอมภาควิญญาณที่ยั่งยืนกว่า

หลายคนที่มีชื่อเสียงกระฉ่อนโลก

แต่เขากลับเป็นคนโนเนมบนชั้นฟ้า

คนบางคนไม่เป็นที่รู้จักบนโลกนี้ด้วยซ้ำ

แต่เสียงของเขาดังเป็นพลุแตกในสวรรค์ฟิรเดาวส์

เพราะตัวชี้วัดอยู่ที่ตักวาอันเหนือกว่า

หาใช่พละกำลังและอำนาจอันมากล้น

“แท้จริง ผู้ประเสริฐสุดในหมู่สูเจ้า คือผู้ยำเกรงมากที่สุด”

ดังนั้นเจ้าจงแสวงหาคุณค่า ณ พระเจ้าเถิด

อย่าไปสนใจใยดีกับเสียงนกเสียงกา

เพราะกองคาราวานจะเคลื่อนไปข้างหน้าอย่างต่อเนื่อง ในขณะที่ฝูงสุนัขก็เห่าหอนไม่ขาดเสียง


โดย Mazlan Muhammad

แผนการของอัลลอฮ์และแผนการของซาตาน

อัลลอฮ์สร้างมนุษย์เพื่อเคารพภักดีต่อพระองค์

และสร้างทุกสรรพสิ่งไว้คอยบริการและอำนวยความสะดวกให้มนุษย์สามารถทำหน้าที่นี้อย่างสมบูรณ์

ทั้งแสงแดดและรังสี แม่น้ำลำธาร อากาศหรือธาตุ ทะเลหรือมหาสมุทร สิงสาราสัตว์ เรือกสวนไร่นา ฟากฟ้าและแผ่นดิน แม้กระทั่งดวงดาวและจักรวาล ล้วนแล้วคอยบริการและเอื้ออำนวยให้แก่มนุษย์ทั้งสิ้น

พระองค์ทรงประกันว่าจะประทานปัจจัยยังชีพให้ทุกคน

ยิ่งมีประชากรมาก ปัจจัยยังชีพก็เพิ่มขึ้นเป็นเงาตามตัว

ประชากรไม่มีวันล้นโลก

ประชากรไม่มีวันตายด้วยความอดอยาก

หากมีการแบ่งปันและกระจายความมั่งคั่งอย่างเป็นธรรม

พระองค์ไม่ปล่อยให้มนุษย์เคว้งคว้างหาคำตอบชีวิตตามลำพัง แต่จะเสนอชุดคำสอนพร้อมต้นแบบอันสมบูรณ์และสุดประเสริฐให้มนุษย์ปฏิบัติเป็นเยี่ยงอย่าง

ชุดคำสอนที่สมบูรณ์คืออิสลาม ในขณะที่ต้นแบบอันสุดประเสริฐคือนบีมูฮัมมัด صلى الله عليه وسلم

เพราะไม่ว่าจะเก่งกาจ อัจฉริยะ เลอเลิศแค่ไหน มนุษย์ก็คือมนุษย์วันยังค่ำ

มนุษย์ไม่เข้าใจแม้กระทั่งตัวเอง

แล้วจะสร้างวิถีชีวิตให้มนุษย์ทั่วโลกในทุกยุคทุกสมัยยึดปฏิบัติได้อย่างไร

นักทฤษฎีทางสังคมหรือนักสังคมวิทยา ทำได้เพียงศึกษาประวัติศาสตร์และทำนายทึกทักอนาคต แล้วมากำหนดปัจจุบันของเขาอันจำกัดและคับแคบเพื่อให้มนุษยชาติที่มีความหลากหลายมาเป็นแนวปฏิบัติ

ทั้ง ๆ ที่เขาเองยังไม่รู้เลยว่า วันพรุ่งนี้จะเกิดอะไรขึ้น โลกจะเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางใดบ้าง

เป็นไปได้หรือที่คนอย่างคาร์ล มากซ์ที่ผิดหวังในความรักและอคติลึกกับชนชั้นปกครอง จะมีทัศนคติเชิงบวกในชีวิตและสร้างทฤษฎีทางสังคมที่มีความเอื้อเฟื้อและยุติธรรม

เป็นไปได้หรือที่นักกวี นักเขียนบทละคร นักดนตรี ซึ่งเคยรับตำแหน่งเพียงเลขานุการสถานทูตที่สองของสาธารณรัฐฟลอเรนซ์ ที่เป็นที่รู้จักในนามเมเคียเวลลี จนได้รับการยกย่องว่าเป็น บิดาแห่งรัฐศาสตร์ ในหนังสือของเขา The Prince ซึ่งกลายเป็นคัมภีร์ของชนชั้นปกครอง ทั้ง ๆ ที่น่าจะเป็นตำราที่ปลูกฝังลัทธิก่อการร้ายโดยมีอำนาจรัฐเป็นเจ้าภาพหลัก การใช้เล่ห์เหลี่ยมอุบายในการเมือง และการกระทำอันไร้คุณธรรมจริยธรรมทั้งหลาย

เป็นไปได้หรือที่ Malthusianism ที่คอยหลอกหลอนมนุษย์ว่าประชากรจะล้นโลก แต่ทรัพยากรจะหดหาย จนกลายเป็นที่มาของวาทกรรมลวงโลก “ลูกมาก ยากจน”

ทั้ง ๆ ที่ปัจจุบันมนุษย์รู้จักประดิษฐ์คิดค้นนวตกรรมจากพลังงานทดแทน พลังงานหมุนเวียนหรือพลังงานชีวภาพ ที่สามารถใช้กันอย่างต่อเนื่องจนกระทั่งโลกสิ้นสลาย เพื่อตอกย้ำคำมั่นสัญญาของพระเจ้าว่า อย่าได้ฆ่าลูกเนื่องจากกลัวความยากจน พระองค์เป็นผู้ประทานปัจจัยยังชีพแก่พวกท่าน(ผู้อุปการะ) และพวกเขา (ผู้ได้รับการอุปการะ)

เป็นไปได้หรือที่ ทฤษฎีจิตวิเคราะห์ของฟรอยด์ ซึ่งอธิบายพฤติกรรมของคนบนฐานของความต้องการทางเพศ ราวกับว่ามนุษย์ไม่ต่างไปจากสัตว์ ทฤษฎีเช่นนี้จะนำพามนุษย์ให้เป็นคนหรือสัตว์เดรัจฉานกันแน่

แม้กระทั่งดาร์วินที่หลอกมนุษย์นานนับศตวรรษว่าบรรพบุรุษของมนุษย์คือลิง โดยได้ปลูกฝังแนวคิดที่ถือว่าพลังอำนาจเท่านั้นที่เป็นใหญ่ โลกนี้ไม่มีที่สำหรับผู้อ่อนแอ ผู้ชนะมีความชอบธรรมเสมอ

คำสอนเยี่ยงนี้ สามารถยกระดับความเป็นคนให้เป็นมนุษย์เรืองปัญญาหรือไม่

ลองนำทฤษฎีซาตานเหล่านี้มาหลอมรวมให้เป็นคำสอนชุดเดียวกัน และนำไปประยุกต์ใช้กับบุคคล ครอบครัวหรือสังคมอันเดียวกัน ถามว่า โลกนี้จะเกิดอะไรขึ้น

ที่น่าสนใจคือเจ้าของทฤษฎีลวงโลกเหล่านี้หากไม่ใช่เป็นยิวแท้ๆ ก็เป็นเด็กในคาถายิว

ยิวจึงเป็นซาตานในคราบมนุษย์ ที่พระองค์ทรงโกรธกริ้วและสาปแช่ง

เพราะนอกจากขีดขวาง กีดกั้นนโยบายและเป้าประสงค์ของอัลลอฮ์แล้ว ยังหลอกล่อมวลมนุษย์ให้คล้อยตามความจอมปลอมของมันอีกด้วย

ด้วยเหตุนี้กระมัง ที่อัลลอฮ์สอนให้ศรัทธาชนปฏิเสธแนวทางของผู้ที่ถูกโกรธกริ้วจำนวน อย่างน้อย 17 ครั้งต่อวัน

รึว่าเรากำลังคล้อยตามวิถีซาตาน


โดย Mazlan Muhammad

วิถีมุสลิม วิถีชีวิต

ในมุสลิมคนเดียวกัน เป็นได้ทั้งนักพรต นักธุรกิจ นักบริหาร นักปกครอง หัวหน้าครอบครัว นักรบ นักเผยแผ่ศาสนา นักการเมือง ผู้นำองค์กร แม้กระทั่งผู้นำประเทศ 

มุสลิมจึงเป็นคนที่สามารถครองตน ครองคน ครองงาน ครองเรือนและครองธรรมในตัวคนเดียวกัน ความเป็นมุสลิมจึงสามารถบูรณาการสีสันชีวิตเหล่านี้ให้เป็นเนื้อเดียวกันอย่างผสมผสานจนแยกไม่ออก เหมือนสายน้ำฝนที่ตกลงจากฟากฟ้า ที่ไม่สามารถแยกแยะว่าเม็ดไหนที่ให้ประโยชน์มากกว่ากัน เพราะในทุกอิริยาบถและสถานะของมุสลิม เขาจะต้องศิโรราบกับพระเจ้าองค์เดียวกัน มีต้นแบบจากนบีคนเดียวกัน และมีหลักปฏิบัติและบทสวดทางศาสนธรรมที่ต้องยึดถือกับเนื้อหาสาระฉบับเดียวกัน

มุสลิมจึงเป็นนักพรตยามค่ำคืน และอัศวินในกลางวันได้อย่างไม่เคอะเขินและปิดบัง เขาสามารถร่วมหลับนอนเสพสุขกับภรรยา แล้วตื่นขึ้นมาขอสารภาพผิดต่ออัลลอฮ์จากความผิดพลาดและความเผลอเรอของเขาด้วยหัวใจที่สำรวมและยำเกรง หลังจากชำระร่างกายอย่างถูกต้อง เพราะอิสลามถือว่า อารมณ์กิเลสเป็นสิ่งที่ถูกประดับประดามาควบคู่กับมนุษย์มาแต่ดั้งเดิมอยู่แล้ว ขึ้นชื่อว่ามนุษย์ย่อมตัดกิเลสไม่พ้น ไม่ว่ากิเลสทางอารมณ์ใคร่ กิเลสในการครอบครองทรัพย์สิน กิเลสในการมีลูกหลานและเหล่าบริวาร กิเลสในอำนาจลาภยศ เป็นต้น ดังนั้นอิสลามจึงไม่มีคำสอนที่ให้มนุษย์ดับกิเลส หรือสอนให้ปล่อยวางกับสิ่งเย้ายวนเหล่านั้น แต่อิสลามเสนอคำสอนให้มีการควบคุมกิเลสพร้อมสอนให้จับต้องสิ่งเหล่านี้อย่างมีสติและไม่ติดยึด พร้อมกำหนดพื้นที่และขอบเขตให้เล่นตามกติกาที่ได้วางไว้ มุสลิมจึงสามารถแต่งงานมีภรรยาได้ถึง 4 คนหากมีเงื่อนไขเพียบพร้อม สามารถเก็บออมและเป็นเจ้าของธุรกิจพันล้านและทรัพย์สินอันมากมาย ตราบใดที่อยู่ในครรลองคลองธรรม สามารถทำหน้าที่เป็นผู้นำสังคมแม้กระทั่งผู้นำประเทศ ตราบใดมีคุณสมบัติอันพึงประสงค์และปฏิบัติหน้าที่อย่างสุดความสามารถ

มุสลิมจึงไม่มีด้านมืดและด้านสว่าง ด้านที่ปกปิดและด้านที่เปิดเผยในเวลาเดียวกัน  เขาจึงไม่มีอะไรจะปิดบัง เพราะเขามั่นใจว่า วันหนึ่งเขาจะต้องผ่านการตรวจสอบจากพระองค์อัลลอฮ์ ผู้ทรงรอบรู้เท่านั้น

มุสลิมจึงไม่มีอาการเก็บกดหรือเกิดอาการปฏิกิริยาโต้กลับ ประหนึ่งกลับจากเป็นผู้ทรงศีลที่ตบะแตก เนื่องจากทนกับสิ่งเย้ายวนไม่ไหว เพราะกิจวัตรประจำวันของมุสลิมคือวิถีชีวิตที่สอดคล้องกับธรรมชาติของความเป็นมนุษย์ ที่มีทั้งร่างกาย สติปัญญา อารมณ์ความต้องการและจิตวิญญาณ โดยที่อิสลามได้ให้คำสอนที่สามารถตอบสนองความเป็นมนุษย์ได้อย่างครบครันและสมบูรณ์อยู่แล้ว ไม่ใช่ไปเน้นส่วนใดส่วนหนึ่ง แล้วละเลยอีกส่วนหนึ่ง 

ทั้งหลายทั้งปวง เนื่องจากอิสลามเป็นศาสนาของอัลลอฮ์ ผู้สร้างมนุษย์และสรรพสิ่ง ดังนั้นพระองค์เท่านั้นที่ทรงรอบรู้ความต้องการที่แท้จริงของมนุษย์ และพระองค์ทรงรอบรู้ว่า คำสอนที่สอดคล้องกับธรรมชาติของความเป็นมนุษย์นั้นจะต้องเป็นคำสอนอย่างไร 

“แท้จริง ศาสนา ณ อัลลอฮ์คืออิสลาม”


โดย Mazlan Muhammad

แผนทำลายอารยธรรม ที่ผู้ทำลายอาจเป็น “เรา”

ชาวจีนในอดีต ได้สร้างกำแพงเมืองจีน ซึ่งถือเป็นปราการฝีมือมนุษย์ที่กลายเป็น 1 ใน 7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลกในยุคกลางเพื่อป้องกันการรุกรานจากอริราชศัตรู แต่หลังเวลาผ่านไปร้อยปี จีนโดนบุกโจมตีจากกำแพงหมื่นลี้นี้อย่างน้อย 3 ครั้ง 

ศัตรูไม่มีทางบุกฝ่ากำแพงอันแข็งแกร่งได้ แต่พวกเขาใช้วิธีติดสินบนยามรักษาการณ์ เป็นใบเบิกทาง

พวกเขาสร้างกำแพงได้ แต่ลืมสร้างมนุษย์ที่จะมาปกป้องกำแพง

ทรัพยากรมนุษย์จึงเป็นหัวใจสำคัญของการพัฒนา

กล่าวกันว่า หากต้องการทำลายอารยธรรมชนชาติใด ให้ปฏิบัติ 3 ประการนี้

1. ทำลายสถาบันครอบครัว

2. ทำลายสถาบันการศึกษา

3. ทำลายแบบอย่างหรือสัญลักษณ์ความภาคภูมิใจ

มาตรการทำลายสถาบันครอบครัวที่มีผลมากที่สุดคือทำลายบทบาทของแม่ และให้แม่ทุกคน มีความละอายที่ถูกเรียกว่า “แม่บ้าน”

มาตรการทำลายสถาบันการศึกษาคือลดบทบาทของความเป็นครู และให้ครูเป็นอาชีพไร้เกียรติแม้กระทั่งในสายตาของลูกศิษย์ก็ตาม

มาตรการทำลายแบบอย่างหรือสัญลักษณ์แห่งความภาคภูมิใจ ด้วยการทำลายเกียรติภูมิของผู้รู้ โจมตีใส่ไคล้ผู้นำทุกวงการ ทั้งด้านศาสนา การเมือง นักคิด นักฟื้นฟู  นักเผยแผ่และอื่น ๆ ให้เป็นบุคคลล้มละลายทางประวัติศาสตร์ จนกระทั่งพวกเขาเป็นประชาชาติที่ไร้ต้นแบบและขาดแคลนผู้นำทางจิตวิญญาณที่แท้จริง พร้อม ๆ กับสร้างผู้นำจอมปลอมเป็นการทดแทน

หากสังคมไร้ “มารดาผู้ห่วงใย” “คุณครูผู้เมตตา” และ “แบบอย่างที่ดี” แล้วใครเล่าจะคอยอบรมสั่งสอนลูกหลานของเรา

เรียบเรียงจาก

كتاب قراءة المستقبل

الدكتور مصطفى محمود


โดย Mazlan Muhammad

ศาสตร์อิสลามว่าด้วยการเลี้ยงลูก [ตอนที่ 4]

การสอนลูกให้มีความซื่อสัตย์

ท่านนบี ศอลฯ และซอฮาบะฮ์ ฝึกเด็ก ๆ ให้เป็นคนซื่อสัตย์ ไว้วางใจได้ โดยการให้รักษาความลับบางประการ

ท่านอานัส บินมาลิก ซึ่งเป็นซอฮาบะฮ์รุ่นเด็กเล็ก ที่อุมมุาลัยม์ มารดา ได้ฝากให้คอยรับใช้ท่านนบี ศอลฯ ที่บ้านของท่าน

อานัส บินมาลิก กล่าวว่า “ท่านนบี ศอลฯ ได้บอกความลับบางอย่างแก่ฉัน  และฉันไม่บอกแก่ใครเลย อุมมุสุลัยม์ (มารดาของอานัส) ได้ถามฉัน แต่ฉันก็ไม่บอกแก่นาง” หะดีษรายงานโดยบุคอรีย์

قال أنس  أسرّ إليّ النبي -صلى الله عليه و سلم- سِرّاً، فما أخبرت به أحدا بعده، ولقد سألتني أم سليم رضي الله عنها فما أخبرتها به رواه البخاري

บุคอรีย์และมุสลิมได้เล่ารายละเอียดเหตุการณ์นี้ว่า

عن ثابت عن أنس بن مالك رضي الله عنه قال: “أتى عليّ رسول الله -صلى الله عليه وسلم- وأنا ألعب مع الغلمان، فسلّم علينا فبعثني إلى حاجة فأبطأت على أمي، فلما جئتُ قالت: ما حبسك؟، قلت: بعثني رسول الله -صلى الله عليه وسلم- لحاجة، قالت: ما حاجته؟، قلت: إنها سر!!، قالت: لا تخبرنّ بسر رسول الله -صلى الله عليه وسلم- أحدا،  ” متفق عليه واللفظ لمسلم .

“ในขณะที่ฉันเล่นอยู่กับเด็ก ๆ ท่านรอซูลุลลอฮ์ ศอลฯ ได้มาหาและให้สล่ามแก่ฉัน แล้วให้ฉันไปทำธุระบางอย่าง  ทำให้ฉันกลับไปหาแม่ช้า เมื่อไปถึงแม่ก็ถามว่า “ทำไมกลับช้า” ฉันตอบว่า “ผมมีธุระบางอย่างครับ” คุณแม่ถามต่อว่า “ธุระอะไรล่ะ” ฉันตอบว่า “มันเป็นความลับ” คุณแม่จึงกล่าวว่า “เธออย่าได้บอกความลับของท่านรอซูลุลลอฮ์ให้แก่ผู้ใดทราบแม้แต่คนเดียว”


โดย Ghazali Benmad

ศาสตร์อิสลามว่าด้วยการเลี้ยงลูก [ตอนที่ 3]

การรักลูกไม่เท่าเทียมกัน

การลำเอียงรักลูกไม่เท่าเทียมกัน จะทำให้ครอบครัวระหองระแหงขาดความปรองดองสมานฉันท์ได้

อิสลามจึงห้ามการกระทำดังกล่าว ไม่ว่าในเรื่องเล็กน้อยหรือเรื่องใหญ่ๆ

อิบนุอะบิดดุนยา รายงานว่า ในขณะที่ท่านรอซูลุลลอฮ์  ศอลฯ กำลังสนทนาอยู่กับบรรดาศอฮาบะฮ์ ก็มีเด็กชายคนหนึ่งมาหาบิดาของเขาในกลุ่มคนดังกล่าว บิดาก็ลูบศีรษะลูกชายแล้วให้นั่งลงบนขาข้างขวา สักพักหนึ่งก็มีเด็กผู้หญิงคนหนึ่ง (เป็นลูกสาวของเขา) เข้ามาหาเขาอีก  เขาก็ลูบศีรษะแล้วให้นั่งลงบนพื้น 

ท่านรอซูลุลลอฮ์  ศอลฯ จึงกล่าวว่า”ท่านน่าจะให้นั่งบนขาอีกข้างหนึ่งนะ” เขาจึงอุ้มเธอให้นั่งลงบนขาอีกข้าง

ท่านรอซูลุลลอฮ์  ศอลฯ จึงกล่าวว่า “อืม ตอนนี้แหละ ท่านยุติธรรมแล้ว”และมีปรากฏในหะดีษรายงานโดยบุคอรีย์และมุสลิมว่า

عن النُّعْمَانَ بْنَ بَشِيرٍ رَضِيَ اللَّهُ عَنْهُمَا أنه قال – وَهُوَ عَلَى الْمِنْبَرِ -: أَعْطَانِي أَبِي عَطِيَّةً، فَقَالَتْ عَمْرَةُ بِنْتُ رَوَاحَةَ: لَا أَرْضَى حَتَّى تُشْهِدَ رَسُولَ اللَّهِ صَلَّى اللَّهُ عَلَيْهِ وَسَلَّمَ، فَأَتَى رَسُولَ اللَّهِ صَلَّى اللَّهُ عَلَيْهِ وَسَلَّمَ، فَقَالَ: إِنِّي أَعْطَيْتُ ابْنِي مِنْ عَمْرَةَ بِنْتِ رَوَاحَةَ عَطِيَّةً، فَأَمَرَتْنِي أَنْ أُشْهِدَكَ يَا رَسُولَ اللَّهِ. قَالَ: أَعْطَيْتَ سَائِرَ وَلَدِكَ مِثْلَ هَذَا؟ قَالَ: لَا. قَالَ: (فَاتَّقُوا اللَّهَ وَاعْدِلُوا بَيْنَ أَوْلَادِكُمْ ) قَالَ: فَرَجَعَ فَرَدَّ عَطِيَّتَهُ. متفق عليه. وفي رواية: ( لَا أَشْهَدُ عَلَى جَوْرٍ

จากนุอ์มาน บินบะชีร -รอดิยัลลอฮูอันฮู- ได้กล่าวในขณะที่อยู่บนมิมบัรว่า  “บิดาของฉันได้ให้บางอย่าง( เป็นทาสชายคนหนึ่ง) แก่ฉัน  อัมเราะห์ บินติรอวาฮะห์ (แม่ของนุอ์มาน) ได้กล่าวว่า  “ฉันไม่ยอมจนกว่าท่าน (หมายถึงบะชีร บิดาของนุอ์มาน) จะต้องให้ท่านรอซู้ล-ซ็อลลัลลอฮูอลัยฮีว่าซัลลัม- ได้รับรู้เป็นพยานเสียก่อน”  

บิดาของฉันจึงไปหาท่านรอซู้ล -ซ็อลลัลลอฮูอลัยฮีว่าซัลลัม- พลางกล่าวว่า “ฉันได้ให้สิ่งของอย่างหนึ่งแก่ลูกของฉันที่เกิดมาจาก อัมเราะห์ บินติรอวาฮะห์ แล้วนางก็ได้ใช้ให้ฉันมาให้ท่านเป็นพยานรับรู้”  

ท่านจึงได้ถามเขาว่า “ท่านให้ลูกของท่านคนอื่นๆเช่นเดียวกันหรือไม่?” 

เขาตอบว่า “ไม่ครับ”

ท่านจึงกล่าวว่า  “ท่านจงเกรงกลัวอัลลอฮ์ และจงให้ความยุติธรรมในระหว่างลูกๆของท่าน” 

ว่าแล้วเขา(บะชีร)ก็ได้กลับมาและเอาของที่ให้นั้นคืนไป

ในหะดีษอีกสายรายงานหนึ่งกล่าวว่า ท่านนบี -ซ็อลลัลลอฮูอลัยฮีว่าซัลลัม- กล่าวว่า  “ฉันจะไม่เป็นพยานในเรื่องที่อธรรม”


โดย Ghazali Benmad

 

ศาสตร์อิสลามว่าด้วยการเลี้ยงลูก [ตอนที่ 2]

สูตรทอง สามเจ็ด 

■■

ยอดเยี่ยมจริง ๆ สำหรับผู้ที่กล่าวว่า

لاعب ولدك سبعا

 وأدبه سبعا ،

 وصاحبه سبعا ،

ثم اجعل حبله على غاربه

“พึงเล่นกับลูก ๆ ในเจ็ดขวบปีแรก

แล้วอบรมบ่มนิสัยเขาในเจ็ดขวบปีต่อไป

และเป็นเพื่อนกับเขาในอีกเจ็ดปี

แล้วปล่อยเป็นอิสระหลังจากนั้น”

■■

อ้างอิง : มุฮัมมัดรอชีด ริฎอ , ในตัฟซีร “อัลมะนาร์” , เล่ม 5 หน้า 73-74


โดย Ghazali Benmad