อีหร่าน : เพื่อนบ้านผู้ซื่อสัตย์หรือภัยคุกคามที่น่ากลัว [Ep.3]

บทความก่อนหน้านี้

2.ความหลงผิดเรื่อง “การเลือกข้างระหว่างสองฆาตกร”

#โครงการเศาะฟาวีย์กับไซออนิสต์

ดร. ชังกีฏีย์ได้กล่าวหาคนที่มีทัศนะแบบนี้ว่า เป็นอาการของ “อัมพาตทางปัญญา” เราขอกล่าวว่าไม่เลย มันคือ “สามัญสำนึกของการตื่นรู้” ต่างหาก เพราะโครงการไซออนิสต์ได้ปล้นสะดมแผ่นดินและหัวใจของประชาขาติอิสลาม ผนวกด้วยโครงการในมายาคติ “อิสราเอลที่ยิ่งใหญ่ ( The Greater Israel) ส่วนโครงการเศาะฟาวีย์ได้ยึดครองทั้งบ้านเมือง ทำลายหลักความเชื่อ และชีวิตจากภายใน ผนวกด้วยโครงการในมายาคติ “จันทร์เสี้ยวแห่งชีอะฮ์” (Shia Crescent ) ทั้งสองโครงการนี้มองภูมิภาคของโลกอิสลามว่าเป็น “พื้นที่ที่ยังมีชีวิตและพร้อมเคลื่อนไหวตลอดเวลา” จึงต้องเฝ้าระวังการเติบโตและยับยั้งการงอกเงยชนิดไม่พลาดสายตา และมองชาวอาหรับว่า หาใช่ใครอื่นนอกจากเป็นเครื่องมือหรืออุปสรรคกีดขวางเท่านั้น ส่วนการสนับสนุนกาซ่าของพวกเขาก็เป็นเพียงผัดชีโรยหน้าของโครงการเศาะฟาวีย์ ไม่ใช่เพราะเป็นแก่นแกนสำคัญประชาชาติอิสลาม

ดูเงื่อนไข 10 ข้อที่อีหร่านยื่นข้อเสนอเพื่อยุติสงคราม 50 วันล่าสุดดูซิ มีการพูดถึงกาซ่าและผลประโยชน์ของขาวปาเลสไตน์สักคำบ้างไหม หากถือไพ่ที่เหนือกว่าบนโต๊ะเจรจาต่อรอง ทำไมไม่วางผลประโยชน์ของชาวปาเลสไตน์เป็นที่ตั้งและสร้างเป็นเงื่อนไขอันดับต้น ๆ

3. ยุค “ผ้าโพกหัว” และการประชุมลับ (ตั้งแต่ 1979)

อิหร่านประกาศก้องโลกว่า สหรัฐฯ “เป็นศัตรูเบอร์ 1 หรือซาตานผู้ยิ่งใหญ่ ” แต่เมื่อดูเบื้องหลังโรงละครขนาดใหญ่ จะพบว่า หลังฉากจะดูย้อนแย้งกับการแสดงหน้าเวทีโลก เอกสารต่าง ๆ ได้รับการเปิดเผยความสัมพันธ์ลับระหว่างโคมัยนีกับรัฐบาลสหรัฐฯ (เคนเนดีและคาร์เตอร์) เพื่อให้หลักประกันว่าการปกครองอิสลามตามแบบฉบับอิหร่านจะไม่กระทบต่อผลประโยชน์ตะวันตก แถมจะเป็นกำแพงกั้นกระแสคอมมิวนิสต์ด้วยซ้ำ และคำขวัญ “อเมริกาจงพินาศ” ก็เป็นเพียงฉากบังหน้าสำหรับการปรับความเข้าใจใต้โต๊ะ ซึ่งปรากฏชัดในเหตุการณ์ที่ประวัติศาสตร์ต้องจดจำวันที่สหรัฐ ฯ ส่งมอบอิรักให้อิหร่านในปี 2003

4.การทรยศของ “กระแสศาสนา” ต่อวาระแห่งชาติของนายมุศ็อดดิก (1951-1953)

ตรงนี้เองที่เผย “ลัทธิประโยชน์นิยมที่ทรยศ” ของพวกมุลลาห์ ขณะที่มุฮัมมัด มุศ็อดดิกกำลังนำโครงการชาตินิยมที่แท้จริงด้วยการยึดบ่อน้ำมันคืนจากลัทธิล่าอาณานิคมอังกฤษ กระแสศาสนานำโดยอายะตุลลอฮ์ กาชานี กลับหักหลังเขา พวกมุลลาห์เลือกที่จะประสานกับหน่วยข่าวกรองสหรัฐฯ (CIA) และอังกฤษในการทำรัฐประหาร 1953 เพื่อโค่นมุศ็อดดิก เพราะกลัวแนวทางเซคิวลาร์ของเขาจะทำลายอิทธิพลดั้งเดิมของพวกเขา เหตุการณ์นี้พิสูจน์ว่ามุลลาห์พร้อมจับมือกับ “ซาตาน” ตะวันตก เพื่อต่อต้านวาระแห่งชาติใด ๆ “ไม่ว่าจะสุนหนี่หรือเซคิวลาร์” ที่มุ่งสร้างความเจริญที่แท้จริงให้รัฐ

และนี่คือเหตุผลทำไมอิหร่านยุคมุลลาห์สามารถทอดสะพานเชื่อมสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นกับพรรคบาธที่ซีเรียยุคฮาฟิศ อะซัด แต่กลับทำสงครามยาวนานกับพรรคบาธอิรักในยุคซัดดัม และในมุมกลับ เราสามารถเห็นธาตุแท้ของความปลิ้นปล้อนของพรรคบาธที่ศรัทธาต่อชาตินิยมอาหรับอย่างสุดขั้ว แต่เมื่อถึงเวลาอันเหมาะสม พวกเขาพร้อมเตะทิ้งอาหรับด้วยกันและหันไปกอดคอกับเปอร์เซียแทน เพื่อตอกย้ำว่า สโลแกนอันจอมปลอมไม่สำคัญเท่าผลประโยชน์อันยั่งยืน


cr: https://www.facebook.com/photo.php?fbid=10226274009036086&set=pb.1816673496.-2207520000&type=3

อีหร่าน : เพื่อนบ้านผู้ซื่อสัตย์หรือภัยคุกคามที่น่ากลัว [Ep.2]

อิหร่าน : เพื่อนบ้านที่ซื่อสัตย์หรือภัยคุกคามที่น่ากลัว (2)

โดย: ดร.มะห์มูด ลัมลูม อียิปต์

—————

ขอชื่นชม ดร.ชันกีฏีย์ สำหรับข้อเสนอที่จุดประเด็นถกเถียงเสมอ แต่ด้วยภาษาของ “ความจริงทางการเมือง” และตรรกะของ “ภูมิศาสตร์ประวัติศาสตร์” ผมจึงจำเป็นต้องชี้แจงจุดคลาดเคลื่อนสำคัญในทัศนะของท่านเกี่ยวกับสถานะของอิหร่านต่อความมั่นคงแห่งชาติของอาหรับและซุนนี ซึ่งท่านสรุปไว้ 2 ประเด็น คือ

ประเด็นแรก อิหร่านเป็น “เพื่อนบ้านถาวรและเป็นส่วนหนึ่งอันดั้งเดิมของประชาชาติอิสลาม”

ประเด็นที่สอง “ความเป็นศัตรูของอิหร่าน” ต่อชาวอาหรับและชาวมุสลิมเป็นเพียงอาการชั่วคราว หรือเป็น “ศัตรูเฉพาะกิจ” ตามสถานการณ์และเงื่อนไขบางอย่างที่บีบบังคับ

การเร่งรีบฟันธงข้อมูลเชิงยุทธศาสตร์และประวัติศาสตร์ จะเผยให้เห็นการละเลยความจริงที่ชัดเจน นั่นคือ อิหร่านไม่เคยปฏิบัติตัวด้วยตรรกะ “รัฐเพื่อนบ้าน” แต่ดำเนินตามยุทธศาสตร์ “มีดสั้นทางภูมิรัฐศาสตร์” ที่ปักอยู่กลางอกของโลกสุนหนี่มาโดยตลอด ต่อไปนี้คือการหักล้างความคลาดเคลื่อนเหล่านี้จากเหตุการณ์ล่าสุดย้อนไปถึงรากเหง้าของปัญหา

1. “พื้นที่สีเทา” ปี 2026

#การหวนกลับของเศาะฟาวีย์ยุคใหม่

ปฏิบัติการของ “กองกำลังอัลกุดส์” ทั่วแผ่นดินอิรักทุกวันนี้ “กองกำลังฮิสบุลลาต” ที่มีอำนาจล้นฟ้าเหนือเลบานอน ตลอดจน “กบฏฮูซีย์” ที่กำลังร่ายรำดาบเปื้อนเลือดบนแผ่นดินเยเมน หาใช่อื่นใดนอกจากการลอกเลียนแบบที่บิดเบี้ยวของ “สงครามตัวแทน” เท่านั้น

#ภูมิศาสตร์คือเวทีแห่งการคุกคาม

การเปลี่ยนเยเมนและเลบานอนเป็นฐานยิงขีปนาวุธที่เล็งเป้าไปยังมักกะฮ์ มะดีนะฮ์และริยาด ไม่ใช่พฤติกรรมของ “เพื่อนบ้าน” ด้วยประการทั้งปวง แต่เป็นสัญญานเถื่อนของ “จักรวรรดินักล่าที่กำลังรุกคืบ“ โดยมุ่งทำลายความศักดิ์สิทธิ์ของศูนย์กลางชาวสุนหนี่

#การทำลายล้างเมืองหลักของชาวสุนหนี่

สิ่งที่เกิดขึ้นในซีเรีย เยเมนและอิรักจากการทำลายล้างเมืองอดีตกระดูกสันหลังของประขาชาติอิสลามอย่างเป็นระบบ (อะเลปโป โมซุล ฟัลลูจาห์และศอนอา) และการกวาดล้างอัตลักษณ์และวัฒนธรรมอันเก่าแก่ของชาติที่เคยเป็นอู่อารยธรรมของโลก ไม่ใช่เป็น “ข้อผิดพลาดในสงคราม” แต่เป็นการแสดงออกของความแค้นฝังลึกทางนิกายที่มีเป้าหมายลบล้างองค์ประกอบของสุนหนี่ออกจากสมการการเมือง

ในเมื่อเมืองมรดกทางวัฒนธรรมอันเก่าแก่ถูกทำลายย่อยยับ ถามว่า อนุชนในอนาคตจะเชื่อมต่อกับอารยธรรมอันยิ่งใหญ่ในอดีตได้อย่างไร

#การคุมกำเนิดการตระหนักรู้ของประชาชาติอิสลาม

การพยายามโน้มน้าวชาวสุนหนี่ว่า “ศัตรูที่อยู่ไกล (อิสราเอล)” คือภัยคุกคามเพียงฝ่ายเดียว ขณะที่ “ศัตรูที่อาศัยอยู่ในเรือนร่างของเรา (อิหร่าน) คือ “อัศวินม้าขาวในฐานะผู้กอบกู้แต่เพียงผู้เดียว คือ “การปล้นชิงการตื่นรู้ทางภูมิรัฐศาสตร์” ของประชาชาติอย่างสมบูรณ์


ที่มา : https://www.facebook.com/photo/?fbid=10226273348699578&set=pb.1816673496.-2207520000

อีหร่าน : เพื่อนบ้านผู้ซื่อสัตย์หรือภัยคุกคามที่น่ากลัว [Ep.1]

บทสรุปของละครสั้น 50 วัน : ทำไมชาวซุนนีถึงไม่เข้าข้าง “ศึกของฝ่ายที่ขัดแย้งกัน”

ในโลกของการเมืองและสงครามอันปลิ้นปล้อน บางคนเคลิ้มกับวาทกรรม “ศัตรูของศัตรูคือมิตรของเรา” แต่ในตาชั่งแห่งหลักความเชื่อและวิจารณญาณ เรื่องนี้ต่างออกไปโดยสิ้นเชิง นี่คือเรื่องราวจากมุมจริง ห่างไกลจากเสียงตะโกนของคำขวัญอันจอมปลอม

1 • ตาชั่งทองคำ : หลักการ “ให้ผู้อธรรมตีกันเอง”

ตั้งแต่อดีต บรรดาปราชญ์อิสลามผู้ทรงธรรมสรุปท่าทีไว้ด้วยคำพูดสั้น ๆ แต่หนักแน่นดุจภูเขา ดังนี้

👉 ชัยคุลอิสลาม อิบนุตัยมียะฮ์ – ขออัลลอฮ์เมตตาท่าน – กล่าวว่า: เมื่อพวกมะญูซีย์ พวกชีอะฮ์รอฟิเฎาะฮ์และพวกยิวรบกัน จงขอบคุณอัลลอฮ์ที่ทรงให้มุสลิมพ้นจากพิษภัยของพวกเขา และจงวิงวอนต่ออัลลอฮ์ว่าอย่าให้ฟิตนะฮ์ของท่านอยู่ในฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเลย (อัลฟะตาวา อัลกุบรอ : 13/4)

👉 และนักหะดีษ อิมามอัลบานีย์ – ขออัลลอฮ์เมตตาท่าน – กล่าวว่า: ชาวซุนนีจะไม่ยืนเคียงข้างรอฟิเฎาะฮ์เพื่อต่อต้านยิว และไม่ยืนเคียงข้างยิวเพื่อต่อต้านรอฟิเฎาะฮ์

2 • เปิด “สมุดบันทึกแห่งการทรยศ” : อิหร่านทำอะไรกับประเทศอิสลามสุนหนี่บ้าง อิหร่านคือภัยคุกคามต่อภูมิรัฐศาสตร์ของชาติอาหรับอย่างไรบ้าง

สำหรับผู้ที่สงสัย: ทำไมต้องเฝ้าระวัง “อิหร่าน” และบรรดาเครือข่าย ลองดูแผนที่แล้วถามตัวเอง

ที่อิรักและอัฟกานิสถาน อิหร่านคือ “กุญแจไข” ที่ผู้ยึดครองอเมริกันใช้กุญแจดอกนี้แง้มประตูเข้ามา แถมยังสนับสนุนกองกำลังต่างชาติเพื่อทำลายอัตลักษณ์ของประชาชนเหล่านี้ ปัจจุบัน อัฟกานิสถานได้หลุดรอดจากกรงเล็บอันชั่วร้ายนี้ เหลือแต่อิรักผู้น่าสงสารที่ตกเป็นจังหวัดหนึ่งของเตหะรานโดยสมบูรณ์ไปแล้ว

ที่ซีเรียและเลบานอน: อิหร่านกลายเป็น “ดาบ” ที่คร่าชีวิตผู้คนนับแสนนับล้าน และเปลี่ยนเบรุตที่งดงามให้เป็น “ตัวประกัน” ในมือกองกำลังติดอาวุธ (หิซบุลลาต) ที่รับใช้ผลประโยชน์ของตนเท่านั้น แต่ด้วยความประสงค์ของอัลลอฮ์ ซีเรียรอดพ้นจากแผนร้ายนี้ เหลือแต่เลบานอนที่อยู่ยังอยู่ในฝันร้ายอันยาวนานภายใต้อุ้งมือมารของฮิสบุลลาต ผลผลิตชั้นพรีเมี่ยมจากเตหะราน

ที่เยเมนและแอลจีเรีย เชื้อไฟปฏิวัติของวิลายุตุลฟะกีฮ์ได้สนับสนุนรัฐประหารและความพินาศย่อยยับ เปลี่ยนความฝันของคนหนุ่มสาวให้แตกสลายบนซากปรักหักพัง และพยายามแทรกแซงความมั่นคงของประเทศแอฟริกาเหนือตั้งแต่ยุค 90 เยเมนในปัจจุบันยังหวาดผวากับฝันร้ายของกลุ่มฮูซีย์ ผู้ภักดีและได้รับท่อน้ำเลี้ยงอย่างดีจากเตหะรานเช่นเดียวกัน

ในปาเลสไตน์ เตหะรานใช้ “อัลอักศอ” เป็นเพียงแค่คำขวัญ เพื่อซื้อใจผู้คน และประกาศความเป็นฮีโร่ให้โลกรับรู้ ขณะเดียวกันกลับพยายามสร้างความแตกแยกในกลุ่มชาวปาเลสไตน์ และปลูกฝังพิธีกรรมแปลกๆ ของตนในกาซา

กองกำลังปฏิวัติอิหร่านไม่เคยมองชาวปาเลสไตน์ที่อาศัยในกรุงแบกแดดอยู่ในสายตาเลย แถมยังขับไล่พวกเขานับแสนคน เข่นฆ่าพวกเขาอย่างโหดเหี้ยม จำนวน 50 กว่าราย และยังยึดหมู่บ้านปาเลสไตน์ในกรุงแบกแดดให้เป็นที่อยู่อาศัยของกองกำลังทมิฬที่มาจากอีหร่าน

เช่นเดียวกันกับชาวปาเลสไตน์ที่ลี้ภัยที่เลบานอนก็มีชะตากรรมไม่แพ้กัน พวกเขาต้องหลบ ๆ ซ่อน ๆ จากสายตาอันเคียดแค้นของฮิสบุลลาตอยู่เสมอ

กลุ่มชนเหล่านี้หรือ ที่ชาวซุนหนี่ไว้วางใจให้ปกป้องชาวปาเลสไตน์และทวงคืนมัสยิดอักศอ

3 • สิ่งที่อยู่ใต้ผ้าคลุมสีดำ : ความจริงที่น่าตกใจเกี่ยวกับ “หลักความเชื่อ”

บางคนอาจถาม “แต่พวกเขาก็ละหมาดถือศีลอดนี่!” ความจริงล้ำลึกกว่านั้นมาก เราไม่ได้ฟัตวาพวกเขาโดยเหมารวมว่า มีฐานะเป็นกาฟิร แต่เราขอยืนยันว่าทั้งผู้รู้ นักการเมืองและประชาชนทั่วไปของพวกเขา มีพฤติกรรมและความเชื่อบางอย่างซึ่งมีเหตุจูงใจบางอย่างที่นำไปสู่ความเป็นกาฟิร ตัวอย่างเช่น

– มัสยิดและกุโบร์: ในเตหะราน ไม่อนุญาตให้สร้างมัสยิดของชาวซุนนีแม้แต่หลังเดียว แต่กลับมีโบสถ์และศาสนสถานของยิวอยู่ทุกที่ พวกเขาทำให้กุโบร์กลายเป็น “ศาสนสถาน” ที่ถูกเคารพบูชาแทนอัลลอฮ์

– สิ่งศักดิ์สิทธิ์: อ้างว่ารักท่านนบี ﷺ แต่กลับใส่ร้ายเกียรติของบรรดาภริยาของท่าน (มารดาแห่งศรัทธาชน) และด่าทอบรรดาเศาะฮาบะฮ์ผู้ถ่ายทอดศาสนามาให้เรา มิหนำซ้ำยังสร้างสุสานใหญ่โตเพื่อนเป็นเกียรติประวัติให้แก่ “อบูลุอ์ลุอะฮ์ อัลมะญูซีย์” มือสังหารอุมัร บิน อัลค็อฏอบ ถึงแม้จะมีฟัตวาห้ามด่าเศาะฮาบะฮ์จากอดีตผู้นำสูงสุดที่เสียชีวิต แต่โลกอิสลามเชื่อว่าเป็นเพียงตะกียะฮ์คำโต ที่ตั้งใจหลอกชาวซุนหนี่ผู้ไร้เดียงสาเท่านั้น มันไม่ทางได้รับการปฏิบัติในโลกแห่งความเป็นจริง

– อัลกุรอานและซุนนะฮ์ เชื่อว่าอัลกุรอาน “ถูกบิดเบือน” ปฏิเสธซุนนะฮ์ของท่านนบี ﷺ และการละหมาดการอิบาดะฮ์ของพวกเขาแตกต่างอย่างสิ้นเชิงจากสิ่งที่ท่านนบี ﷺ นำมา

– ด้านจริยธรรม: บัญญัติให้โกหกได้ในนามตะกียะฮ์ กินทรัพย์สินของผู้คน (คุมุส) โดยอธรรม และเผยแพร่สิ่งลามกภายใต้ชื่อการแต่งงานชั่วคราว – มุตอะฮ์

สิ่งเหล่านี้ ถือเป็นมูลเหตุที่นำไปสู่การเป็นกาฟิร ( ตกศาสนา) ไม่ว่าจะมาจากใครก็ตาม

4 • สงครามปัจจุบัน เป็นการช่วยเหลือศาสนาหรือไม่

สงครามครั้งนี้คือ #บททดสอบวิจารณญาณ มันเปิดเผยให้เราเห็นสิ่งต่อไปนี้

– ความอ่อนหัดของความตระหนักรู้ หลายคนปล่อยตัวไปตามอารมณ์ กระแสการโฆษณาชวนเชื่อและลืมหลักการที่มั่นคง

– ความสำคัญของการตื่นรู้ หากไม่มีความรู้ศาสนาที่ถูกต้อง สมองของเราจะถูกชักจูงได้ง่าย และกลายเป็นกระบอกเสียงให้แก่ระบอบวิลายะตุลฟะกีฮ์โดยไม่รู้ตัว

– ความเป็นเด็กอมมือของประชาขาติอิสลามโดยเฉพาะประเทศอ่าวที่กลายเป็นลูกไก่ในกำมือ บีบก็ตาย คลายก็รอด แต่ยังสนุกสนานกับการเป็นผู้ชมบนอัฒจรรย์ของการต่อสู้ของเหล่าเสือสิงห์กระทิงแรด ที่พวกมันอาจประลองฝีมือและพละกำลังตามโอกาสต่าง ๆ พอเป็นพิธี แต่เหยื่อที่พวกมันหมายปอง จ้องตาเป็นมัน หาใช่ใครอื่น นอกจากผู้ชมบนอัฒจรรย์นั่นเอง

#การกลั่นกรอง

นี่คือช่วงเวลาที่อัลลอฮ์จะแยกแยะคนจริงใจออกจากคนโกหก ผู้ที่ยึดซุนนะฮ์ของท่านนบี ﷺ ออกจากผู้ที่ไหลไปตามกระแสและปรากฏการณ์

👉👉 สรุปสั้น ๆ

สัจธรรมไม่ได้รับการช่วยเหลือด้วยความเท็จ ผู้ที่ทรยศต่อเศาะฮาบะฮ์และใส่ร้ายเกียรติของท่านนบี ﷺ จะไม่มีวันเป็นผู้พิชิตอัลอักศอได้ เรายืนอยู่กับความจริงไม่ว่าจะอยู่ที่ใด และเราขอปลีกตัวต่ออัลลอฮ์จากทุกคนที่ทำร้ายมุสลิมหรือบิดเบือนศาสนา

🤲 โอ้อัลลอฮ์ โปรดให้เราเห็นสัจธรรมเป็นสัจธรรม และประทานให้เราได้ปฏิบัติตามมัน และโปรดให้เราเห็นความเท็จเป็นความเท็จ และประทานให้เราได้ออกห่างจากมันด้วยเถิด


ที่มา : https://www.facebook.com/photo/?fbid=10226259331909167&set=pb.1816673496.-2207520000

ขอแสดงความยินดีแด่ชาวเปอร์เซีย (2)

1. เป็นหลักฐานที่ยืนยันถึงความประเสริฐของซัลมาน อัลฟารซีย์ ผู้ยอมแลกทุกอย่างแม้กระทั่งอิสรภาพของตนเอง ท่านต้องอดทนและยอมพบกับความยากลำบากที่ยาวนานกว่าค้นหาสัจธรรมจากเมืองเปอร์เซียสู่เมืองมะดีนะฮ์พร้อมศรัทธาต่อท่านนบี ตามปรากฏในประวัติศาสตร์

(อ่านเพิ่มเติมที่ ท่านซัลมาน อัลฟารซีย์)

เพราะดัชนีชี้วัดความประเสริฐในอิสลามมิได้อยู่ที่ชาติตระกูล ฐานะทางสังคมภาษาและสีผิว รูปร่างและหน้าตา แต่อยู่ที่ความยำเกรง (ตักวา)

2. การที่นบีพูดความประเสริฐของชาวเปอร์เซียว่าหากอีมาน (การศรัทธา) หรือ อัดดีน (ศาสนา) อยู่ที่ดาวลูกไก่ พวกเขาก็ต้องพยายามไขว่คว้ามัน ไม่ได้หมายความนบีเจาะจงอิหร่านในปัจจุบัน ทั้งในแง่ภูมิศาสตร์และประชากรศาสตร์ เพราะเปอร์เซียในอดีตคืออาณาจักรอันกว้างใหญ่ไพศาลที่ครอบคลุมพื้นที่เอเชียกลางทั้งหมดที่รวมถึง อัฟกานิสถาน คูรอซาน เตอร์กิสถานตะวันออกและตะวันตก อุซเบกิสถาน คาซาคัสถาน คีร์กีซสถาน อัสฟาฮานและดินแดนที่อยู่พ้นแม่น้ำออกซุส หรือที่เรียกว่า ทรานซอกเซียนา (ดู ทรานซอกเซียนา – Google Search https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%97%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%8B%E0%B8%AD%E0%B8%81%E0%B9%80%E0%B8%8B%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%99%E0%B8%B2 )

ณ ดินแดนแห่งนี้ คืออู่อารยธรรมและตักศิลาแห่งวิทยาทานอิสลามที่เจริญรุ่งเรืองในอดีต หลังจากนบีพูดประโยคดังกล่าวไม่ถึง 200 ปี ชาวเปอร์เซียในบริเวณดังกล่าวได้กลายเป็นเหล่าอัศวินผู้ยิ่งใหญ่ในทุกแขนงวิชาและศาสตร์อิสลาม ทั้งสาขาตัฟซีรกุรอาน หะดีษ ฟิกฮ์ ภาษาศาสตร์ สังคมศาสตร์ ดาราศาสตร์ วิทยาศาสตร์ประยุกต์ ฯลฯ

ใครบ้างที่ไม่รู้จักอบูฮามิดอัลฆอซาลีย์อัฏฏูซีย์

หากเอ่ยชื่อแค่ ซะมัคชะรีย์หรืออัรรอซีย์ อัลบุคอรีย์ มุสลิมหรือเจ้าของตำราสุนันทั้ง 6 สิบาวัยฮ์ อิบนุซินา ญาบิร์บินหัยยาน คุวาริซมีย์ อิบนุฮัยซัม ฟะรอบี เชื่อว่ามุสลิมทุกคนต้องรู้คูณูปการอันยิ่งใหญ่ต่ออิสลามของบรรพขนเหล่านี้ ที่แม้กระทั่งอิบนุค็อลดูน กล่าวว่า ศาสนาอิสลามถือกำเนิดจากประเทศอาหรับก็จริง แต่ผู้คอยปกป้อง เผยแพร่และถ่ายทอดความรู้กลับเป็นคนที่ไม่ใช่อาหรับ

(ดูส่วนหนึ่งอุละมาอฺหะดีษจากเมือคุรอซาน تصنيف علماء حديث مر خراسان – Google Search)

ว่ากันว่า ตำราต้นแบบของตัฟซีรอัลกุรอานมีประมาณ 42 ชื่อเรื่อง ในจำนวนนี้มี 23 ตัฟซีร ที่ผู้แต่งเป็นชาวเปอร์เซีย ( ดู تصنيف علماء تفسير القرآن من الفرس – Google Search)

ชาวปอร์เซียในอดีต ได้พิสูจน์คำพูดของนบีว่าเป็นความจริงมาแล้ว และพวกเขาได้ไขว่คว้าศาสนาและอีมานที่ติดอยู่บนดาวลูกไก่อย่างสำเร็จสมภาคภูมิ

พวกเขาต่างหากที่รับไม้ต่อปฏิบัติภารกิจเผยแพร่อิสลามที่สืบทอดจากบรรดาเศาะฮาบะฮ์ โดยเฉพาะบรรพบุรุษของพวกเขาท่านซัลมาน อัลฟาริซีย์ رضي الله عنه

ด้วยผลงานอันเยี่ยมยอดของพวกเขา ทั่วแว่นแคว้นเปอร์เซียได้รับอิสลามตามแบบฉบับของรอซูลุลลอฮ์ด้วยห่วงโซ่ที่ไม่เคยขาดตอนที่สืบทอดมาจากบรรดาเศาะฮาบะฮ์ยุคพิชิตเปอร์เซียปี ฮ.ศ. 14 ภายใต้การนำของท่านสพอัด บินอะบีวักก็อศ رضي الله عنه ในยุคสมัยเคาะลีฟะฮ์อุมัร อัลฟารูก رضي الله عنه

ถามว่า ชีอะฮ์อิมาม 12 ผู้ศรัทธาต่อวิลยะตุลฟะกีฮ์ที่รังสรรค์โดยโคมัยนีและสานต่อโดยคอเมเนอีในปัจจุบัน พวกเขาเคยภูมิใจกับบรรพชนเหล่านี้ที่เอ่ยมาข้างต้นไหม เริ่มตั้งแต่ยุคพิชิตเปอร์เซีย ไล่มาถึงยุคอิมามอะบูหะนีฟะห์ อิมามอัลบุคอรี มุสลิม และท่านอื่น ๆนับร้อยนับพัน

ถามว่าพวกเขาเคยมีความสัมพันธ์ในระดับใด มีตำรา หนังสือ บทเรียน หลักสูตรในห้องเรียนที่สอนอย่างเป็นทางการในทุกระดับชั้น หรือมีการบรรยายที่สะท้อนให้เห็นว่า พวกเขาภูมิใจและเป็นไม้ต่อที่สำคัญของบรรดาบรรพชนเหล่านั้นหรือไม่อย่างไร

ทำไมชีอะห์อิมาม 12 พากันเกลียดชังอุมัร อัลฟารูก ทั้ง ๆ ที่เป็นเคาะลีฟะฮ์ที่ทำให้อาณาจักรเปอร์เซียล่มสลาย

ทำไมพวกเขายกย่องผู้สังหารอุมัรว่าเป็นวีรบุรุษผู้กล้าหาญ พร้อมสร้างกุโบร์อย่างสวยงามในอิหร่าน ทั้ง ๆ ที่จอมสังหารคนนั้นปลิดชีพตัวเองตายที่มะดีนะฮ์ มีหลักฐานชิ้นไหนบ้างว่าศพของเขาถูกขนย้ายด่วนไปที่อิหร่านในสมัยนั้น


Mazlan Muhammad

ขอแสดงความยินดีแด่ชาวเปอร์เซีย (1)

1. ซูเราะฮ์มุฮัมมัด   โองการที่  38

هَا أَنْتُمْ هَؤُلَاءِ تُدْعَوْنَ لِتُنْفِقُوا فِي سَبِيلِ اللَّهِ فَمِنْكُمْ مَنْ يَبْخَلُ وَمَنْ يَبْخَلْ فَإِنَّمَا يَبْخَلُ عَنْ نَفْسِهِ وَاللَّهُ الْغَنِيُّ وَأَنْتُمُ الْفُقَرَاءُ  وَإِنْ تَتَوَلَّوْا يَسْتَبْدِلْ قَوْمًا غَيْرَكُمْ ثُمَّ لَا يَكُونُوا أَمْثَالَكُمْ

พึงรู้เถิดว่า พวกเจ้านี้แหล่ะคือ ชนชาติที่ถูกเรียกร้องให้บริจาคในหนทางของอัลลอฮ์ แต่มีบางคนในหมู่พวกเจ้าเป็นผู้ตระหนี่ ดังนั้นผู้ใดตระหนี่เขาก็ตระหนี่แก่ตัวของเขาเอง เพราะอัลลอฮ์เป็นผู้ทรงมั่งมี แต่พวกเจ้าเป็นผู้ขัดสน

และถ้าพวกเจ้าผินหลังออก พระองค์ก็จะทรงเปลี่ยนชนชาติอื่นมาแทนพวกเจ้า แล้วพวกเขาเหล่านั้นจะไม่เป็นเช่นพวกเจ้า

► สาเหตุแห่งการประทานโองการ

عَنْ أَبِي هُرَيْرَةَ، رَضِيَ اللَّهُ عَنْهُ، أَنَّ رَسُولَ اللَّهِ صَلَّى اللَّهُ عَلَيْهِ وَسَلَّمَ تَلاَ هَذِهِ الْآيَةَ :

‎{وَإِنْ تَتَوَلَّوْا يَسْتَبْدِلْ قَوْمًا غَيْرَكُمْ ثُمَّ لا يَكُونُوا أَمْثَالَكُمْ }،

‎فَقَالُوا: يَا رَسُولَ اللَّهِ،مَنْ هَؤُلاءُ الَّذِينَ إِنَّ تَوَلَّيْنَا اسْتُبْدِلُوا بِنَا ثُمَّ لا يَكُونُوا أَمْثَالَنَا؟

‎قاَلَ : فَضَرَبَ بِيَدِهِ عَلَى كَتِفِ سَلْماَنَ الْفاَرِسِيِّ ثُمَّ قاَلَ :  هَذَا وَقَوْمُهُ ، وَلَوْ كاَنَ الدِّيْنُ عِنْدَ الثُّرَياَّ لَتَناَوَلَهُ رِجاَلٌ مِنَ الْفُرْسِ

‎ تفسير ابن كثير  سورة محمد  /38

ท่านอะบีฮุร็อยเราะฮ์เล่าว่า :

แท้จริงท่านรอซูลุลลอฮ์ صلى الله عليه وسلم ได้อ่านโองการนี้ ((และถ้าพวกเจ้าผินหลังออก พระองค์ก็จะทรงเปลี่ยนชนชาติอื่นมาแทนพวกเจ้า แล้วพวกเขาเหล่านั้นจะไม่เป็นเช่นพวกเจ้า

พวกเขา(ซอฮาบะฮ์)กล่าวว่า  โอ้ท่านรอซูลุลลอฮ์  บรรดาพวกที่หากพวกเราผินหลังออก พระองค์ก็จะทรงเปลี่ยนชนชาติอื่นมาแทนพวกเรา แล้วพวกเขาเหล่านั้นจะไม่เป็นเช่นพวกเรา พวกเขาเหล่านี้เป็นใครหรือ ? นบี صلى الله عليه وسلم ได้ตบด้วยมือของท่านบนหัวไหล่ของท่านซัลมานอัลฟาริซี ต่อจากนั้นท่านกล่าวว่า  คือชายคนนี้และกลุ่มชนของเขา  และมาตรแม้นว่า ดีน(ศาสนาอิสลาม) อยู่ที่ดาวลูกไก่ บรรดาชายจากพวกเปอร์เซียก็จะไปคว้าเอามันลงมาให้ได้อย่างแน่นอน

(ดูตัฟสีร อิบนุกะษีร  อธิบายซูเราะฮ์มุฮัมมัด   โองการที่  38)

2. ซูเราะฮ์ญุมุอะฮ์  โองการที่  3

อัลลอฮ์ตะอาลาตรัสว่า

‎وَآَخَرِينَ مِنْهُمْ لَمَّا يَلْحَقُوا بِهِمْ وَهُوَ الْعَزِيزُ الْحَكِيمُ

และกลุ่มชนอื่น ๆ ในกลุ่มพวกเขาที่จะติดตามมาภายหลังจากพวกเขา และพระองค์เป็นผู้ทรงอำนาจ ผู้ทรงปรีชาญาณ

สาเหตุแห่งการประทานโองการ

‎عَنْ أَبِى هُرَيْرَةَ رضى الله عنه قَالَ كُنَّا جُلُوسًا عِنْدَ النَّبِىِّ – صلى الله عليه وسلم – فَأُنْزِلَتْ عَلَيْهِ سُورَةُ الْجُمُعَةِ ( وَآخَرِينَ مِنْهُمْ لَمَّا يَلْحَقُوا بِهِمْ ) قَالَ قُلْتُ مَنْ هُمْ يَا رَسُولَ اللَّهِ فَلَمْ يُرَاجِعْهُ حَتَّى سَأَلَ ثَلاَثًا ، وَفِينَا سَلْمَانُ الْفَارِسِىُّ ، وَضَعَ رَسُولُ اللَّهِ – صلى الله عليه وسلم – يَدَهُ عَلَى سَلْمَانَ ثُمَّ قَالَ « لَوْ كَانَ الإِيمَانُ عِنْدَ الثُّرَيَّا لَنَالَهُ رِجَالٌ – أَوْ رَجُلٌ – مِنْ هَؤُلاَءِ »

ท่านอะบีฮุร็อยเราะฮ์เล่าว่า :

พวกเรานั่งอยู่กับท่านนบี صلى الله عليه وسلم แล้วซูเราะฮ์อัลญุมอะฮ์ได้ถูกประทานลงมายังท่านว่า

((และกลุ่มชนอื่น ๆ ในกลุ่มพวกเขาที่จะติดตามมาภายหลังจากพวกเขา )) 

ฉันได้กล่าวว่า  พวกเขาคือใครหรือ โอ้ท่านรอซูลุลลอฮ์  ?

ท่านมิได้ให้คำตอบ จนเขาถามถึงสามครั้ง และในหมู่พวกเรามีซัลมานอัลฟาริซีอยู่ด้วย

ท่านรอซูลุลลอฮ์ صلى الله عليه وسلم ได้วางมือของท่านลงบนซัลมาน จากนั้นท่านกล่าวว่า 

หากแม้นว่า อีหม่าน(ความศรัทธา)อยู่ที่ดาวลูกไก่ บรรดาชาย หรือชายจากคนเหล่านี้จะไปคว้าเอามันมาอย่างแน่นอน

ดู ซอฮีฮุล บุคอรี / 4897, 4898  และซอฮี๊ฮมุสลิม / 6661 , 6662

จึงขอแสดงความยินดีและชื่นชมชาวเปอร์เซีย มา ณ โอกาสนี้


Mazlan Muhammad

ตุรเกียต้องการขับไล่ชาวเคิร์ดจริงหรือ

แสดงว่าหากยังไม่เข้าใจมโนทัศน์ของสิ่งใด เขาไม่สมควรตัดสินในสิ่งนั้น

วงกลมมี 360 องศา อย่าตีความวงกลมแค่องศาแรกที่พบเจอ

เหรียญมีสองด้าน อย่าริอ่านแค่ด้านเดียว แล้วไปตัดสินเหรียญนั้นอย่างมั่วซั่ว

เคิร์ดกับตุรเกียในปัจจุบันคือ 2 ชาติพันธุ์ที่ได้คลุกเคล้าเป็นชาติเดียวกันภายใต้การสร้างชาติมาอย่างยาวนาน

ชาวตุรเกียบางคน ยังแยกไม่ออกด้วยซ้ำว่าตัวเองมีชาติพันธุ์ดั้งเดิมเป็นเคิร์ดหรือเติร์กกันแน่ เพราะได้รับการหลอมรวมด้วยวัฒนธรรมอิสลามมานับพันปี

คณะรัฐบาลตุรกีชุดปัจจุบัน ก็แทบแยกกันไม่ออกว่าใครเป็นเติร์กใครเป็นเคิร์ด

แต่เมื่อตุรเกียถูกปกครองโดยผู้นำลัทธิเซคิวล่าร์ชาตินิยม และสถาปนาตัวเองเป็นบิดาของเติร์ก มองชาติพันธุ์อื่นเป็นแค่ราษฎรชั้น 2 หรือ 3  ชาวเคิร์ดจึงถูกปล่อยใช้ชีวิตไปตามยถากรรม ห่างไกลจากกงล้อแห่งการพัฒนาและความเจริญ ถูกทอดทิ้งลอยแพมาอย่างยาวนาน

ทำให้ชาวเคิร์ดไม่มีสหายร่วมชีวิตนอกจากภูเขา ทะเลทรายและกระแสลม

เป็นเหตุให้ชาวเคิร์ดส่วนหนึ่งถูกครอบงำด้วยพลวัตรแห่งความถดถอย 3 ประการคือยากจนแ ไร้การศึกษาและห่างไกลจากคำสอนของศาสนา จนกระทั่งถูกอุดมการณ์คอมมิวนิสต์คลั่งชาติมาครอบงำ  ลูกหลานของจอมทัพเศาะลาฮุดดีน ผู้พิชิตมัสยิดอักศอในอดีตต้องกลายเป็นอนุชนที่ไม่เหลือเค้าของความเป็นมุสลิมยกเว้นเพียงแค่ชื่อ แม้กระทั่งหัวหน้าพรรคแรงงานเคิร์ดในตุรกี (PKK)  ที่มีอุดมการณ์นิยมลัทธิมาร์ก ก็ยังมีชื่อติดตัวว่าอับดุลลอฮ์ โอคาแลน  (เว้นแต่ผู้ได้รับความโปรดปรานจากอัลลอฮ์)

PKK ในตุรเกียในความเป็นจริงคือลาโง่ที่รับใช้ผู้นำชาตินิยมตุรกียุคก่อน พวกเขาจึงไม่ใช่เป็นตัวแทนของชาวเคิร์ดโดยส่วนใหญ่ และไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ กับผลประโยชน์ของชาวเคิร์ดในตุรกี

น่าแปลกที่พรรคสาธารณรัฐประชาชนแห่งตุรกี (CHP) ในขณะเรืองอำนาจ พวกเขาไม่เคยให้ความสำคัญในการพัฒนากลุ่มชาติพันธุ์เคิร์ด หนำซ้ำปล่อยให้ชาวเคิร์ดใช้ชีวิตอย่างพลเมืองชั้น 2 หรือ 3 แต่เมื่อกลับเป็นผู้นำฝ่ายค้าน พวกเขากลับจับมือกับ PKK ก่อเหตุร้ายทั่วตุรเกียอย่างต่อเนื่องและรุนแรง  โดยที่ชาวเคิร์ดส่วนใหญ่แทบไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใด ๆ

ที่น่าแปลกยิ่งกว่าคือ พรรคประชาธิปไตยเคอร์ดิสถานแห่งซีเรีย (PDK-S)

และพรรคประชาธิปไตยเตอร์กิสถานแห่งอิรัก ( PDK-I)

ที่วางกำลังตามตะเข็บชายแดนของตุรเกียยาวนับร้อย ๆ กม. นั้น พวกเขามีชื่อโก้หรูว่า พรรคประชาธิปไตย แต่ในความเป็นจริงมีอุดมการณ์นิยมลัทธิมาร์กอย่างหัวชนฝา ผู้นำของพรรคนี้มีชื่อว่ามัสอูด มุสตะฟา หรืออับดุลลอฮ์ตามชื่อมุสลิมปกติ แต่เนื้อในกลับศรัทธาต่อลัทธิคอมมิวนิสต์ที่ปฏิเสธพระเจ้าอย่างสิ้นเชิง

ทั้ง  CHP, PKK, PDK-S และ PDK-I  คือ 4 in 1 ที่ใช้ยุทธวิธีแยกกันเดินแล้วรวมกันตี โดยมีเป้าหมายร่วมคือสั่นคลอนชาติตุรเกีย หลังจากตุรเกียถูกเปลี่ยนขั้วอำนาจใหม่ในยุคแอร์โดอาน ทั้ง ๆที่ก่อนหน้านี้ พวกเขาได้รับการเลี้ยงดูปูเสื่ออย่างดีจากรัฐบาลเซคิวล่าร์ใฝ่ซ้าย

พวกเขาต่างกันแค่ชื่อ แต่มีอุดมการณ์ร่วมกันคือใฝ่คอมมิวนิสต์และเกลียดชังอิสลาม มีศัตรูอันเดียวกันคือรัฐบาลตุรเกียยุคแอร์โดอาน  มีเป้าหมายอันเดียวกันคือโค่นหรือสั่นคลอนรัฐบาลแอร์โดอาน และมีผู้สนับสนุนจากแหล่งอันเดียวกันคือชาติยุโรปและเมกา

ท่านผู้อ่านอาจแปลกใจยิ่งกว่านี้ หากรู้ว่าผู้สนับสนุนหลักของ PDK-S ที่น่าจะเป็นภัยต่อความมั่นคงของซีเรีย แต่กลับเป็นระบอบบัชชาร์เสียเอง

และจะแปลกใจเพิ่มเป็นเท่าตัว หากรู้ว่า เหตุผลที่พวกเขามีชื่อว่าพรรคประชาธิปไตย ก็หาใช่เป็นอื่นนอกจากเป็นฉากลวงโลกเพื่อเปิดทางให้ได้รับการสนับสนุนทั้งอาวุธและกำลังพลจากประเทศยุโรปทั้งทวีป โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศพี่เบิ้มอย่างเมกา ที่เป็นท่อน้ำดลี้ยงอย่างดีให้แก่ PDK-I

 ประเทศที่เลื่อมใสในระบอบประชาธิปไตยและบูชาเทพีเสรีภาพ แต่กลับสนับสนุนพรรคคอมมิวนิสต์และก่อการร้ายทั่วตุรเกีย เขาทำเพื่ออะไรกันหนอ

หากจำกันได้ กลุ่มประเทศยุโรปและเมกา ต่างมีความสัมพันธ์ลึกซึ้งกับกลุ่ม IS ที่แผลงฤทธิ์กระฉ่อนโลกเมื่อ 1 ทศวรรษที่ผ่านมา

ท่านผู้อ่านถึงบางอ้อรึยังครับ

หากยังไม่ถึง ค่อยว่ากันใหม่ใน ep. ต่อไป

โปรดติดตามครับ


โดย Ibnu Desa

ฉันจะขว้างด้วยไม้เท้าของซินวาร์

คำกล่าวนี้ใช้เมื่อ : “หากคุณไม่มีพลังเพียงพอที่จะต่อต้านศัตรูของคุณ แต่คุณได้ทุ่มเทความพยายามอย่างสุดความสามารถ ด้วยลมหายใจสุดท้าย และไม่ยอมจำนนต่อความอ่อนแอและความหมดหวังของคุณ”

ที่มาของสุภาษิตนี้ตามที่เป็นที่รู้จักคือ มีนักรบกล้าหาญคนหนึ่งชื่อ ยะห์ยา ซินวาร์ ที่ต่อสู้กับศัตรูของเขา เขาจุดประกายความกล้าหาญในหมู่พวกพ้องจนทำให้ศัตรูนอนไม่หลับ พวกเขาคอยจองล้างจ้องผลาญเขา จนกระทั่งวันหนึ่งเขาต้องต่อสู้กับกองทัพศัตรูตามลำพัง

ในการต่อสู้นั้น เขาถูกยิงด้วยกระสุนปืนจากศัตรูที่ซุ่มโจมตี ทำให้เขาบาดเจ็บสาหัส แต่เขาก็ยังคงต่อสู้ แม้เสื้อผ้าจะขาดวิ่น เขานั่งบนเก้าอี้พิงผนังด้วยความกล้าหาญเหมือนวีรบุรุษในประวัติศาสตร์ จนกระทั่งเขาเห็นโดรนของศัตรูบินผ่านมา เขาจึงขว้างไม้เท้าที่เขาพึ่งพาใส่มัน เพื่อเป็นสัญลักษณ์แห่งการต่อสู้จนวินาทีสุดท้าย

สุภาษิตนี้แสดงถึงความกล้าหาญและความมุ่งมั่นในการต่อสู้จนถึงที่สุด แม้จะอยู่ในสถานการณ์ที่เสียเปรียบหรือยากลำบากแค่ไหนก็ตาม

#บทเรียนที่ได้จากสุภาษิตนี้

1. อย่าขอความเห็นใจจากศัตรู

2. หวังดีกับอัลลอฮ์เสมอและไม่เคยหมดหวังในความโปรดปรานของพระองค์

3. มุสลิมควรมุ่งมั่นสรรหาเหตุปัจจัยแห่งชัยชนะ ถึงแม้จะอยู่ในสถานการณ์ยากลำบากเพียงใดก็ตาม เขาจะต้องดิ้นรนต่อสู้ถึงแม้ด้วยไม้เท้าที่ดูเหมือนไร้ค่า

4. สภาพที่อ่อนแอและล้มเหลวของประชาขาติมุสลิมจำนวน 2 พันล้านคนที่ปล่อยให้พี่น้องปาเลสไตน์ต้องต่อสู้ตามลำพังด้วยไม้เท้า

5. ไม้เท้าของนบีมูซาได้เป็นเครื่องมือสำคัญในการช่วยเหลือบนีอิสรออีลในอดีต เราหวังว่า ไม้เท้าของซินวาร์จะเป็นปฐมเหตุของการล่มสลายของรัฐบาลฟิรเอาว์นที่ป่าเถื่อนที่สุดในโลกขณะนี้

6. ประชาขาติมุสลิมทุกคนควรต้องรับไม้เท้าของซินวาร์ที่ขว้างใส่โดรนของศัตรู เพื่อสานต่อภารกิจอันสูงส่งนี้ ด้วยหัวใจที่มุ่งมั่นและเปี่ยมศรัทธาว่า ชัยชนะจะต้องเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ยำเกรงตามที่พระองค์สัญญา


Ibnu desa

Ramadan Abu Jazar : เด็กน้อยมหัศจรรย์แห่งเมืองราฟาห์

#เด็กน้อยมหัศจรรย์แห่งเมืองราฟาห์

…….

เกิดปี 2014 ในสถานการณ์สมรภูมิอันโหดร้าย

สงครามได้ฉุดคร่าชีวิตในวัยเด็กของเขา

บิดาของเขาตั้งชื่อรอมฎอน เพราะในวันที่เขาลืมตาดูโลก มีชัยค์ฮาฟิศที่ราฟาห์คนหนึ่งเสียชีวิต

ท่ามกลางความยากลำบาก

เขามีพ่อแม่ที่คอยเลี้ยงดูอย่างดี

เขาท่องจำอัลกุรอานแล้ว 13 ญุซ

ท่องจำ 40 หะดีษอันนะวะวีย์

อ่านหนังสือและเรื่องเล่ากว่า 1,500 เล่ม

ท่องจำบทกลอนอาหรับอย่างคล่องแคล่ว

จนกระทั่งกลายเป็นกวีน้อยสุดอัศจรรย์บนโลกโชเชี่ยล

โดยเฉพาะการเล่าเรื่องของความโหดร้ายของสงครามฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ โดยมีซากปรักหักพังของอาคารเป็นฉากหลัง ในสงครามล่าสุดจากปฏิบัติการพายุแกร่งแห่งอักศอ

จนเข้าตารัฐบาลกาตาร์ ที่เชิญเขาและครอบครัวอพยพให้อยู่ในความดูแลของรัฐบาลกาตาร์ เพื่อความปลอดภัยจากการโดนถล่มหรือถูกลอบสังหารเหมือนเพื่อน ๆ ของเขานับหมื่นราย

ที่กาตาร์เด็กน้อยคนนี้คือโฆษกของเด็ก ๆ ชาวปลสต. ที่ช่วยถ่ายทอดความยากลำบากของพวกเขาให้ชาวโลกได้รับรู้

ในรายการทีวีช่องหนึ่ง เขาบอกว่า ประสบการณ์ที่ยากลำบากที่สุดในชีวิตเขาคือ ช่วงที่ต้องพรากจากคนที่เขารัก ซึ่งมีจำนวนมากกว่า 160 ชีวิต

“ประสบการณ์อันเลวร้ายที่สุดของผมคือ เมื่อต้องอพยพหนีความตายจากบ้านหนึ่งสู่บ้านหนึ่ง แต่ก็ยังโดนไล่ล่าตลอดเวลา ไม่มีที่ปลอดภัยสำหรับพวกเราที่ GZ ขณะที่ผมถ่ายทำคลิป ผมก็ไม่แน่ใจว่า เมื่อไหร่เราจะโดนถล่มเหมือนเพื่อน ๆ ที่ล่วงหน้าไปแล้ว”

“ผมไม่คิดที่จะออกจากบ้านเกิดเมืองนอนของผมเลย มันเป็นการตัดสินใจที่ลำบากมาก เพราะผมรู้ว่านี่คือแผ่นดินอันเป็นกรรมสิทธิ์ของผม ไม่มีคนไหนที่จะมาแย่งดินแดนแห่งนี้จากพวกเราได้ เราจะยืนหยัดต่อสู้ต่อไป”

เด็กน้อยที่เติบโตในสถานการณ์ที่มีความยากลำบากเช่นนี้ แทนที่จะเลือกใช้ชีวิตในมุมมืด แต่ด้วยตวามอัจฉริยะและการอบรมที่ดี بعد التوفيق من الله ทำให้เขากลายเป็นหนูน้อยที่โด่งดังที่สุดขณะนี้ จนกระทั่งรายการ سواعد الإخاء หนึ่งในรายการทีวีที่รวบรวมบรรดาอุละมาอฺชั้นแนวหน้าในโลกอิสลามออกรายการตามความเชี่ยวชาญของแต่ละคนได้เชิญเด็กน้อยคนนี้เข้ารายการ แต่เนื่องจากสถานการณ์ขณะนั้นไม่เอื้ออำนวย เขาจึงส่งคลิปบรรยายความแร้นแค้นและข้อจำกัดต่าง ๆ ในพื้นที่โดยใช้ภาษาอาหรับอันสละสลวยสอดแทรกด้วยกลอนอาหรับที่เขาประพันธ์จากใจถึงใจจนกระทั่งสะกดห้องประชุมให้เงียบกริบพร้อมน้ำตาคลอเบ้าของบรรดาชัยค์ที่เข้าร่วมสัมมนา คล้อยตามด้วยเสียงชื่นชมของเหล่าอุละมาอฺระดับโลกที่ยอมรับถึงความมหัศจรรย์ของอัจฉริยภาพเด็กน้อยคนนี้

……..

#ดูคลิปเพิ่มเติม

ช่วงเวลาสุดประทับใจกับขัยค์อิสมาอีล ฮานียะฮ์

https://www.facebook.com/share/r/sNjXTuK9mWvpVRG6/?mibextid=Mk4v2M

ได้รับเชิญบรรยายต่อหน้าแขกผู้ใหญ่ในกาตาร์

คลิปเล่าเรื่องGZ ต่อหน้าอุละมาอฺระดับโลก

เล่าเรื่องจากGZ

เป็นแขกรับเชิญในรายการทีวีอัลจาซีร่าห์ กาตาร์

ยะห์ยาซินวาร์ ผู้นำหะมาสคนใหม่

▪️ถือกำเนิดที่ศูนย์อพยพคอนยูนุส ปี 1962 ท่ามกลางสภาพอันยากลำบาก

▪️บัณฑิตสาขาภาษาอาหรับจากมหาวิทยาลัยอิสลามกาซ่า เป็นนักกิจกรรมที่เคลื่อนไหวและมีบทบาททางสังคมตั้งแต่นั้นมา

▪️เริ่มต้นเคลื่อนไหวต่อต้านการยึดครองตั้งแต่ต้นปี 1980

▪️เป็นผู้ริเริ่มจัดตั้ง “หน่วยพิทักษ์ความมั่นคงและการดะวะฮ์” เพื่อกวาดล้างขบวนการหนอนบ่อนไส้ในปาเลสไตน์ จนหมดพิษสง

▪️ถูกจับกุมครั้งแรกในปี 1982 เป็นเวลาหลายเดือน

▪️ถูกจับกุมครั้งที่สองในปี 1988 และถูกตัดสินจำคุกตลอดชีวิต 4 ครั้ง

▪️ใช้ชีวิตในคุกนานถึง 23 ปีโดยถูกขังเดี่ยวนานถึง 4 ปี

▪️ตลอดการใช้ชีวิตในคุก เขาเริ่มเรียนภาษาฮิบรูจนชำนาญทั้งฟัง พูดและเขียนพร้อมรับหน้าที่เป็นผู้นำผู้ต้องขังชาวหะมาสในคุกอิสราเอล

▪️แต่งตำราและแปลหนังสือหลายเล่มโดยเฉพาะหนังสือ “หะมาส : ประสบการณ์และข้อผิดพลาด” ที่เขาได้เขียนในคุกตามประสบการณ์และปฏิสัมพันธ์กับเจ้าหน้าที่ยิวในระดับต่าง ๆ

▪️หนังสือเล่มนี้เปรียบเสมือนกองทัพมดที่ขนถ่ายความรู้ในมุมมืดของคุกอิสราเอลให้สาธารณชนรับทราบ

▪️ได้รับอิสรภาพในปี 2011 ในโครงการข้อตกลงแลกเปลี่ยนตัวประกันที่หะมาสยอมปล่อยตัวนายญัลอาด ชาลีต ทหารยิวที่ถูกจับกุม 1 คน แลกกับนักโทษปาเลสไตน์จำนวน 1,027 คน

▪️ได้รับการเลือกตั้งเป็นกรรมการบริหารพรรคหะมาส ในปี 2012

▪️ได้รับการเลือกตั้งเป็นประธานพรรคหะมาสประจำกาซ่าในการเลือกตั้งภายในปี 2017

▪️รัฐบาลอิสราเอลถือว่าอบูอิบรอฮีม ยะห์ยา ซินวาร์คนนี้คือวิศวกรตัวจริงของปฏิบัติการพายุแกร่งแห่งอักศอ ซึ่งถือเป็นการปฎิบัติการที่สร้างความเสียหายมากที่สุดในประวัติศาสตร์การสงครามของอิสราเอล

▪️อิสราเอลประกาศว่าการกำจัดคนนี้ถือเป็นเป้าหมายหลักของสงครามครั้งนี้

▪️7 สิงหาคม 2024 แกนนำหะมาสลงมติเป็นเอกฉันท์แต่งตั้งนายยะห์ยา ซินวาร์ เป็นประธานหะมาส แทนนายอิสมาอีล ฮานียะห์ ที่ถูกลอบสังหารจนได้รับชะฮีด เพื่อยืนยันว่าการลอบสังหารผู้นำ ไม่สามารถสั่นคลอนขบวนการต่อสู้แม้แต่น้อย


ทีมข่าวต่างประเทศ

ระหว่างก้อนกรวดกับเพชรในตม

แทบกล่าวได้ว่า ในระยะเวลาดังกล่าว คืนวันไม่เคยผันผ่าน เว้นแต่เราจะได้ยินจากชายคนนี้ว่า قال الله وقال الرسول

(อัลลอฮ์กล่าวว่า นบีกล่าวไว้)

ผมเผ้าจากสีดำสนิท ปัจจุบันกลายเป็นสีขาวไปตามกาลเวลา เรี่ยวแรงที่เคยหนุ่มแน่น ปัจจุบันอาจร่วงโรยไปบ้างตามอายุขัย แต่สิ่งหนึ่งที่ไม่เคยแปรเปลี่ยนจากชายผู้นี้คือความมุ่งมั่นทำงานเพื่อความสูงส่งของอิสลามและสังคมมุสลิมชนิดต้องแข่งขันกับเวลาแทบทุกวัน

ومن شاب شيبة في الإسلام، كُتب له بها حسنة، وحُطّ عنه بها خطيئة، ورُفِع له بها درجة) رواه ابن حبان وحسنه الألباني.

(ผู้ใดที่มีผมหงอกในอิสลามเพียงเส้นเดียว เขาจะได้รับด้วยผมหงอกเส้นนั้น 1 ความดี และถูกลบล้างความผิด 1 กระทง พร้อมได้รับการยกระดับอีก 1 ชั้น)

เขาคือนักพรตยามค่ำคืน และอัศวินภาคกลางวันที่สามารถจับต้องได้ ตั้งแต่สมัยเป็นนักศึกษาจวบจนถึงวัยเลยเกษียณ ถึงขนาดแอดได้ยินเสียงพึมพำจากคนใกล้ชิดว่า ไม่รู้ไปเอาเรี่ยวแรงมาจากไหน

ผู้เขียนเคยคิดคนเดียวว่า หากทำทน้าที่แทนเขาเพียงแค่รับโทรศัพท์รายวันแค่งานเดียว ผู้เขียนคงประสาทแดกแล้ว

ยังไม่รวมงานรับแขกที่เริ่มต้นจากตาสีตาสาไปจนถึงแขกผู้หลักผู้ใหญ่ทุกระดับและวงการ งานประชุมติดตามภารกิจ การเดินทางทั้งในและต่างประเทศ งานวิชาการ งานสอน บรรยายและแต่งตำรา เวทีนำเสนอผลงานวิชาการ งานรับเชิญทั้งงานราษฎร์งานหลวง แม้กระทั่งหน้าที่ในครอบครัวในฐานะสามี คุณพ่อ คุณตาคุณปู่และอาบีของลูกศิษย์ที่กระจัดกระจายไปเต็มบ้านเต็มเมือง

น่าแปลก ที่บางคนในสังคมนี้ โดยเฉพาะกลุ่มชนที่ยังไม่สิ้นกลิ่นน้ำนม ไม่รู่ว่าพวกเขาไปสะสมความอาฆาตแค้นมาจากไหน เขาไปรับพิษร้ายของความรู้มาจากแหล่งใด ถึงได้ใช้วาจาสถุลจาบจ้วงชายชราอายุกว่า 73 ปี ผู้นี้เหมือนไม่เคยอ่านและเรียนรู้หะดีษที่นบีพูดถึงเรื่องราวของผู้ล้มละลายในวันอาคิเราะฮ์บ้างเลย

หากเขาคือชายชราปกติทั่วไป คนที่จาบจ้วง ใส่ร้ายเขา ก็แทบไม่รู้จะชดใช้อย่างไร ณ อัลลอฮ์แล้ว แต่หากเขาเป็นบุคคลที่เป็นที่รักยิ่ง ณ อัลลอฮ์ ชีวิตของคน ๆ นั้นไม่มีทางได้ดิบได้ดีทั้งดุนยาแล้วอาคิเราะฮ์

หะดีษกุดซีย์รายงานโดยอิมามบุคอรี / 6502

 إن اللَّهَ قالَ: مَن عادَى لي وَلِيًّا فقَدْ آذَنْتُهُ بالحَرْبِ

ความว่า : อัลลอฮ์กล่าวว่า ผู้ใดที่ทำศัตรูกับคนที่ข้ารัก (วะลีของข้า) แน่นอนข้าจะประกาศสงครามกับเขา

ผู้เขียนขอนะศีฮัตแก่มนุษย์ประเภทนี้ให้เตาบัตและยำเกรงอัลอฮ์มากที่สุดและให้เร็วที่สุด หากยังไม่สำนึก ก็คงไม่มีอะไรจะกล่าวนอกจากคำว่า قل موتوا بغيظكم

( จงกล่าวเถิดโอ้มูฮัมมัด พวกท่านจงตายพร้อม ๆ กับความอาฆาตแค้นของพวกท่านเถิด)

เราเป็นสังคมที่คุ้นชินกับก้อนกรวด จึงไม่รู้คุณค่าของเพชรในตม  เรามักให้ค่าสิ่งไร้สาระ เราจึงไม่สามารถประเมินสิ่งที่มูลค่าหมื่นล้านได้ การอุปมาดั่งกิ้งก่าได้ทอง อาจดูน้อยไปสำหรับคนบางประเภทในสังคมนี้

ขอสาบานด้วยนามของอัลลอฮ์ หากกลุ่มชนเหล่านั้นได้รับโอกาสหรือคำยกย่องสดุดีจากผู้รู้และนักเคลื่อนไหวอิสลามทั่วโลกเหมือนที่เขาได้รับ แม้เพียงครั้งเดียว เชื่อว่า พวกเขาจะต้องไปอวดอ้างสรรพคุณตัวเองไปตลอดชีวิต  ดีไม่ดีอาจบันทึกความทรงจำนี้ในกรอบสีทองด้วยซ้ำ

เขาคือนักต้มตุ๋นหลอกลวง แต่เขาคือคนที่ชาติอาหรับและโลกอิสลามไว้ใจ เชื่อใจและภูมิใจมากที่สุด แม้กระทั่งวันเวลาผ่านไปกว่าครึ่งศตวรรษแล้ว

อาหรับทั้งชาติสิ้นคิดถึงขนาดไปไว้วางใจนักต้มตุ๋นระดับโลกให้บริหารโครงการระดับพันล้านนานนับครึ่งศตวรรษเชียวหรือ

เราเคยเห็นคนหลอกลวงที่ไหนในโลกนี้ที่ได้รับเชิญเป็นแขกพิเศษของกษัตริย์ 5-6 ประเทศ

เราเคยเห็นผู้ก่อการร้ายอันดับ 1 ของอาเซียน ที่ได้รับพระบรมราชโองการแต่งตั้งเป็นสนช. อะมีรุ้ลฮัจญ์ ที่ปรึกษาประธานรัฐสภา ที่ปรึกษาจุฬาราชมนตรี ฯลฯ บ้างไหม

ยังไม่รวมตำแหน่งต่าง ๆ ในระดับโลก ที่หลาย ๆ คนแทบไม่มีโอกาสและไม่กล้าคิดแม้กระทั่งจะเพ้อฝัน

เขาคือผู้จุดประกายความแตกแยก สร้างความปั่นป่วนในสังคม แต่ในขณะเดียวกัน เขาได้รับความไว้เนื้อเชื่อใจจากทุกฝ่าย ทั้งภาคเอกชนหรือภาครัฐ องค์กรศาสนา แวดวงวิชาการ การเมืองหรือภาคประชาสังคม

เขาไม่เคยวิ่งเต้น ร้องขอตำแหน่ง แต่ดูเหมือนว่าทุกตำแหน่งเหมาะสมและวิ่งสู่ไปหาเขาในทุกโอกาส

สิ่งที่น่าทึ่งคือ เราไม่เคยได้ยินวาจาสถุลหลุดออกจากปากชายคนนี้ทั้งคำพูดหรือข้อเขียน เขาพูดอยู่เสมอว่า ปรบมือข้างเดียว ไม่ดังหรอก ปล่อยให้เขาปรบมือต่อยลมข้างเดียวไปเถอะ เราอย่าไปบ้าจี้ตาม

แต่ที่น่าทึ่งยิ่งกว่า เขาสามารถอบรมสั่งสอนลูกศิษย์ลูกหาและสหายร่วมอะกีดะฮ์ไม่ให้ตกหลุมพรางในพฤติกรรมถ่อยเถื่อนนี้ เขาเตือนสติผู้ใกล้ชิดตลอดว่า “ต่างคนต่างทำหน้าที่ก็แล้วกัน”

เขาพูดเสมอว่า การให้เกียรติคนอื่น ไม่ได้แสดงว่าเราชอบพอเขาเสมอไป แต่มันแสดงถึงการได้รับการตัรบียะฮ์(การอบรมสั่งสอน) ที่ดี ดังนั้นท่านทั้งหลายจงมีมารยาทดีต่อผู้อื่น ถึงแม้พวกท่านไม่ชอบพอคนนั้นก็ตาม

ทำให้ผู้เขียนนึกถึงสำนวนโวหารอาหรับท่อนหนึ่งขึ้นใจ

القافلة تسير والكلاب تنبح

กองคาราวานจะเดินไปโดยไม่หยุดหย่อน

ฝูงสุนัขก็จะเห่าหอนอย่างไม่หยุดยั้ง

หะดีษท่อนหนึ่งกล่าวว่า

اعملوا فكل ميسر لما خلق له

จงปฏิบัติอะมั้ลกันเถิด เพราะแต่ละคน จะถูกปล่อยให้ปฏิบัติกิจโดยง่ายดาย จากสิ่งที่เขาถูกสร้างมาเพื่อกิจนั้น

หากเขาถูกสร้างมาเพื่อเป็นชาวสวรรค์ เขาจะปฏิบัติกิจของชาวสวรรค์อย่างง่ายดาย

เช่นเดียวกันกับ หากเขาถูกสร้างมาเพื่อเป็นชาวนรก เขาก็จะปฏิบัติกิจของชาวนรกได้อย่างคล่องแคล่วเช่นกัน  نعوذ بالله من ذلك

ต่างคนต่างมีหน้าที่ประจำจริง ๆ

สนใจศึกษาประวัติชายผู้นี้เชิญอ่านหนังสือเล่มนี้ได้

สนใจติดต่อทางเพจ Mazlan Muhammad หรือ Theustaz.com


โดย Mazlan Muhammad