คุณรู้จักซอมบี้ดีแค่ไหน

ในความเข้าใจของคนทั่วไปบนโลกใบนี้ ไม่เว้นแม้กระทั่งประชาชาติมุสลิม ซอมบี้ (Zombie) คือสิ่งมีชีวิตที่ตายแล้วฟื้นใหม่พร้อมความดุร้าย ซอมบี้คือตัวแสดงในสื่อบันเทิงแนวสยองขวัญและจินตนิมิต คำนี้มาจากนิทานพื้นบ้านชาวเฮติที่ว่าซอมบี้เป็นศพคนตายที่กลับมามีชีวิตด้วยวิธีการต่าง ๆ ส่วนใหญ่มาจากเวทมนตร์ การพรรณนาถึงซอมบี้ในสมัยใหม่ไม่จำเป็นต้องเกี่ยวข้องกับเวทมนตร์ แต่มักใช้วิธีการทางวิทยาศาสตร์ เช่นการแผ่รังสี โรคทางจิต ไวรัส อุบัติเหตุทางวิทยาศาสตร์ เป็นต้น

คำว่า “zombie” ในภาษาอังกฤษ บันทึกครั้งแรกในปี ค.ศ. 1819 ในประวัติศาสตร์ของประเทศบราซิล ซึ่งคือที่มาของเรื่องราวที่น่าศึกษาอย่างยิ่ง โดยเฉพาะประชาชาติมุสลิม

ความจริงซอมบี้คือวีรบุรุษมุสลิมที่สถาปนาอาณาจักรอิสลามที่บราซิล มีชื่อเดิมว่า JanJa Zombie ผู้สถาปนารัฐอิสลามที่บราซิล หลังจากที่กองทัพโปรตุเกสได้ยึดครองบราซิลและประเทศอิสลามชายฝั่งแอฟริกาภาคตะวันตกในช่วงปีค.ศ. 1539 กองทัพนักล่าอาณานิคมได้ทำให้ชาวแอฟริกันกลายเป็นทาสรับใช้และปล้นสะดมทรัพยากรกลับสู่ประเทศของตน

ท่ามกลางการกดขี่ทารุณและฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ที่โหดเหี้ยมที่สุด มีวีรบุรุษมุสลิมชาวแอฟริกันคนหนึ่งนามว่า JanJa Zombie ในปีค.ศ. 1775 ได้ลุกขึ้นเชิญชวนผู้คนสู่สัจธรรมแห่งอิสลามและความเชื่อที่ถูกต้อง พร้อมประกาศให้ผู้คนลุกขึ้นต่อสู้เพื่ออิสรภาพและศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ เมื่อมีผู้คนจำนวนมากให้การสนับสนุนเขาจึงประกาศสถาปนารัฐอิสลามที่บราซิลโดยมีเมือง “มีราส” เป็นเมืองหลวง หลังจากนั้นรัฐอิสลามนี้ได้กลายเป็นเหยื่ออันโอชะที่บรรดานักล่าได้รุมขย้ำและสวาปาม จนกระทั่งรัฐอิสลามล่มสลายและ JanJa Zombie ได้เสียชีวิตในฐานะชะฮีด หลังจากนั้นองค์การทารุณกรรมและปล้นสะดมนานาชาติในนามมิชชันนารี ก็ได้บังคับขู่เข็ญให้พลเมืองเปลี่ยนนับถือศาสนาใหม่

หลังจากที่พวกเขาพบศพของนายซอมบี้ พวกเขาได้กระทำการอย่างป่าเถื่อนด้วยการตัดศีรษะ มือ เท้าและลากศพประจานไปทั่วเมือง เช่นเดียวกันกับศพมุสลิมอื่นๆ เพื่อสร้างความหวาดผวาและสยองขวัญแก่ผู้คนที่พบเห็น การทารุณกรรมในลักษณะนี้ยังคงต่อเนื่องนานกว่า 50 ปี จนกระทั่งประวัติศาสตร์ของนายซอมบี้ค่อยๆเลือนหายไปจากความทรงจำ

นักล่าอาณานิคมได้ปฏิบัติแผนชั่วด้วยการเผยแพร่ประวัติศาสตร์เชิงลบแก่มุสลิมแอฟริกา โดยเฉพาะวีรบุรุษอย่าง JanJa Zombie ด้วยการผลิตหนังและสารคดีสยองขวัญและภาพยนตร์การ์ตูนสำหรับเด็กๆ ซึ่งมีวัตถุประสงค์ทำลายและบิดเบือนประวัติศาสตร์อันยิ่งใหญ่ของชาวมุสลิม โดยให้โลกจดจำแต่ความป่าเถื่อนและภาพแห่งความโหดร้ายสยดสยองของชาวมุสลิมเท่านั้น

พวกเขาไม่ได้ฆ่ามนุษย์เพียงอย่างเดียวแต่ได้สังหารมนุษยธรรมไปด้วย

พวกเขาไม่ได้เป็นอาชญากรสงคราม แต่เป็นอาชญากรทางประวัติศาสตร์ที่อำมหิตที่สุด

เที่ยวระรานราวีไปทั่วโลก แล้วสถาปนาตัวเองเป็นผู้ดี พร้อมๆกับสร้างประวัติศาสตร์ให้ชาติอื่นเป็นตัวแทนแห่งความโหดร้ายแทน

หากชาติตะวันตกจดจำเรื่องราวของซอมบี้คือผีดิบที่ดุร้ายน่ากลัว ก็พอเข้าใจได้

แต่กับประชาชาติมุสลิมแท้ๆ เราจะอธิบายปรากฏการณ์นี้อย่างไร


สรุปจากหนังสือ

วีรบุรุษอิสลาม 100 คนที่เปลี่ยนโลก

หน้า 291-292

โดย Jihad Al-Turbani

สรุปโดย Mazlan Muhammad

ส่งคืนอะมานะฮ์ 100 ปี

เรื่องราวดี ๆ  ความงดงามของมุสลิมที่สื่อโลกมองข้าม…ชาวปาเลสไตน์มอบคืนธนบัตรออตโตมัน มูลค่าราว ๆ 9 แสนบาท  ของนายทหารตุรกีที่เก็บไว้กว่า 100 ปี ให้กับรัฐบาลตุรกี

อัลจาซีร่า  -หลังจากเวลาผ่านไป 105 ปี หรือมากกว่านั้น ของฝากที่เก็บรักษาไว้อย่างดีกลับคืนสู่บ้านเกิด และยุติเรื่องราวที่สืบทอดกันมาของตระกูลอัลอะลูล  ในเมืองนับลูส  กาซ่า ปาเลสไตน์  จากรุ่นปู่สู่รุ่นพ่อ เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 4 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา

ในวันพฤหัสบดี มีพิธีทหารต่อหน้าเจ้าหน้าที่ชาวปาเลสไตน์และรัฐบาลตุรกี และการรวมตัวครั้งใหญ่ของทายาทตระกูลอัลอะลูล ตลอดจนหน่วยงานต่าง ๆ ในเมืองนับลูส  เขตเวสแบงก์  โดยตระกูลอัลอะลูลได้มอบของฝากร้อยปีของนายทหารตุรกีให้กับอะหมัด  เดมิเรอ เอกอัครราชทูตตุรกีประจำปาเลสไตน์  เป็นของฝากที่นายทหารตุรกีฝากไว้ก่อนสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง

ทายาทของปู่ทวดอุมัร  อัลอะลูล เล่าที่มาของเรื่องราวที่เล่าให้กับนักข่าวอัลจาซีร่า ว่าพ่อแม่ของเขาเล่าว่า มุตีดีบ อะลูล  น้องชายของฮัจญีอุมัรเป็นทหารเกณฑ์ในกองทัพออตโตมันในเวลานั้น  แนะนำตามคำขอของนายทหารตุรกีให้ฝากเงิน 152 ลีราออตโตมันกับอุมัร พี่ชายของเขา พ่อค้าที่เป็นที่รู้จักซึ่งมีผู้ฝากเงินจำนวนมากไว้ในคลังของเขาในขณะนั้น และบอกว่าจะกลับมารับหลังจากที่กลับมาจากสงคราม แต่สุดท้ายก็หายไปโดยไม่ทราบข่าวคราว รวมถึงน้องชายของฮัจญีอุมัรด้วย

เรื่องราวของฝากดังกล่าว เปิดเผยเมื่อหลายปีก่อน เมื่อคณะนักท่องเที่ยวชาวตุรกีเข้าเยี่ยมชมโรงงานโม่แป้งที่ครอบครัวอัล-อะลูลเป็นเจ้าของในเมืองเก่าของนับลุส ในเวลานั้น ฮัจญีรอฆิบ อัลอะลูล  เปิดเผยต่อคณะเกี่ยวกับของฝาก และจากนั้นก็เริ่มติดต่อกับทางการปาเลสไตน์เพื่อหาช่องทางการสื่อสารกับตุรกี

ในตู้เซฟเหล็กที่แข็งแรงภายในโรงงานของครอบครัวที่อายุมากกว่า 120 ปี ถูกเก็บรักษาไว้ และกุญแจของตู้นิรภัยนั้นถูกเก็บไว้ในตู้นิรภัยอีกอันหนึ่งซึ่งทนทานไม่น้อยกว่ากัน ในลักษณะที่สะท้อนให้เห็นถึงความกระตือรือร้นของครอบครัวในสิ่งที่ได้รับของฝากซึ่งเป็นที่ทราบในเรื่องความซื่อสัตย์ในการรักษาของฝากของประชาชนในเมืองจนถึงต้นศตวรรษที่แล้วครั้งเมื่อยังไม่มีธนาคารปฏิบัติการ

จนถึงวันนี้ ผ้าที่นายทหารห่อเงินธนบัตรประเภท  5, 1 และครึ่งลีร่า  ยังคงไม่ถูกแตะต้องและถูกนำออกมาเพียงไม่กี่ครั้งเพื่อจุดประสงค์ในการให้ข้อมูลเท่านั้น

ทายาทตระกูลอะลูลกล่าวว่า หากจะส่งคืนไปให้ครอบครัวนายทหารตุรกีที่บ้านเกิดก็ไม่รู้จัก  ของฝากที่เจ้าของฝากไว้โดยไม่กลับมาเอา  เขาสูญหายไปพร้อมมุตี อะลูล  น้องชายฮัจญีอุมัร ซึ่งไม่มีข่าวคราวใด ๆ นอกจากจากชาวนับลูสคนหนึ่งผู้เห็นเขาเป็นคนสุดท้าย บอกว่า กำลังถูกหามร่วมกับคนอื่น ๆ ขณะได้รับบาดเจ็บในสมรภูมิเกลิโปลี  

ทั้งนี้  ปาเลสไตน์ตกอยู่ภายใต้การปกครองของออตโตมัน ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1516 หลังจากยุทธการที่มาร์จ ดาบิก ซึ่งออตโตมานเติร์กเอาชนะมัมลุกส์เติร์ก และในปี ค.ศ. 1917 การปกครองของชาวออตโตมานเหนือปาเลสไตน์สิ้นสุดลง และอังกฤษเข้ายึดครองในเวลาต่อมา

ขณะที่ของฝากถูกส่งมอบให้กับตุรกีที่สำนักงานใหญ่ของผู้ว่าการเมืองนับลูส  อัลจาซีราเน็ตได้พบกับอะหมัด  ดีมิเร เอกอัครราชทูตตุรกี ซึ่งเน้นย้ำถึงความแข็งแกร่งและความลึกของความสัมพันธ์ระหว่างชาวปาเลสไตน์และชาวตุรกี

เอกอัครราชทูตตุรกี กล่าวกับอัลจาซีร่าว่า  ตระกูลอัลอะลูลดูแลของฝากด้วยความทุ่มเทและจริงใจ  และหลังจาก 105 ปี ก็จะกลับคืนสู่ผู้มีสิทธิ  และเราใช้สิ่งนี้เพื่อบ่งบอกถึงความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดระหว่างเราและเราจะถ่ายทอดเรื่องราวนั้นไปยังประเทศตุรกีของเรา

เกี่ยวกับอนาคตของของฝากนี้ เอกอัครราชทูตตุรกี อธิบายว่า ด้วยความร่วมมือกับรัฐบาลปาเลสไตน์และครอบครัวอัลอะลูล พวกเขาจะย้ายของฝากนี้ไปที่สำนักงานใหญ่ของสถานกงสุลตุรกีในกรุงเยรูซาเล็ม เนื่องจากเป็นดินแดนตุรกี  เพื่อตัดสินใจในภายหลังว่าจะนำไปที่ไหน

จารึกบนธนบัตรคือ “รัฐออตโตมันอาลียาห์” และคำภาษาตุรกีในตัวอักษรอาหรับ สำนักข่าวอนาโตเลียของตุรกีอ้างคำพูดของผู้เชี่ยวชาญชาวตุรกีว่ามูลค่าของเงินนั้นในขณะนั้นอยู่ที่ประมาณ 30,000ดอลลาร์สหรัฐ 

ในพิธีมอบ  เอกอัครราชทูตตุรกีกล่าวสุนทรพจน์ระหว่างพิธีมอบ โดยอิสมาอีล อัลอะลูล ตัวแทนตระกูลอัลอะลูลส่งมอบของฝากให้กับทหารปาเลสไตน์ แล้วมอบต่อให้กับผู้บัญชาการ และส่งมอบให้กับพลตรีอิบรอฮีม รอมาดอน  ผู้ว่าการเมืองนับลูส ซึ่งต่อมาได้ส่งมอบให้กับเอกอัครราชทูตตุรกีท่ามกลางสื่อจำนวนมาก

สิ่งที่เกิดขึ้นคือเครื่องบ่งชี้ถึง “ความซื่อสัตย์อย่างลึกซึ้ง” ของครอบครัวอัลอะลูลโดยเฉพาะและชาวปาเลสไตน์โดยทั่วไป ตามคำกล่าวของผู้ว่าการนับลูสที่บอกกับอัลจาซีรา และว่า ประวัติศาสตร์ความซื่อสัตย์ของชาวปาเลสไตน์มีรากหยั่งลึกเหมือนดังรากมะกอก


โดย Ghazali Benmad

2 พฤศจิกายน รำลึกลีลาการต้มตุ๋นแห่งศตวรรษกับเหยื่อไก่อ่อนแห่งศตวรรษ ปฏิญญาบัลโฟร์ Balfour Declaration

ตุลาคม 1924 อังกฤษบีบให้ชารีฟหุสเซ็น ลงจากตำแหน่งสุลต่านแห่งหิจาซ และมอบอำนาจให้ชะรีฟอาลี บุตรชาย แล้วเนรเทศไปอยู่เกาะไซปรัส ภายใต้การควบคุม จนกระทั่งเสียชีวิต

เป็นจุดจบของประมุขแห่งมักกะฮ์ผู้มีความใฝฝันทะเยอทะยานที่จะรวบรวมดินแดนอาหรับเป็นหนึ่งเดียวภายใต้ปกครองของตนเอง   อันเป็นการสิ้นสุด ‘การปฏิวัติอาหรับ’ ในแคว้นหิจาซ ต่อต้านอาณาจักรออตโตมัน

● เกมส์ปั่นหัวครั้งนี้มีความเป็นมาอย่างไร

อังกฤษปั่นหัวชะรีฟหุสเซ็น ผ่านแมคมาฮอน ข้าหลวงใหญ่ของอังกฤษประจำอียิปต์ หลังจากทราบมาว่า เขาต้องการเป็นกษัตริย์ปกครองแคว้นหิจาซ และแยกตัวออกจากออตโตมัน

อังกฤษสนับสนุนการณ์ครั้งนี้ทุกอย่าง  ทั้งคน  เงินทองและสรรพาวุธ

ในขณะที่แมกมาฮอน ส่งสาส์นติดต่อกับชะรีฟหุสเซ็น สนับสนุนการสถาปนาสหรัฐอาหรับ

ในวันที่  30 สิงหาคม 1915  แมกมาฮอนส่งสาส์นไปยังชารีฟหุสเซ็น  ระบุ  พร้อมที่จะสนับสนุนให้เป็นคอลีฟะฮ์และนำระบอบคอลีฟะฮกลับคืนสู่หิจาซ  

แมคมาฮอนกล่าวในสาส์นนั้นว่า

“บริเตนใหญ่ยินดีกับการฟื้นคืนคอลีฟะฮ์อิสลามให้อยู่ในมือของชาวอาหรับที่แท้จริงจากสายสกุลศาสนทูตผู้ทรงเกียรติ”

 แต่กลับส่งหนังสือส่วนตัวไปยังเจ้าหน้าที่อังกฤษว่า

“ฉันไม่เคยถือว่าเรื่องการเกิดรัฐอาหรับเอกราชในอนาคตที่มีความเข้มแข็งเป็นเรื่องจริงจัง เพราะเงื่อนไขในคาบสมุทรไม่เปิดช่องให้เป็นเช่นนั้น  เรื่องทำนองนี้ไม่เกิดขึ้นกับโลกอาหรับมานานแล้วและจะไม่เกิดขึ้นอีก

สิ่งที่เราทำได้ตอนนี้คือพยายามดึงดูดให้ชาวอาหรับมาถูกทาง แยกพวกเขาออกจากศัตรู และนำพวกเขามาอยู่เคียงข้างเรา  ในตอนนี้มันเป็นเรื่องของคำพูด และเพื่อให้สำเร็จ เราต้องใช้คำพูดที่โน้มน้าวใจ”

ลอร์เรนซ์ อาระเบีย  กล่าวพรรณนาถึงสถานการณ์ในปี  1916  ว่า

“มีประโยชน์กับเรา เพราะมันเป็นไปตามเป้าหมายปัจจุบันของเราในการทำลายความเป็นกลุ่มก้อนของอิสลาม ตลอดจนการปราบและโค่นล้มจักรวรรดิออตโตมัน  และเพราะชารีฟฮุสเซนมุ่งสู่ชัยชนะ พวกเติร์กจะไม่สามารถทำร้ายเราได้อีก  

ชาวอาหรับมีความมั่นคงน้อยกว่าพวกเติร์ก ถ้าเราจัดการอย่างระมัดระวัง พวกเขาก็จะอยู่ในสถานะ

แตกแยกทางการเมือง  เป็นความบาดหมาง [คู่แข่ง] ที่ไม่สามารถหลอมรวมกันได้”

● ตำนานจอมต้มตุ๋นปะทะไก่อ่อน

ในขณะที่อังกฤษตกลงกับชารีฟ หุสเซ็น ที่เข้าร่วมขบวนการโค่นออตโตมันว่า จะมอบดินแดนอาหรับเพื่อจัดตั้งสหภาพอาหรับ แต่แอบทำสัตยาบันลับๆ ข้อตกลงเซคส์-ปิโกต์ Sykes-Picot Agreement  วันที่ 16 พฤษภาคม 1916 แบ่งดินแดนปกครองกันเอง ไม่ได้ให้กับชารีฟหุสเซ็นตามสัญญาลวงๆ

ข้อตกลง Sykes-Picot ได้รับการลงนามระหว่างฝรั่งเศสและอังกฤษเกี่ยวกับการแบ่งสรรประเทศอาหรับในทะเลเมดิเตอร์เรเนียนตะวันออก ในปี 1916 ถึงระหว่างเดือนเมษายนถึงเดือนพฤษภาคมของปีนั้น  ในรูปแบบของการแลกเปลี่ยนเอกสารระหว่างกระทรวงต่างประเทศของทั้งสามประเทศ ( ฝรั่งเศส อังกฤษ  และซาแห่งร์รัสเซีย)

ข้อตกลงไตรภาคีที่เรียกว่า Sykes-Picot Agreement เพื่อกำหนดขอบเขตอิทธิพลของแต่ละประเทศดังต่อไปนี้

– ฝรั่งเศสยึดครองซีเรียตะวันตก   เลบานอนและรัฐอาดานา

– อังกฤษยึดครองอิรักทางตอนใต้และตอนกลาง  รวมถึงเมืองแบกแดด   ท่าเรือเอเคอร์และไฮฟาในปาเลสไตน์

– รัสเซียยึดครองดินแดนอาร์เมเนียในตุรกี และเคอร์ดิสถานตอนเหนือ

– สิทธิของรัสเซียในการปกป้องผลประโยชน์ของนิกายออร์โธดอกซ์ในสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ในปาเลสไตน์

– พื้นที่ที่อยู่ระหว่างดินแดนที่ฝรั่งเศสได้รับและพื้นที่ที่อังกฤษได้รับ จะเป็นสหภาพรัฐอาหรับหรือสหรัฐอาหรับ

อย่างไรก็ตามพื้นที่นี้ยังแบ่งออกเป็นเขตอิทธิพลของอังกฤษและฝรั่งเศส อิทธิพลของฝรั่งเศสครอบคลุมถึงลิแวนต์ตะวันออกและโมซุล

ในขณะที่อิทธิพลของอังกฤษแผ่ขยายไปถึงทรานส์จอร์แดนและทางตอนเหนือของรัฐแบกแดดจนถึงชายแดนอิหร่าน

– ดินแดนส่วนที่เหลืออยู่ภายใต้การบริหารระหว่างประเทศ  อันได้แก่ดินแดนของปาเลสไตน์

– ท่าเรือ Iskenderun กลายเป็นอิสระ

ข้อตกลงดังกล่าวได้รับการเปิดเผยเมื่อคอมมิวนิสต์เข้ามามีอำนาจในรัสเซียในปี 1917 ซึ่งสร้างความโกรธแค้นให้กับตระกูลชารีฟ หุสเซ็น และชาวอาหรับที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากข้อตกลงดังกล่าวและทำให้ฝรั่งเศสและอังกฤษกระอักกระอ่วน  และปฏิเสธอย่างด้านๆว่า ไม่เป็นความจริง 

ในปี 1917 พวกบอลเชวิคได้เผยแพร่เอกสารลับที่พวกเขาพบที่สำนักงานใหญ่ของกระทรวงการต่างประเทศรัสเซียในเมืองหลวงเปโตรกราด รวมทั้งเอกสารข้อตกลงเซคส์-ปิโกต์ Sykes-Picot Agreement ซึ่งถูกอธิบายโดยวิงเกต ข้าหลวงใหญ่อังกฤษ ในจดหมายถึงรัฐมนตรีต่างประเทศของอังกฤษ เมื่อวันที่ 16 มิถุนายน 1918 ว่า:

 “กษัตริย์แห่งฮิญาซได้ส่งโทรเลขที่รุนแรงไปยังตัวแทนของเขา แนะนำให้เขาดำเนินการสืบสวนข้อตกลงแองโกล-ฝรั่งเศสและขอบเขตของข้อตกลง

ให้บอกไปว่ากษัตริย์ไม่ได้รับแจ้งอย่างเป็นทางการเกี่ยวกับข้อตกลงไซคส์-ปิโกต์  ฉันแนะนำให้บอกตัวแทนว่า  ที่พวกบอลเชวิคที่พบในกระทรวงการต่างประเทศเปโตรกราด เป็นบันทึกการเจรจาฉบับเก่าและข้อตกลงชั่วคราว  ไม่ใช่สนธิสัญญาที่เป็นทางการระหว่างอังกฤษฝรั่งเศสและรัสเซีย” 

ชารีฟหุสเซ็นเชื่อในเหตุผลของอังกฤษ และด้วยความไร้เดียงสา ยังแสดงความยินดีกับพวกเขาที่ควบคุมกรุงเยรูซาเล็มโดยกล่าวว่า: “ข่าวนี้ทำให้มีความภาคภูมิใจอย่างยิ่ง” โดยเข้าใจไปว่าเมืองอัลกุดส์จะตกอยู่ในขอบเขตอาณาจักรของตน

หลังจากนั้น ก็ร่วมกระบวนการโค่นออตโตมันต่อไป

ภูมิภาคนี้ถูกแบ่งออกตามข้อตกลง  ฝรั่งเศสจึงได้ครอบครองส่วนที่ใหญ่ที่สุดของเลแวนต์  และส่วนใหญ่ของอานาโตเลียตอนใต้และภูมิภาคโมซุลในอิรัก

ในขณะที่อังกฤษขยายพื้นที่ควบคุมจากเลแวนต์ทางใต้ ขยายไปทางตะวันออก รวมถึงแบกแดด บาสรา และพื้นที่ทั้งหมดระหว่างอ่าวเปอร์เซียและภูมิภาคภายใต้ปกครองของฝรั่งเศส

นอกจากนี้ยังตัดสินใจที่จะจัดการพื้นที่ซึ่งต่อมาได้รับการตัดแยกจากทางใต้ของซีเรีย คือดินแดน “ปาเลสไตน์” ให้อยู่ภายใต้การบริหารระหว่างประเทศ ตามที่จะตกลงกันในการปรึกษาหารือระหว่างอังกฤษและฝรั่งเศส (ต่อมาตามปฏิญญาบัลโฟร์ ได้ตกลงส่งมอบให้กับชาวยิว  ให้ชาวไซออนิสต์สร้างรัฐอิสราเอล)

อย่างไรก็ตามข้อตกลงดังกล่าวระบุว่าอังกฤษจะได้รับท่าเรือไฮฟาและเอเคอร์   โดยมีเงื่อนไขว่าฝรั่งเศสจะมีอิสระในการใช้ท่าเรือไฮฟา  และฝรั่งเศสได้ตอบแทนอังกฤษโดยการให้ใช้ท่าเรือIskenderun ซึ่งจะตกอยู่ภายใต้การควบคุมของตน

ชัดเจนแจ่มชัดถึงขนาดนี้ แต่จากวันนั้นจนถึงวันนี้ ตำนานจอมต้มตุ๋นกับไก่อ่อน ยังคงดำเนินไปอย่างเข้มแข็ง 

พิสูจน์ว่า  แท้จริงแล้ว เหตุผลของเรื่องทั้งหมดไม่ใช่ความไร้เดียงสาไม่ทันเกมส์ มากไปกว่าความโลภหลงไหลในโลกดุนยา ไม่สนใจหลักการถูกผิด…


ที่มา: 

– Al Jazeera

– Meem  Magazine

โดย Ghazali Benmad

อัฟกานิสถาน ฏอลิบานรีเทิรน์และแนวโน้มในอนาคต[ตอนที่ 7]

Taliban และ IS-Khurasan

สองสายธารที่บรรจบได้ยาก

หลังจากการประกาศรัฐอิสลามที่อิรักและซีเรียในปี 2014  Taliban ปากีสถานก็ได้ประกาศให้คำสัตยาบันต่อผู้นำ IS ขณะนั้นคือ นายอะบูบักร์ อัลบัฆดาดีย์ ตามด้วยสมาชิกTalibanจากอัฟกานิสถานบางคนที่แปรพักตร์สนับสนุน IS

ต้นปี 2015 IS ได้ประกาศจัดตั้งรัฐอิสลามคูรอซาน (Islamic State -Khurosan IS-Kh) ซึ่งเป็นชื่อเก่าในอดีตที่ครอบคลุมอัฟกานิสถานปากีสถาน อิหร่านและประเทศในเอเชียกลางในปัจจุบันโดยใช้พื้นที่ในอำเภอแห่งหนึ่งทางภาคตะวันออกของอัฟกานิสถาน คือ Nangarhar เป็นศูนย์ปฏิบัติการ มีกองกำลังหลายพันคน

ปฏิบัติการสำคัญ

IS-Kh ได้ออกแถลงการณ์เป็นผู้รับผิดชอบเหตุการณ์นองเลือดหลายครั้งที่เกิดขึ้นที่อัฟกานิสถานและปากีสถานรวมทั้งการเชือดสังหารชาวบ้านในมัสยิด โรงพยาบาลและที่สถานะอื่น ๆ

ในปี 2019 IS-Kh ได้ออกมาแสดงความรับผิดชอบต่อเหตุโจมตีชาวชีอะฮ์ในงานมงคลสมรสที่กรุงคาบูล ทำให้มีผู้เสียชีวิต 91 ราย

เช่นเดียวกันกับเหตุโจมตีในปี 2020 ที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่งในกรุงคาบูล ที่มีชาวชีอะฮ์อาศัยอยู่เป็นส่วนใหญ่ การระเบิดครั้งนี้ มีทั้งเด็กและผู้ใหญ่เสียชีวิต 16 ราย

ความสัมพันธ์ระหว่าง 2 กลุ่ม

ถึงแม้จะเป็นสองกลุ่มสุนหนี่ที่มาจากกลุ่มติดอาวุธเช่นกัน แต่ทั้งสองมีความแตกต่างทั้งแนวคิด ปรัชญา ยุทธศาสตร์และเป้าหมายโดยเฉพาะการตอบโต้ระหว่างสองฝ่าย ที่หลายครั้งเกิดการปะทะด้วยอาวุธ โดยฝ่าย IS-Kh ได้ประกาศอย่างชัดเจนว่าTalibanเป็นกลุ่มที่ได้ตกศาสนา ( ชาวมุรตัดดีน) รายละเอียดความแตกต่างของทั้งสองกลุ่มนี้ ได้นำเสนอแล้วในตอนที่ 3 ของบทความ

Talibanจึงเป็นก้างขวางคอที่สกัดยุทธศาสตร์การรุกคืบของ IS ที่คูรอซาน ต่างกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นที่อิรักและซีเรีย ซึ่งกลุ่มนี้สามารถเข้าไปยึดครองได้อย่างง่ายดายในช่วงแรก ถึงแม้ในรอบต่อมา ถูกกองกำลังบัชชาร์ยึดคืนก็ตาม

ในปี 2019 กองกำลังรัฐบาลอัฟกานิสถานที่ปฏิบัติติการร่วมกับสหรัฐอเมริกาได้ประกาศความปราชัยในจังหวัด Nangarhar เมืองทางภาคตะวันออกของประเทศ

ตามรายงานของสหรัฐอเมริการะบุว่า IS-Kh ได้ปฎิบัติการตามเครือข่ายที่นอนหลับ ซึ่งแฝงอยู่ในกรุงคาบูล เพื่อปฏิบัติการโจมตีและก่อการร้ายในพื้นที่

ปฏิกิริยา IS-Kh ต่อ Talibanรีเทิร์น

IS-Kh ได้กล่าวประณาม Talibanอย่างรุนแรง ที่ Talibanได้ร่วมลงมือลงนามกับวอชิงตันที่จัดขึ้น ณ กรุงโดฮาเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2020 โดยทั้งสองได้ตกลงเรื่องการถอนทัพของสหรัฐอเมริกาและต่างชาติให้ออกจากอัฟกานิสถาน IS-Kh กล่าวหา Talibanว่าเปลี่ยนจุดยืนและขายอุดมการณ์

หลังเหตุการณ์ช๊อคโลก Talibanรีเทิร์น เมื่อ 15 สิงหาคมที่ผ่านมา องค์กรอิสลามทั่วโลกและผู้นำประเทศอิสลามบางประเทศได้มองในแง่บวกและชื่นชมต่อชัยชนะครั้งนี้ ซึ่งตรงกันข้ามกับ IS ที่สงวนท่าทีและเงียบเฉย แม้กระทั่งกล่าวแสดงความยินดี

ผู้สังเกตการณ์ระบุว่า ระหว่างเดือนมกราคม- สิงหาคมปีนี้ ISได้ปฏิบัติการโจมตีมาแล้ว 216 ครั้ง เทียบกับ 34 ครั้งในช่วงดังกล่าว เมื่อปีที่ผ่านมา

นิตยสารฝรั่งเศสฉบับหนึ่งกล่าวว่าสถานการณ์เช่นนี้ ทำให้อัฟกานิสถานกลายเป็นแหล่งปฏิบัติการที่สร้างสีสันแห่งใหม่ของ IS มันไม่ได้เกี่ยวเนื่องกับการถอนกำลังของกองทัพสาหรัฐอเมริกา แต่การรีเทิร์นของ Talibanต่างหากที่ทำให้ IS-Kh ฟื้นคืนชีพขึ้นมาใหม่

“การพ่ายแพ้อย่างหมดรูปของกองกำลังอัฟกันที่ผ่านมา ทำให้เราต้องหวนกลับนึกถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นที่อิรักเมื่อปี 2011 ผมเกรงว่าจะเป็นหนังที่ถูกฉายซ้ำที่อัฟกานิสถาน พร้อมๆ กับการพัฒนาการอย่างมีนัยของ IS และ Al-Qaeda”

Colin Clark ผู้เชี่ยวชาญด้านตะวันออกกลางชาวสหรัฐอเมริกา กล่าวทิ้งท้ายไว้อย่างน่าสนใจ

ล่าสุด เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2021 เกิดเหตุระเบิดพลีชีพที่บริเวณใกล้สนามบินกรุงคาบูล มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บหลายสิบคน พร้อมคำแถลงการณ์จาก IS-Kh ที่แสดงความรับผิดชอบเช่นเคย

#งานหินสุดๆของ Talibanได้เริ่มขึ้นแล้ว

#เมฆดำทมึนเหนือท้องฟ้าอัฟกานิสถานเริ่มก่อตัวอีกครั้ง

#ร่วมดุอาให้ชาวอัฟกัน


ข้อมูลเพิ่มเติม

https://www.aljazeera.net/news/2021/8/26/%D8%B7%D8%A7%D9%84%D8%A8%D8%A7%D9%86-%D9%88%D8%AA%D9%86%D8%B8%D9%8A%D9%85-%D8%A7%D9%84%D8%AF%D9%88%D9%84%D8%A9-%D8%A8%D8%A3%D9%81%D8%BA%D8%A7%D9%86%D8%B3%D8%AA%D8%A7%D9%86-%D9%85%D8%A7-%D8%B3%D8%B1

โดย Mazlan Muhammad

อัฟกานิสถาน ฏอลิบานรีเทิร์นและแนวโน้มในอนาคต [ตอนที่6]

หลังจาก ฏอลิบานเข้ายึดครองอัฟกานิสถานและยึดเมืองหลวงคาบูล ที่ลงเอยด้วยการหลบหนีของอดีตประธานาธิบดีอัชราฟ กานี เมื่อวันที่ 15 สิงหาคมที่ผ่านมา  เส้นทางใหม่ของกลุ่มนี้ได้เริ่มขึ้น โดยเปลี่ยนสถานภาพจากกลุ่มติดอาวุธเป็นกลุ่มที่ได้รับการคาดหวังว่าจะเข้ายึดบังเหียนอำนาจในอัฟกานิสถาน ที่ถูกทำลายล้างด้วยสงครามและอุดมด้วยความแตกแยกภายใน

ซึ่งแน่นอนว่า มีความแตกต่างกันอย่างมาก ระหว่างกลุ่มที่วันวาน ยังเป็นกลุ่มต่อสู้ติดอาวุธที่มีเป้าหมายเฉพาะเจาะจงและเน้นสงครามภาคสนาม แต่มาวันนี้คือขบวนการที่ต้องสวมหมวกในนามรัฐบาล ซึ่งประชาชนและประชาคมโลกต่างเฝ้ารอดูผลงานทางการบริหารจัดการ เพื่อความเป็นอยู่ที่ดีในทุกด้านของการพัฒนา

เห็นได้ชัดว่าในขั้นตอนนี้ กลุ่ม ฏอลิบานจะต้องเผชิญกับความรับผิดชอบและความท้าทายมากมายที่ต้องใช้ความตระหนักรู้ ความเข้าใจและความแน่วแน่ในการจัดการกับความเป็นจริง

โมลา อับดุลกานี บาราดาร์ รองหัวหน้าฝ่ายกิจการการเมืองของฏอลิบาน ได้พูดถึงข้อเท็จจริงนี้ เมื่อเขากล่าวในสุนทรพจน์ หลังจากฏอลิบานยึดเมืองคาบูล “จากวันนี้ การทดสอบที่แท้จริงของกลุ่มได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว”

ความท้าทายหลักที่ ฏอลิบานต้องเผชิญ หลังจากเข้าควบคุมอัฟกานิสถานในสถานการณ์ปัจจุบัน สามารถสรุปได้ในประเด็นต่อไปนี้ :

1- ความสมานฉันท์แห่งชาติ

ทันทีหลังจากเข้ายึดครองกรุงคาบูล ฏอลิบานได้เริ่มโครงการสร้างความปรองดองระดับชาติและทำความเข้าใจกับฝ่ายตรงข้ามและฝ่ายต่อต้าน ด้วยการประกาศนิรโทษกรรม เพื่อสร้างรัฐที่เข้มแข็ง ขจัดความเป็นไปได้ของสงครามกลางเมืองและความขัดแย้ง พร้อมนำประเทศสู่เสถียรภาพทางการเมือง

การสร้างอัฟกานิสถานใหม่ และการพัฒนาเศรษฐกิจ หากไม่มีความมั่นคง เสถียรภาพก็ไม่อาจบรรลุได้

ความหลากหลายด้านเผ่าพันธุ์และความเชื่อ เป็นสมการที่มีความสลับซับซ้อนที่สุดที่รอ ฏอลิบานแก้ให้ลงตัวอย่างรอบคอบและเต็มด้วยวิทยปัญญา

รัฐบาล ฏอลิบานต้องตื่นรู้ตลอดเวลาว่า สิ่งที่ช่วยให้ต้นไม้ใหญ่ถูกโค่นล้ม หาใช่ลำพังแค่ขวานอันคมกริบ แต่คือด้ามที่ทำมาจากกิ่งไม้ต่างหาก  ธนูที่สามารถยิงนกได้อย่างแม่นยำที่สุดคือปีกธนูที่ทำจากขนนกนั่นเอง

สิ่งที่ช่วยให้ต้นไม้ใหญ่ถูกโค่นล้ม หาใช่ลำพังแค่ขวานอันคมกริบ แต่คือด้ามที่ทำมาจากกิ่งไม้ต่างหาก ธนูที่สามารถยิงนกได้อย่างแม่นยำที่สุดคือปีกธนูที่ทำจากขนนกนั่นเอง”  

2- วาระแห่งความปลอดภัย

การรักษาความปลอดภัย คือวาระเร่งด่วนที่จะต้องให้เกิดขึ้นในทุกส่วนของประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรุงคาบูล เมืองหลวง เนื่องจากความปลอดภัยเป็นสิ่งสำคัญที่สุดสำหรับพลเมืองอัฟกัน ที่พวกเขาถูกปฏิเสธมาตลอด 4 ทศวรรษที่ผ่านมา

ไม่ต้องสงสัยเลยว่า ความสำเร็จของ ฏอลิบานในการรักษาความปลอดภัยแก่ประชาชนจะเป็นกุญแจดอกสำคัญสู่ความสำเร็จอื่น ๆ ที่จะนำไปสู่การรวมตัวของชาวอัฟกันและเพิ่มความเชื่อมั่นของประชาชน

ถือเป็นการบ้านสุดหินของรัฐบาล ฏอลิบานโดยเฉพาะการกลับมาของ IS-KP ( Islamic State Khorasan Province) และกลุ่มชีอะฮ์ที่ปักหลักอยู่ทางภาคเหนือของประเทศ

3- การจัดตั้งรัฐบาลเฉพาะกาล

การจัดตั้งรัฐบาลที่บริหารประเทศในช่วงเปลี่ยนผ่านที่กำลังเพลิดเพลินกับชัยชนะและเป็นตัวแทนของสังคมอัฟกัน ที่มีความหลากหลายทางชาติพันธุ์ วัฒนธรรม ภูมิศาสตร์และนิกายความเชื่อ จะต้องไม่ถูกจำกัดเฉพาะกลุ่ม ฏอลิบานเท่านั้น

รัฐบาล ฏอลิบานต้องตระหนักรู้ถึงความต้องการร่วมสมัยของประชาชน ที่ให้ความสำคัญกับการรักษาอัตลักษณ์ของตนเอง ทั้งวัฒนธรรม การศึกษาและธรรมเนียมประเพณี และการยอมรับของสังคมระหว่างประเทศ ที่เน้นเรื่องสิทธิและการเปิดกว้างในสังคมที่มีความหลากหลาย ซึ่ง ฏอลิบานต้องรักษาน้ำหนักให้เกิดความสมดุลระหว่างความต้องการจากทั้งสองฝ่ายอย่างจริงใจและจริงจัง

          4.      รัฐธรรมนูญฉบับประชาชน

ภายใต้บรรยากาศเช่นนี้ ฏอลิบานควรร่างรัฐธรรมนูญที่เป็นที่ยอมรับของทุกฝ่าย เพื่อสร้างหลักประกันรัฐบาลที่มีเสถียรภาพ และปิดประตูความแตกแยกในสังคม ที่อบอวลด้วยภาวะสงครามที่ยืดเยื้อนานกว่า 40 ปี พร้อมๆกับการกำหนดยุทธศาสตร์พัฒนาประเทศในด้านต่างๆ การเตรียมพร้อมในการรับความช่วยเหลือจากต่างชาติ โดยเฉพาะจากโลกอาหรับและอิสลาม เพื่อตอบสนองความต้องการของประเทศอย่างแท้จริง

          5.      การเปลี่ยนแปลงของสังคมอัฟกานิสถานในปัจจุบัน

อัฟกานิสถานในปัจจุบันมีความแตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับอดีตเมื่อ 20 ปีที่แล้ว  มีสถิติที่ไม่เป็นทางการระบุว่า วัยหนุ่มสาวชาวอัฟกันมีอัตราสูงถึง 60 %ของจำนวนประชากรทั้งประเทศที่มีเกือบ 40 ล้านคน กลุ่มนี้มีชีวิตท่ามกลางเทคโนโลยีและสื่อออนไลน์อันหลากหลายที่ต่างจากอดีตเมื่อ 20 ปีที่แล้วอย่างสิ้นเชิง กลุ่มนี้อาจไม่สามารถบีบบังคับด้วยกองกำลังทางทหาร แต่ต้องปล่อยให้เป็นการตัดสินใจอันอิสระของพวกเขาต่างหาก

เหตุการณ์ในวันที่ 18-19 สิงหาคมที่ผ่านมา ที่หนุ่มสาวชาวอัฟกันลุกฮือประท้วงที่กรุงคาบูล ไม่เห็นด้วยที่ กลุ่ม ฏอลิบาน ยกธงสัญลักษณ์ของกลุ่มตนเอง โดยไม่ใช้ธงประจำชาติ ก็น่าจะเป็นสัญญาณอันตราย ที่กลุ่ม ฏอลิบาน ต้องรีบกลับไปทบทวน

6.ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

สิ่งที่ท้าทายที่สำคัญอีกประการหนึ่งของรัฐบาล ฏอลิบาน ยุค 2.0 นี้ คือ การสร้างความยอมรับบนเวทีนานาชาติทั้งในระดับประเทศและองค์กรสากล รัฐบาล ฏอลิบานต้องกำหนดนโยบายที่นานาชาติไม่สามารถสร้างเงื่อนไขที่จะโดดเดี่ยวกลุ่ม ฏอลิบาน เหมือน 20 ปีที่แล้ว ที่มีเพียง  3 ประเทศเท่านั้นคือปากีสถาน ซาอุดิอาระเบียและยูเออี ที่ให้การรับรอง

นายกรัฐมนตรีอังกฤษนายบอริส จอห์นสัน ได้กล่าวในรัฐสภาเพื่อถกเหตุการณ์อัฟกานิสถานเมื่อวันที่ 18 สิงหาคมที่ผ่านมาว่า “เราจะตัดสินที่การกระทำ ไม่ใช่คำพูด”

น่าจะเป็นสัญญาณเตือนให้รัฐบาล ฏอลิบาน รับทราบถึงท่าทีของชาติตะวันตกที่มีต่อ ฏอลิบาน ยุค 2.0 อย่างไร

          7.      บทบาทสื่อและการแสดงออกทางความคิดเห็น

ปัจจุบันมีช่องโทรทัศน์ดาวเทียมและสื่อท้องถิ่นกว่า 100 ช่อง วิทยุชุมชนกว่า 150 สถานี หนังสือพิมพ์และนิตยสารนับสิบกว่าฉบับ และสื่อออนไลน์ต่างๆมากมายที่ผุดขึ้นราวดอกเห็ดทั่วอัฟกานิสถาน ยังไม่รวมโทรศัพท์มือถือที่ชาวอัฟกันใช้นับสิบล้านเครื่อง ที่สะท้อนถึงความเปลี่ยนแปลงในสังคมอัฟกันยุคใหม่ ซึ่งถือเป็นผลพวงของกระแสยุคโลกาภิวัฒน์ที่เกิดขึ้นทั่วโลก

ต่างจากเหตุการณ์เมื่อ 20 ปีที่แล้ว ที่รัฐบาล ฏอลิบานอนุญาตเปิดสถานีโทรทัศน์เพียงช่องเดียว คือช่องทางการของรัฐบาล  ปิดสื่อวิทยุแห่งอัฟกานิสถานและเปลี่ยนชื่อเป็นวิทยุเสียงแห่งชะรีอะฮ์ ห้ามสตรีมีบทบาทในทุกกระทรวง ทบวง กรม โดยเฉพาะบทบาทด้านสื่อสารมวลชนทุกประเภท แต่ปัจจุบัน บุคลากรที่ทำงานเกี่ยวกับสื่อนับหมื่นคนทั่วประเทศ โดยส่วนใหญ่เป็นสตรี

          8.      ยาเสพติด

 รายงานฉบับหนึ่งที่ชวนขนลุกของสังคมอัฟกันคือ อัฟกานิสถานมีรายได้จากการปลูกยาเสพติดชนิดต่างๆ สูงถึง 3,000 ล้านดอลล่าร์ ตามรายงานระบุว่าอัฟกานิสถานสามารถผลิตเฮโรอีนจำนวน 6,700 ตันต่อปี (ข้อมูล 2006) คิดเป็น 92% ของการผลิตเฮโรอีนทั่วโลก

นี่คือฝันร้ายของชาวอัฟกันที่เป็นสิ่งท้าทายอันยิ่งใหญ่ของรัฐบาล ฏอลิบาน ที่สื่อต่างชาติได้โฆษณาชวนเชื่อให้ชาวโลกเคลิ้มอย่างหัวปักหัวปำว่า เบื้องหลังของ ฏอลิบานคือธุรกิจค้ายาเสพติด ทั้งๆที่สมัย ฏอลิบานปกครองอัฟกานิสถานยุคแรก ถือเป็นยุคที่ธุรกิจการค้ายาเสพติดซบเซามากที่สุดในประวัติศาสตร์อัฟกานิสถานทีเดียว

โดยหารู้ไม่ว่า ปรากฏการณ์อันน่ากลัวชวนขนลุกเรื่องธุรกิจยาเสพติด ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำและปลายน้ำ มีความคึกคักและบูมสุดขีดช่วง 20 ปี หลังจากรัฐบาล ฏอลิบาน ยุค 1.0 ล่มสลาย และสหรัฐอเมริกาเข้ายึดครองอัฟกานิสถานแทน

          9.      ปัญหาด้านเศรษฐกิจและความยากจน

อีกรายงานหนึ่งที่ชวนขนลุกไม่แพ้กันคือสถิติปัญหาว่างงานสูงถึง 40% (ข้อมูลปี 2005) และประชาชนอยู่ใต้เส้นแบ่งความยากจน 53% (ข้อมูลปี 2003) เปรียบเทียบกับประเทศไทยที่ มีอัตราว่างงานสูงสุดในเดือนตุลาคม 2563 อยู่ที่ 4.5%  ในขณะที่คนจนมีจำนวน ทั้งสิ้น 5.40 ล้านคน หรือคิดเป็นสัดส่วน 7.79% ของประชากรทั้งประเทศ (ข้อมูล 2019)

การปฏิรูปทางเศรษฐกิจ การพัฒนาด้านระบบสาธารณูปโภคและสาธารณูปการ การแก้ปัญหาการว่างงานและความยากจน การอำนวยความสะดวกขั้นพื้นฐานทั้งการศึกษา การสาธารณสุข ไฟฟ้า น้ำ ถือเป็นความท้าทายที่หนักอึ้งของรัฐบาลฏอลิบาน

ภูเขาหิมะทั้ง 9 ลูกนี้ รัฐบาล ฏอลิบานจะข้ามผ่านพร้อมชาวอัฟกันจำนวน 40 ล้านคนได้อย่างไร คงต้องดูกันยาวๆต่อไปครับ

ผู้เขียนขอเป็นหนึ่งคนที่ให้กำลังใจ หวังดี และดุอาให้ฟ้าหลังฝนของอัฟกานิสถานที่มีแต่ความงดงามและปลอดโปร่งตราบนานเท่านาน


โดย Mazlan Muhammad

อัฟกานิสถาน ฏอลิบานรีเทิร์นและแนวโน้มในอนาคต [ตอนที่5]

7 เหตุผลที่ทำให้ ฏอลิบานยึดอัฟกานิสถานได้อย่างง่ายดาย

หลังจากการสู้รบนานเกือบ 20 ปี สูญเสียชีวิตทหารและพลเมืองอเมริกันกว่า 6,000 คน และสังเวยชีวิตชาวอัฟกันกว่า 100,000 ชีวิต ผลาญงบประมาณของสหรัฐฯ ไปกว่า 2 ล้านล้านดอลลาร์

ถึงแม้ผู้เชี่ยวชาญในภูมิภาคจะคาดการณ์อยู่แล้วว่า วันนี้จะต้องมาถึงในที่สุด แต่ไม่มีใครคาดคิดว่ามันจะเกิดขึ้นรวดเร็วขนาดนี้ โดยแทบไร้แรงต้านทานจากรัฐบาลและกองทัพอัฟกานิสถาน ที่ว่ากันมามีจำนวน 3 แสนนาย

อย่างไรก็ตาม บรรดานักวิเคราะห์เชื่อว่า 7 เหตุผลหลักๆ ที่ทำให้ ฏอลิบานยึดอัฟกานิสถานได้รวดเร็วและง่ายดายมีดังนี้

1.ความผิดพลาดด้านข่าวกรอง

การที่ฏอลิบานสามารถยึดเมืองหลวงและทำเนียบประธานาธิบดีได้อย่างรวดเร็วแสดงให้เห็นว่าหน่วยข่าวกรองทหารสหรัฐฯ ล้มเหลวในการประเมินสถานการณ์  ฏอลิบานจัดเตรียมอาวุธยุทโธปกรณ์ วางแผน และเดินหน้าการโจมตีครั้งใหญ่มาตั้งแต่ต้นเดือนพฤษภาคม ก่อนเริ่มการ “การจู่โจมครั้งสุดท้าย” ขณะที่เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ ระบุว่า รัฐบาลและกองทัพอัฟกันน่าจะสามารถยื้อได้นาน 6 เดือนถึง 1 ปี

รอยเตอร์รายงานว่า เจ้าหน้าที่กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ คนหนึ่งคิดว่า กรุงคาบูลน่าจะถูกยึดในอีก 90 วัน มีกองกำลังที่ได้รับการฝึกฝนมาอย่างดี 3 แสนนายพร้อมอาวุธยุทโธปกรณ์ แต่แล้วมันเป็นแค่ความจริงในเอกสารการรายงาน ส่วนในภาคสนาม กลับเป็นสิ่งตรงกันข้าม

2.ความไม่มีใจคิดสู้ของทหารรัฐบาล

กลุ่ม ฏอลิบานแทบไม่ต้องเสียเลือดเนื้อเพื่อการยึดครองเมืองหลวงของจังหวัดต่างๆ ที่ผ่านมาเลย แต่เป็นการเจรจาเพื่อให้ยอมแพ้เสียมากกว่า นอกเหนือจากการลอบสังหารบรรดาแกนนำของรัฐบาล กว่า2-3 ปีที่ผ่านมา ฏอลิบานสามารถควบคุมพื้นที่ประมาณ 50 % ของประเทศได้ด้วยการยึดพื้นที่ชนบทต่างๆ และเมื่อเคลื่อนกำลังเข้าสู่เมืองใหญ่ ทหารอัฟกันจำนวนมากก็ปล่อยให้พวกเขาผ่านไป เพราะคิดว่า รัฐบาลในคาบูลคงไม่ส่งกำลังช่วยเหลือพวกเขา

พวก ฏอลิบานจะแทรกซึมเข้าสู่เขตเมืองก่อน เจรจา โน้มน้าวและข่มขู่บรรดาผู้บังคับบัญชาทหารให้ยอมแพ้ มิเช่นนั้นจะสูญเสียครอบครัว เมื่อบวกกับความไม่เชื่อมั่นในรัฐบาลอยู่แล้วและคำขาดของไบเดนที่จะถอนกำลังทั้งหมดภายในวันที่ 11 กันยายน พวกเขาจึงไม่เห็นความจำเป็นที่จะต้องต่อสู้จนตัวตายอย่างไร้ประโยชน์

3.อุบายปิดล้อมทางทหารและจูงใจประชาชน

ฏอลิบานโอบล้อมกรุงคาบูลและตัดเส้นทางเสบียงที่จำเป็นสำหรับกองทัพอัฟกัน พร้อมกันนั้น ก็สั่งสมกำลังมากขึ้นเรื่อยๆ ในขณะที่คิดค้นยุทวิถีใหม่ๆ  พวกเขาใช้โซเชียลมีเดียแบบเดียวกับที่ใช้ปืนไรเฟิลซุ่มยิง โดยสร้างแรงกดดันต่อเหล่าหัวหน้าชนเผ่าท้องถิ่น  รวมทั้งใช้ข้อความเรียบง่าย แต่เห็นผลเพื่อข่มขู่ชาวอัฟกันที่ทำงานให้กับสหรัฐฯ และชาติอื่นๆ ภายใต้แผน “สงครามจิตวิทยา”

พวกเขาหยิบยื่นทางเลือกในการตัดสินใจให้กับเหล่าผู้บังคับบัญชาท้องถิ่น และชักชวนประชาชนเข้าสู่พื้นที่ยึดครองและจัดสรรบริการสังคมบางส่วนให้กับผู้อยู่อาศัย พวกเขาใช้ทั้งการอ้อนวอน ให้ทางเลือก และข่มขู่ประชาชนให้สนับสนุน หรือไม่ก็ “อย่าต่อต้านพวกเขา”

4.การคอร์รัปชั่นของรัฐบาลและกองทัพ

กองทัพอัฟกานิสถานเต็มไปด้วยการคอร์รัปชั่นแทบทุกส่วน ถึงแม้มีการต่อสู้กันอย่างเต็มรูปแบบ พวกเขาก็จะแพ้อยู่ดี เพราะว่าพวกเขาไม่รู้เลยว่าสามารถสั่งการและควบคุมใครได้บ้าง ไม่รู้ว่ามีทหารที่ใช้งานได้ในมือกี่คน  ยุทโธปกรณ์เกือบทั้งหมดถูกแยกส่วน ถูกขโมย และลักลอบขาย ทหารจำนวนมากไม่ได้รับค่าจ้าง อาหาร และสวัสดิการอย่างเหมาะสมจากส่วนกลาง แม้กระทั่งน้ำดื่มก็ยังขาดแคลน

ยิ่งไปกว่านั้น หลายหน่วยเลือกขายอาวุธยุทโธปกรณ์ให้กับ ฏอลิบาน มีกรณีการหนีทัพจำนวนมากที่ไม่ได้ถูกรายงานหรือบันทึก ทำให้จำนวนทหารที่แท้จริงน้อยกว่าตัวเลขของทางการ

5.คนอเมริกันไม่เคยเข้าใจ ‘อัฟกานิสถาน’ เลย

“ไม่เคยมีรัฐบาลกลางในอัฟกานิสถานมาตั้งแต่แรกแล้ว ความคิดที่ว่าเราสามารถตั้งรัฐบาลได้นั้นเป็นความคิดที่โง่มาก …การตกตะลึงในความเร็วของการยึดอำนาจของ ฏอลิบานยิ่งแสดงให้เห็นว่า แทบไม่มีชาวอเมริกันคนไหน จากบนสุดถึงล่างสุด เข้าใจอัฟกานิสถานเลย” อดีตเจ้าหน้าที่ข่าวกรองสหรัฐฯ และทหารผ่านศึกอัฟกานิสถานคนหนึ่ง กล่าว

อัฟกานิสถานเป็นประเทศที่เต็มไปด้วยชนเผ่า ภาษา ชาติพันธุ์ และศาสนา แต่วอชิงตันกับพันธมิตรนาโตกำลังพยายามเปลี่ยนมันให้เป็นประเทศประชาธิปไตยแบบรวมศูนย์บนค่านิยมแบบตะวันตก โดยเข้าใจเองว่า ยึดคาบูลได้ ก็ยึดอัฟกานิสถานทั้งประเทศได้ ซึ่งผิดถนัด

“มีความเข้าใจผิดโดยรากฐานเกี่ยวกับสิ่งที่ชาวอัฟกันต้องการ” แซกชี ซึ่งเคยฝึกกองกำลังอิรักเมื่อปี 2004 กล่าว “เราคิดเอาเองว่า พวกเขาต้องการสิ่งที่พวกเรามี เสรีประชาธิปไตย ค่านิยมแบบยิว–คริสต์ และคิดว่า พวกเขาแค่ต้องการเวลาปรับตัว แต่มันไม่ใช่อย่างนั้นเลย”

ความเป็นพันธมิตรทางชนเผ่าในอัฟกานิสถานสำคัญมากกว่าความเป็นชาติ   และความภักดีมักขึ้นอยู่กับเงินและอำนาจ และความเข้มแข็งส่วนหนึ่งของ ฏอลิบาน คือพวกเขาเป็น ‘ปาทาน’ กลุ่มชาติพันธุ์ที่ใหญ่ที่สุดในอัฟกานิสถาน

“ที่เราทำก็แค่ยกหางชนกลุ่มน้อยทางชาติพันธุ์แบบมั่วซั้วขึ้นมากลุ่มหนึ่ง ซึ่งไม่ได้มีความสามารถที่จะรวมประเทศนี้เป็นหนึ่งได้เลย”

6. รัฐบาลที่อ่อนแอและไม่ปฏิบัติตามสัญญา

ความสิ้นหวังของประชาชนต่อคำสัญญาของรัฐบาลที่เคยยืนยันจะพัฒนาประเทศด้วยงบประมาณหมื่นๆล้านโดยเฉพาะปัญหาการว่างงาน ความยากจนและช่วยเหลือปัจจัยพื้นฐานทางสาธารณูปโภค ที่แทบค้นหาแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ยังไม่ได้ งบประมาณอันมหาศาลก็ถูกจัดสรรและผลาญโดยองค์กรสากลที่รัฐบาลกลางแทบไม่มีส่วนใดๆเกี่ยวข้องเลย แต่ประชาชนตาดำๆ ก็ยังต้องดิ้นรนหาน้ำ อาหาร ไฟฟ้า ที่อยู่อาศัยและยารักษาเหมือนเดิม

7. การสนับสนุนจากภายนอก

โดยเฉพาะปากีสถานทั้งเป็นทางการและไม่ทางการ เพราะตามที่ทราบกันว่า  พรมแดนทางทิศตะวันออกและทางตอนใต้ที่ติดกันระหว่างอัฟกานิสถานและปากีสถานซึ่งยาว 2,430 กม. บวกกับประวัติศาสตร์อันยาวนานที่หลอมรวม 2 ประเทศนี้ให้เป็นหนึ่ง ที่ถึงแม้จะถูกแบ่งเส้นตามพรมแดนของลัทธิอาณานิคมยุคใหม่ แต่ในความรู้สึกของประชาชนก็ยังไม่สามารถแบ่งกั้นได้ โดยเฉพาะความสัมพันธ์ทางเผ่าพันธุ์ที่มีความเข้มข้นเหนือความเป็นรัฐชาติของประชาชนในบริเวณนี้ ถึงแม้รัฐบาลปากีสถานจะเอาใจรัฐบาลอัฟกานิสถานและสหรัฐอเมริกาด้วยการให้ความร่วมมือทางด้านความมั่นคงและข่าวกรอง แต่ก็เป็นไปได้แค่บนโต๊ะเจรจาหรือภาคปฏิบัติในลักษณะถ้อยทีถ้อยอาศัยเท่านั้น เพราะในความเป็นจริง เรื่องราวจะสลับซับซ้อนซ่อนเงื่อนยิ่งกว่าซีรีย์แอร์ทูรูล

โดยผู้เขียนไม่แตะต้องปัจจัยที่ 8 ซึ่งคือปฐมปัจจัยของเหตุการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นบนโลกนี้ ไม่ว่าใหญ่หรือเล็ก ก็ล้วนเป็นผลพวงของปัจจัยนี้เพียงอย่างเดียวเท่านั้น นั่นคือแผนการแห่งการอนุมัติของพระผู้เป็นเจ้า ผู้ทรงรอบรู้ ผู้ทรงกระชากอำนาจจากผู้ใดที่พระองค์ทรงต้องการ ทรงยกย่องให้เกียรติกับผู้ใดที่พระองค์ทรงประสงค์ ทรงย่ำยีและลดเกียรติให้กับผู้ใดที่พระองค์ทรงพอใจ ซึ่งล้วนมีวิทยปัญญา(หิกมะฮ์) อันมากมายสำหรับมนุษย์เรืองปัญญา

credit

มีการแปลสรุปเป็นภาษาไทยและเผยแพร่ทางไลน์ในประเด็น 5 ข้อแรก

https://www.cnbc.com/…/how-afghanistan-fell-to-the…


โดย Mazlan Muhammad

อัฟกานิสถาน ฏอลิบานรีเทิร์นและแนวโน้มในอนาคต [ตอนที่4]

เหตุการณ์ความโกลาหลที่สนามบินกรุงคาบูล

“อย่างกับในหนัง คนแน่นสนามบินคาบูล หวังขึ้นเครื่องบินหนีหลัง ฏอลิบาน ยึดประเทศ”(Sanook)

“นาทีสลด คลิปเหตุการณ์ชาวอัฟกันหนีร่วงมาจากเครื่องบิน”(Spring News)

“ชาวอัฟกันดับแล้ว 12 รายจากเหตุวุ่นวายที่สนามบินคาบูล”(TNN)

“คลิปชาวอัฟกันวิ่งตามเครื่องบิน บางคนโดดเกาะเครื่อง หวังออกจากประเทศ”

นี่คือบางส่วนของการพาดหัวข้อข่าวทั่วโลกหลังจาก ฏอลิบาน ยึดกรุงคาบูลสำเร็จเมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2021 ที่ผ่านมา ซึ่งชวนให้ชาวโลกปักใจเชื่อว่า ฏอลิบาน มีความอำมหิตโหดเหี้ยมถึงขั้นที่ประชาชนหวาดผวาหนีตายกันอย่างอลหม่านยิ่งกว่าหนังสยองขวัญ

ลืมไปว่า เหตุการณ์นี้คือบทสรุปและผลพวงของ 20 ปีที่มหาอำนาจบุกยึดและปกครองอัฟกานิสถาน พร้อมๆกับสัญญาอันสวยหรูว่า จะพัฒนาประเทศให้ประชาชนได้ลืมตาอ้าปากสูดดมบรรยากาศสันติภาพและสันติสุขที่ยั่งยืน

ลืมไปว่า เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในกรุงคาบูลโดยการแตกฮือของประชาชนจำนวนไม่กี่พันคน เมื่อเทียบกับชาวอัฟกันทั้งประเทศเกือบ 40 ล้านคน

ลืมไปว่า รัฐบาล ฏอลิบาน ประกาศนิรโทษกรรมทั่วประเทศ ไม่มีการล้างแค้น ไม่มีการลงโทษแก่ผู้กระทำผิด และจนถึงบัดนี้ ยังไม่มีข่าวว่า ฏอลิบาน เข้าไปจับกุมทรมาน หรือสังหารฝ่ายตรงกันข้ามแม้แต่คนเดียว ซึ่งต่างกันอย่างสิ้นเชิงกับสภาพเมื่อ 20 ปีที่แล้วที่หลังถล่มประเทศนาน 40 วันจนแหลกลาญ ก็ไล่ล่าจับกุมคู่อริ แม้กระทั่งจะหนีกบดานเข้าไปในรูหนู แถมยังจับไปทรมานในคุกเถื่อนกวนตานาโม สัญลักษณ์แห่งการละเมิดสิทธิมนุษยชนครั้งรุนแรงที่สุดของลัทธิล่าอาณานิคม ที่บริษัทเอ็นจีโอทำได้แค่ถ่ายทำสารคดี เพื่อแสดงความมีน้ำใจของชาติที่ไร้มนุษยธรรม

ความจริงเราสามารถแยกกลุ่มที่สร้างความโกลาหลที่สนามบินกรุงคาบูลออกเป็น 3 ประเภทด้วยกันคือ

1.กลุ่มที่หวาดผวากับ ฏอลิบาน จริง เพราะได้สร้างวีรกรรมมากมาย ด้วยการเป็นสุนัขรับใช้ของชาติผู้บุกรุกตั้งแต่แรก ยอมแลกกับเนื้อก้อนเล็กๆที่ถูกโยนให้เพื่อประทังชีวิตไปวันๆ จึงเกิดอาการร้อนท้อง เพราะทานปูนไปเยอะ แต่ก็เป็นระดับปลาซิวปลาสร้อยเพียงแค่หยิบมือเท่านั้น เพราะระดับบิ๊กๆ จริงๆ ก็ถูกขนย้ายอย่างปลอดภัยพร้อมสุนัขตัวจริงไปแล้ว

2.กลุ่มฉวยโอกาสที่พร้อมอพยพออกนอกประเทศทุกยามเมื่ออยู่แล้ว เป็นกลุ่มที่มีจำนวนมากที่สุด กลุ่มนี้ไม่เกี่ยวกับฝ่ายสนับสนุนหรือเห็นต่างกับ ฏอลิบาน แต่อย่างใด เป็นกลุ่มที่อยู่ใน 40% ของจำนวนประชากรที่ว่างงานทั้งประเทศ และจำนวน 53% ที่ตกอยู่ในกลุ่มประชาชนที่อยู่ใต้เส้นแบ่งความยากจน เป็นผลพวงของประเทศที่อยู่ในภาวะสงครามยืดเยื้อยาวนาน 40 ปีซึ่งส่วนใหญ่แล้วยังไม่มีครอบครัวและยังไม่รู้ชะตากรรมชีวิตของตัวเองในอนาคตว่าจะเป็นอย่างไร แต่พวกเขาหวังใช้ชีวิตที่ดีกว่าด้วยการหนีตายเอาดาบหน้า ถึงแม้จะต้องเสี่ยงตายมากมายแค่ไหน พวกเขาพร้อมเผชิญหน้า เพื่อหนีจากวงจรอุบาทว์ของชีวิตที่มืดมนในประเทศของตนเอง

ชาวอัฟกัน จึงเป็นชาวอพยพที่อยู่กระจัดกระจายไปทั่วทวีปจำนวนอันดับต้นๆของโลกด้วยประการฉะนี้แล

เรื่องนี้ใครไม่ประสบด้วยตนเอง ไม่มีวันเข้าใจได้ ไม่เห็นโลงศพ ไม่มีวันหลั่งน้ำตา

3.กลุ่ม”ปาทานมุง” ที่เป็นธรรมเนียมของชาวปาทานที่มีความเข้มข้นยิ่งกว่า”ไทยมุง” หลายเท่า และบางกระแสข่าว ระบุว่ามาจากกลุ่มสนับสนุน ฏอลิบาน ที่ต้องการสกัดการอพยพคนครั้งนี้ด้วยซ้ำ

แต่สื่อกระแสหลักกลับไปชี้นำที่กลุ่มแรกเพียงกลุ่มเดียว พยายามซูมกลุ่มนี้ให้เป็นที่น่าสนใจและตัดภาพกลุ่ม 2 และ 3 ออกจากจอ โดยเฉพาะหลังข่าวการเสียชีวิตของบุคคลระดับนักฟุตบอลทีมชาติที่ร่วงตกจากเครื่องบินเสียชีวิตอย่างสุดอนาถ ทำให้กลุ่ม 2 และ 3 ถูกลืมและไม่ได้รับความสนใจไปโดยปริยาย

วงกลมมี 360 องศา การภูมิใจที่จะอยู่ ณ องศาแรกที่พบเจอ คือธรรมเนียมของคนสิ้นคิดและด้อยอารยธรรมครับ


โดย Mazlan Muhammad

อัฟกานิสถาน ฎอลิบานรีเทิร์นและแนวโน้มในอนาคต [ตอนที่ 3]

ฏอลิบาน & ไอเอส ความเหมือนที่ต่างกันราวฟ้ากับก้นเหว

หลายคนยังแยกไม่ออกระหว่างฏอลิบานและไอเอส มีเพียงสิ่งเดียวที่เป็นที่จดจำในมโนคติของพวกเขาคือก่อการร้าย สุดโต่ง ลิดรอนสิทธิสตรี กระหายเลือด หรือทัศนคติเชิงลบต่างๆ ตามที่ได้ถูกเล่าขานกันมา ซึ่งอาจมีส่วนจริงส่วนเท็จปะปนกันไป

ความจริง ทั้งสองกลุ่มนี้มีความเหมือนที่ต่างกันมากมาย สรุปได้ดังนี้

ทั้งสองอาจมีจุดเหมือนตรงที่เป็นผลของปฏิกิริยาโต้กลับของประชาขาติมุสลิมกลุ่มหนึ่งที่ปฏิเสธการใช้อำนาจเผด็จการและอธรรมของชาติตะวันตก ที่สถาปนาตนเองเป็นตำรวจโลกภายใต้การจัดระเบียบโลกใหม่ (New World Order) พร้อมด้วยต้องการสานเจตนารมณ์สร้างรัฐในอุดมคติให้สามารถนำหลัก   ชะรีอะฮ์อิสลามมาปฏิบัติใช้ในการบริหารและการปกครอง ซึ่งมีรายละเอียดสลับซับซ้อนที่จะไม่ขอกล่าว ณ ที่นี้

แต่ทั้งสองมีจุดต่างกันมากมาย ที่นำไปสู่การแยกทางเดินชนิดทางใครทางมันทีเดียว

#ฏอลิบานคือใคร

ในภาษาบัชตุน ฏอลิบานหมายถึงกลุ่มนักศึกษาศาสนา ต่อมาได้พัฒนาการเป็นกลุ่มเคลื่อนไหวอิสลามและกลุ่มการเมืองที่ก่อตั้งโดยมุลลา โอมาร์ ในปี 1994 ที่เมืองกันดาฮาร์ อดีตเมืองหลวงอัฟกานิสถาน ติดพรมแดนปากีสถานทางภาคใต้ของประเทศ ฏอลิบานสามารถปกครองพื้นที่ส่วนใหญ่ของประเทศอัฟกานิสถานและเมืองหลวงกรุงคาบูลในฐานะ “รัฐอิสลามอัฟกานิสถาน” ในปี 1996 แต่ได้รับการรับรองทางการทูตจาก 3 ประเทศเท่านั้น ได้แก่ ประเทศปากีสถาน ซาอุดีอาระเบีย และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ จนกระทั่งกองทัพสหรัฐอเมริกายกทัพถล่มอัฟกานิสถานในปี 2001  พร้อมประกาศยุคอวสานของฏอลิบาน

ผู้นำฏอลิบาน ส่วนใหญ่ได้รับอิทธิพลมาจากรากฐานนิยม”เดียวบัน” (Deobandi fundamentalism) ที่มีอุละมาอฺนามอุโฆษอย่าง อะบูหะซัน อันนัดวีย์ และเชคหะบีบุรเราะห์มาน อัลอะอฺศอมีย์เป็นผู้นำทางจิตวิญญาณของสถาบันศาสนาที่ใหญ่ที่สุดในชมพูทวีปแห่งนี้  สมาชิกหลายคนปฏิบัติตามบรรทัดฐานทางสังคมและวัฒนธรรมที่เรียกว่า “พัชตุนวาลี” (Pashtunwali) มีสมัชชาใหญ่ ( General Assambly) ที่ตัดสินเรื่องสำคัญของบรรดาเผ่าต่างๆ ที่เรียกว่า Loya Jirga (ที่ประชุมใหญ่แห่งเผ่า) ขบวนการฏอลีบานส่วนใหญ่ประกอบขึ้นจากสมาชิกชาวปาทาน (Pashtun) ซึ่งเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ใหญ่ที่สุดในอัฟกานิสถาน ปัจจุบันมี Moulawi Hibatullah Akhundzada (60 ปี) เป็นอะมีร

ด้วยพื้นเพทางสังคมนี้ ฏอลิบานจึงมีความแตกต่างอย่างสิ้นเชิงจากไอเอส สรุปสาระสำคัญดังนี้

1. ด้านสำนักคิด ปรัชญาและแนวทางขัดเกลาจิตใจ

กลุ่มฏอลิบานยึดอะกีดะฮ์แนวมาตูริดียะฮ์ที่ใกล้เคียงกับแนวอะชาอิเราะฮ์ ซึ่งแพร่หลายในอัฟกานิสถาน อินเดีย จีน บังคลาเทศ ปากีสถาน ตุรกี อิหร่านและประเทศในอดีตสหภาพโซเวียต และเป็นมัซฮับอะกีดะฮ์ทางการยุคอาณาจักรอุษมานียะฮ์ ส่วนสำนักคิดด้านฟิกฮ์ก็ยึดมั่นตามสำนักหะนะฟี และถือเป็นแม่บทในการตีความหลักศาสนบัญญัติ ที่ผสมผสานกับความเคร่งครัดในจารีตประเพณีของชาวปัชตุน ในขณะที่แนวทางด้านศูฟีย์ ฏอลิบานยึดถือแนวตะรีกัตศูฟีนักชะบันดีย์เป็นหลัก ซึ่งจะสวนทางกับแนวทัศนะของกลุ่มไอเอสที่ยึดมั่นกับแนวสะลัฟสายแป๊บซี่ ที่มักเป็นไม้เบื่อไม้เมากับแนวนี้มาโดยตลอด

2.ด้านความสัมพันธ์ในชุมชน

ฏอลิบานเป็นกลุ่มชนที่รวมตัวจากเผ่าพันธุ์เดียวกันคือบัชตุน ( ปาทาน) มีความสัมพันธ์ทางเครือญาติและเผ่าพันธุ์อย่างแนบแน่น พวกเขาจึงไม่มีระบบ “การส่งออกและการนำเข้า” ของประชาชน เพื่ออพยพผู้คนที่สมัครใจพำนักในดินแดนญิฮาดตามแนวทางของกลุ่มไอเอส ดังนั้นพวกเขาจึงไม่มีปัญหาด้านการซึมตัวเข้าไปในชุมชนเพราะทั้งแกนนำและสมาชิกต่างก็เป็นคนกันเอง ซึ่งเป็นลูกหลานในชุมชนอยู่แล้ว มีความรู้จักมักคุ้นกันดี ซึ่งต่างจากกลุ่มไอเอสที่มีการอพยพคนต่างถิ่นเข้ามาสร้างอิทธิพลในชุมชนท้องถิ่น ทำให้เกิดกระแสต้านคนนอกหรืออาจสร้างปัญหากระทบกระทั่งและความหวาดระแวงกับคนในพื้นที่ ดังที่เกิดขึ้นในซีเรียและอิรัก

3. ด้านโครงสร้างการบริหาร

กลุ่มฏอลิบานไม่มีระบบโครงสร้างการบริหารที่สลับซับซ้อน มีเพียงระบบการเชื่อฟังผู้นำทางจิตวิญญาณที่ได้รับการสืบทอดและเป็นที่ยอมรับในเผ่าพันธุ์ของตนเอง ซึ่งต่างจากระบบบริหารของไอเอสที่เน้นโครงสร้างองค์กรระบบพีระมิด ที่ค่อนข้างลึกลับ ที่แม้แต่สมาชิกที่เคียงบ่าเคียงไหล่ด้วยกันเอง ก็แทบไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามีชื่อจริงอะไร เป็นใคร มาจากไหน

4. ด้านการกำหนดสนามการต่อสู้

กลุ่มฏอลิบานได้กำหนดสนามการต่อสู้(ญิฮาด)ในสนามที่จำกัด นั่นคือในดินแดนอัฟกานิสถานเท่านั้น พวกเขากำหนดยุทธศาสตร์ญิฮาดอย่างชัดเจนว่า ต้องการขับไล่กองกำลังต่างชาติและสร้างรัฐในอุดมคติตามหลักชะรีอะฮ์อิสลามในบริเวณพื้นที่ของประเทศของตนเอง ซึ่งต่างจากแนวปฏิบัติของไอเอสที่ขยายวงการญิฮาดไปยังทั่วทุกมุมโลกอย่างไร้พรมแดน แถมยังกล่าวหากลุ่มฏอลิบานว่า เป็นกลุ่มที่เรียกร้องและคลั่งไคล้ชาตินิยม เหมือนสาวกชาตินิยมทั่วไปในโลกนี้ ที่หนักไปกว่านั้น ไอเอสได้ตัดสินว่ากลุ่มฏอลิบานเป็นกลุ่มนอกรีต ตกศาสนาหรือมุรตัดด้วยซ้ำ

5. ด้านการสถาปนาตนเองเป็นเคาะลีฟะฮ์

ผู้นำฏอลิบานไม่เคยประกาศตนเองเป็นเคาะลีฟะฮ์มุสลิมีน และไม่เคยประกาศให้ประชาชาติมุสลิมโดยเฉพาะผู้นำอิสลามทั่วโลกให้การบัยอะฮ์ พร้อมลงดาบว่าผู้ใดที่ไม่ปฏิบัติตามจะเป็นคนตกศาสนา(ตกมุรตัด) และจะประกาศสงครามทันที เหมือนผู้นำไอเอสที่ได้ประกาศที่โมซุล อิรักเมื่อปี 2013 ซึ่งหลังจากสถาปนาตัวเองเป็นเคาะลีฟะฮ์มุสลิมีนแล้ว ก็ส่งสารไปยังผู้นำประเทศอิสลามให้สัตยาบันและสวามิภักดิ์ต่อตนเอง ผู้ใดฝ่าฝืนก็จะถูกตัดสินเป็นคนนอกรีต ตกมุรตัดทันที

6. จุดยืนต่อกลุ่มหรือองค์กรอิสลามทั่วโลก

ฏอลิบานมีท่าทีเป็นมิตรกับองค์กรอิสลามทั่วโลก หลังจากฏอลิบานยุค1.0 มีจุดยืนที่แข็งกร้าวต่อองค์กรอิสลามโดยเฉพาะกลุ่มอิควานมุสลิมีน ซึ่งฏอลิบานมองว่า อันตรายยิ่งกว่าคอมมิวนิสต์และเป็นศัตรูที่แยกระหว่างอิสลามและการปฎิเสธทีเดียว แต่ฏอลิบานยุค 2.0 ในปัจจุบัน ทัศนะเชิงลบในลักษณะนี้ได้หมดไปแล้ว แกนนำฏอลิบานได้เยี่ยมเยียนเชคดร. ยูซุฟ อัลเกาะเราะฎอวีย์ และอิสมาอีล ฮะนียะฮ์ ผู้นำหะมาสเมื่อหลายปีที่ผ่านมา ซึ่งตามด้วยถ้อยแถลงของทั้งสองฝ่ายที่เต็มไปด้วยมิตรภาพและความเป็นพี่น้องในอิสลาม ซึ่งต่างจากกลุ่มไอเอสที่ยังมีจุดยืนอันแข็งกร้าวและดุดันอย่างเสมอต้นเสมอปลายต่อองค์กรมุสลิมทั่วโลก ยกเว้นกลุ่มที่เห็นด้วยกับแนวทางของพวกเขา

7. ด้านกระแสการตอบรับของประชาขาติอิสลาม

โลกอิสลามมีจุดยืนที่ค่อนข้างเป็นบวกต่อการกลับมาของฏอลิบาน นักวิชาการและอุละมาอฺทั้งในนามบุคคล องค์กร ต่างออกแถลงการณ์แสดงความยินดีต่อชัยชนะครั้งนี้ โดยเฉพาะ การที่พวกเขาสามารถขับไล่กองกำลังต่างชาติที่ปล้นทรัพยากรธรรมชาติและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของชาวอัฟกานิสถานกว่า 20 ปี พร้อมคาดหวังให้ฏอลิบานสามารถนำพาอัฟกานิสถานไปตลอดรอดฝั่ง ตลอดจนสร้างสันติภาพในดินแดนแห่งนี้ที่กลายเป็นสนามรบมายาวนานเกือบ 40 ปี

ผิดกับไอเอสที่บรรดาอุละมาอฺทั่วโลก โดยเฉพาะในพื้นที่ความขัดแย้งทั้งที่อิรักและซีเรีย ต่างออกแถลงการณ์ปฏิเสธทั้งแนวทาง และแนวปฏิบัติของกลุ่มนี้ในวันแรกของการประกาศรัฐอิสลามด้วยซ้ำ พร้อมตั้งข้อสงสัยถึงที่มาและการปรากฏตัวอย่างน่าอัศจรรย์และแปลกประหลาดของกลุ่มนี้

8. การปรับตัวในท่าทีและการยึดมั่นในหลักการ

การปรากฏตัวของฏอลิบานยุค2.0 นี้ มาพร้อมๆ กับการปรับเปลี่ยนท่าที ที่ถือว่าน่าจะเป็นการถอดบทเรียนของความผิดพลาดในอดีตได้อย่างชาญฉลาด มีความยืดหยุ่นและใจกว้างที่มากขึ้น โดยเฉพาะการกำหนดเป้าหมายอย่างชัดเจน 3 ประการ ได้แก่ 1) ต้องการสันติภาพและความปรองดองของชาติเป็นหลัก ด้วยการประกาศนิรโทษกรรม ไม่มีการล้างแค้นใดๆ และพร้อมเจรจากับทุกฝ่ายเพื่อความสมานฉันท์ แม้กระทั่งท่าทีต่อกลุ่มชีอะฮ์ทางภาคเหนือของประเทศที่ฏอลิบานมีความผ่อนปรนมากขึ้น  2) ต้องการสร้างรัฐอิสลาม ซึ่งเป็นเจตนารมณ์ที่ไม่เคยเปลี่ยนแปลง แต่มีความยืดหยุ่น ไม่ติดยึดกับทัศนะทางศาสนาที่คับแคบ และพร้อมสร้างความเปลี่ยนแปลงสู่สิ่งที่ดีกว่าภายในกรอบของหลักการอิสลาม 3) ต้องการการยอมรับของประชาคมระหว่างประเทศ ด้วยการอ้าแขนตอบรับการเจรจาระหว่างประเทศ โดยเฉพาะท่าทีที่มีต่อจีน รัสเซีย ตุรกี หรือแม้กระทั่งสหรัฐอเมริกา 

ตรงกันข้ามกับไอเอสที่ยังสถาปนาตัวเองเป็นศูนย์กลางของโลกและคำชี้ขาดสุดท้ายของความถูกต้องอย่างไม่มีวันแปรเปลี่ยน

ท่ามกลางความดีใจของประชาชาติมุสลิมต่อชัยชนะเหนือความคาดหมายของกลุ่มฏอลิบานครั้งนี้ สิ่งที่ยังเป็นความกังวลของผู้เขียนคือ ฏอลิบานจะไปอย่างไรต่อ อะไรคือขวากหนามที่พวกเขาต้องเผชิญ พวกเขาจะรับมือกับชาติที่มีความหลากหลายทางเผ่าพันธุ์ (Multiethnic States)ด้วยวิธีไหน พวกเขาจะปรับตัวในสังคมดิจิตอลได้อย่างไร เพราะในชีวิตจริงการได้ครอบครองเจ้าสาวในดวงใจถือเป็นสิ่งที่บุรุษทุกคนเฝ้าฝันอยู่แล้ว แต่ตัวชี้วัดความสำเร็จของชีวิตการแต่งงานและการใช้ชีวิตคู่ ไม่ใช่วัดกันที่บรรยากาศดื่มด่ำช่วงฮันนี่มูนเท่านั้น แต่ความท้าทายในชีวิตคู่ที่พร้อมเผชิญหน้ากับพายุที่โหมกระหน่ำและถนนที่อุดมด้วยขวากหนามต่างหาก คือตัวชี้วัดความสำเร็จที่แท้จริง

ประสบการณ์ที่ผ่านมา สอนให้เรารู้ว่า ประชาชาติอิสลามมีสิทธิ์แค่สนุกสนานรื่นเริงในวันจัดพิธีแต่งงานและดื่มด่ำกับความสุขช่วงฮันนี่มูนในระยะเวลาสั้นๆเท่านั้น หลังจากนั้น คู่บ่าวสาวก็จะถูกปองร้ายจนเสียชีวิตไปต่อหน้าต่อตา


โดย Mazlan Muhammad

อัฟกานิสถาน ฏอลิบานรีเทิร์นและการคาดการณ์ในอนาคต [ตอนที่ 2]

กษัตริย์อาห์มัด ชาห์ ดุรรานี่จากเผ่าอับดาลี่ ถือเป็นกษัตริย์ผู้สถาปนาอัฟกานิสถานยุคใหม่ พระองค์ทรงครองราชย์ช่วงค.ศ.1747-1772  ซึ่งสามารถรวบรวมชนเผ่าต่างๆในอัฟกานิสถานกว่า 20 เผ่าพันธุ์และดินแดนบางส่วนในประเทศปากีสถานปัจจุบันทั้งปันจาบ ลาโฮร์ และแคชเมียร์ เคยยกทัพหวังยึดครองกรุงเดลฮีแต่ถูกราชวงศ์มองโกลซึ่งรับอิสลามต้านทานจนต้องล่าถอย หลังจากนั้นอาณาจักรได้อ่อนแอลง จนกระทั่งถูกเฉือนแบ่งราวที่ดินมรดก ในยุค”เกมครั้งยิ่งใหญ่”โดย 2 มหาอำนาจโลกขณะนั้นคือสิงโตแห่งอังกฤษและหมีขาวแห่งรัสเซีย

อัฟกานิสถานหรือชื่อทางการคือ สาธารณรัฐอิสลามอัฟกานิสถาน ท่านผู้อ่านสามารถอ่านข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่

https://th.m.wikipedia.org/wiki/ประเทศอัฟกานิสถาน

#สถิติอื่นๆที่น่าสนใจ

สถิติปัญหาว่างงานสูงถึง 40% (ข้อมูลปี 2005) และประชาชนอยู่ใต้เส้นแบ่งความยากจน 53% (ข้อมูลปี 2003) เปรียบเทียบกับประเทศไทยที่

มีอัตราว่างงานสูงสุดในเดือนตุลาคม 2563 อยู่ที่ 4.5%  ในขณะที่คนจนมีจำนวน ทั้งสิ้น 5.40 ล้านคน หรือคิดเป็นสัดส่วน 7.79% ของประชากรทั้งประเทศ (ข้อมูล 2019)

มีรายได้จากการปลูกยาเสพติดชนิดต่างๆ สูงถึง 3,000 ล้านดอลล่าร์ ตามรายงานระบุว่าอัฟกานิสถานสามารถผลิตเฮโรอีนจำนวน 6,700 ตันต่อปี (ข้อมูล 2006) คิดเป็น 92% ของการผลิตเฮโรอีนทั่วโลก

#ไทม์ไลน์สำคัญของอัฟกานิสถาน

  • 1747 สถาปนาอัฟกานิสถานยุคใหม่โดยอาห์มัด  ชาห์ ดุรรานี่จากเผ่าอับดาลี่  โดยมีนครกันดาฮาร์เป็นเมืองหลวง และในปี 1775 ได้ย้ายเมืองหลวงไปยังคาบูลจนถึงปัจจุบัน โดยราชวงศ์นี้สามารถปกครองอัฟกานิสถานเพียง 37 ปีเท่านั้น
  • 1839-1873 สงครามอัฟกานิสถาน-อังกฤษครั้งแรก ที่จบด้วยความพ่ายแพ้ของอังกฤษจนต้องถอนกำลังออกจากประเทศ
  • 1873 กำหนดเส้นพรมแดนระหว่างรัสเซียและอัฟกานิสถาน
  • 1878-1880 สงครามอัฟกานิสถาน- อังกฤษครั้งที่ 2 ที่จบด้วยสัญญาสงบศึก โดยที่อังกฤษยอมถอนกองกำลังพร้อมแต่งตั้งอะมีรอับดุรเราะห์มาน ข่านเป็นผู้นำ
  • 1893 กำหนดเส้นพรมแดนระหว่างอัฟกานิสถานและอินเดีย จนเกิดปัญหาการแยกประเทศของเผ่าปาทาน หลังจากการกำเนิดของประเทศปากีสถานในปี 1947
  • 1919 สงครามอัฟกานิสถาน- อังกฤษครั้งที่ 3 โดยสิ้นสุดด้วยอังกฤษยอมรับเอกราชของอัฟกานิสถาน ภายใต้ผู้นำอัฟกันคนใหม่คืออะมีร อามานุลลอฮ์ โดยอดีตสหภาพโซเวียตเป็นชาติแรกที่ให้การรับรอง
  • 1921 ลงนามในสัญญามิตรภาพอัฟกาโซเวียต ปูทางให้โซเวียตเข้ามาสร้างบารมีในอัฟกานิสถาน
  • 1973 สิ้นสุดระบอบกษัตริย์และสถาปนาระบอบประธานาธิบดีโดยมีนายดาวูด ข่านเป็นประธานาธิบดีคนแรกด้วยการสนับสนุนจากฝ่ายสังคมนิยม
  • 1978 นายดาวูด ข่าน ถูกทหารฝ่ายสังคมนิยมปฏิวัติและสังหารพร้อมครอบครัว โดยนายนูรมูฮัมมัด ตะรอกีย์ เลขาธิการพรรคสังคมนิยมคอมมิวนิสต์ สถาปนาตนเองเป็นประธานาธิบดี ถือเป็นการเปิดฉากซีรีย์การแย่งอำนาจที่นำไปสู่การนองเลือดที่ยืดเยื้อในดินแดนอัฟกานิสถาน
  • 1979 ทหารโซเวียตจำนวน 100,000 นายบุกโจมตีอัฟกานิสถาน หะฟีซุลลอฮ์อะมีน ประธานาธิบดีคนใหม่ถูกสังหารหลังอยู่ในตำแหน่งเพียง 4 เดือนหลังจากนูรมูฮัมมัดตะรอกีถูกสังหารก่อนหน้านี้ นายบาบรัค คาร์มัล ถูกส่งตัวจากโซเวียตเพื่อรับตำแหน่งประธานาธิบดีคนใหม่ ท่ามกลางกระแสการต่อต้านจากประชาชน
  • 1989 อดีตสหภาพโซเวีต ถอนกำลังออกจากอัฟกานิสถาน ประกาศความพ่ายแพ้อย่างยับเยินหลังสูญเสียพลทหารกว่า 15,000 นาย ถลุงงบประมาณด้านการทหาร กว่า 7 หมื่นล้านดอลล่าร์ตลอดระยะเวลาการทำสงครามนานกว่า 10 ปี นายนาญีบุลลอฮ์ ซึ่งเป็นสาวกผู้สวามิภักดิ์ต่ออดีตสหภาพโซเวียตได้รับการเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดี ท่ามกลางการปฎิเสธของกลุ่มมุญาฮิดีน
  • 1992กองกำลังมุญาฮิดีนได้เข้าบุกยึดกรุงคาบูลภายใต้การนำของหิกมัตเทียร์ ผู้นำพรรคอิสลามและพันธมิตรฝ่ายซ้ายที่มีเผ่าบัชทุนสนับสนุน โดยมีอาห์มัด ชาห์ประธานกลุ่มอิสลามและพันธมิตรฝ่ายซ้ายที่มีเผ่าทาจิกสนับสนุน ซึ่งลงเอยด้วยสงครามกลางเมืองระหว่าง 2 ฝ่าย สุดท้ายกองกำลังที่นำโดยอาห์มัดชาห์ สามารถคุมพื้นที่ในกรุงคาบูล
  • 1993 สัญญาสงบศึกระหว่างกองกำลังติดอาวุธต่างๆในอัฟกานิสถาน จัดขึ้นที่อิสลามาบัด สามารถจัดตั้งรัฐบาลผสมนาน 18 เดือน โดยมีนายร็อบบานี รับหน้าที่ประธานาธิบดีชั่วคราว ก่อนที่จะมีการเลือกตั้งใหญ่ แต่ก็ต้องสะดุดกลางคันเมื่อนายหิกมัตเทียร์ ลุกขึ้นปฏิวัติ  ถึงแม้ไม่สำเร็จก็ตาม แต่ก็เพียงพอที่ทำให้แผนสันติภาพและสมานฉันท์แห่งชาติต้องล้มกระดานไป
  • 1994 การปรากฏตัวครั้งแรกของกลุ่ม ฏอลิบาน โดยใช้เมืองกันดาฮาร์เป็นศูนย์บัญชาการ
  • 1996 กลุ่มฏอลิบานสามารถบุกยึดกรุงคาบูลได้สำเร็จ และได้ประหารชีวิตนายนายีบุลลอฮ์ ผู้นำใฝ่คอมมิวนิสต์ที่ได้รับการอารักขาในอาคารสหประชาชาติที่กรุงคาบูลตั้งแต่ปี 1992
  • 1997 กลุ่มฏอลิบานสามารถบุกยึดเมืองทางตอนเหนือโดยเฉพาะมะซาร์ ชะรีฟ แต่ถูกต่อต้านอย่างหนักจากกองกำลังชีอะฮ์ จนต้องล่าถอย
  • 1998 กลุ่มฏอลิบานสามารถบุกยึดเมืองมะซาร์ชะรีฟอีกครั้ง ด้วยการทำลายฐานที่มั่นของกลุ่มชีอะฮ์
  • 1999 เกิด 2 รัฐบาลคู่ขนานในอัฟกานิสถาน คือ 1) รัฐบาลที่นำโดยนายร็อบบานี ที่นานาชาติให้การรับรอง แต่สามารถปกครองเพียง 15% ของประเทศเท่านั้น 2) รัฐบาลที่นำโดยฏอลิบานที่สามารถปกครองประเทศโดยส่วนใหญ่แต่ไม่ได้รับการยอมรับจากนานาชาติยกเว้นปากีสถาน สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์และซาอุดิอาระเบียเท่านั้น
  • 2000 เกิดการปะทะอย่างรุนแรงทางภาคเหนือระหว่างกองกำลังของอาห์มัดชาห์กับกลุ่มฏอลิบานซึ่งได้รับการสนับสนุนจากกลุ่มอัลกออิดะฮ์ของอูซามะฮ์บินลาเด็นและชาติอาหรับ
  • 2001 ฏอลิบานระเบิดทำลายพระพุทธรูปแห่งบาบียัน ท่ามกลางเสียงคัดค้านทั่วโลก
  • 2001 อาห์มัดชาห์ ถูกมือระเบิดพลีชีพสังหารเสียชีวิต ขณะนำทัพต่อสู้กับกลุ่มฏอลิบานทางภาคเหนือของประเทศ
  • 2001 11 กันยา เกิดเหตุการณ์ช๊อคโลกเมื่อ WTC สหรัฐอเมริกาถูกถล่ม พร้อมๆกับการปรากฏตัวของนายอูซามะฮ์บินลาเด็นและกลุ่มอัลกออิดะฮ์
  • 2001 สหรัฐอเมริกาปูพรมถล่มอัฟกานิสถาน เป็นเวลานานกว่า 40 วัน โดยอ้างว่าฏอลิบานให้แหล่งพักพิงแก่บินลาเด็น  ประธานาธิบดีบุชในขณะนั้นได้ประกาศการสิ้นสลายของกลุ่มฏอลิบานอย่างเป็นทางการ
  • 2001 ฮามิด คาร์ไซ ได้รับการแต่งตั้งเป็นประธานาธิบดีชั่วคราว 18 เดือนเพื่อเตรียมการเลือกตั้งใหญ่ ภายใต้การอุปถัมภ์ของสหรัฐอเมริกา ท่ามกลางความขัดแย้งและการนองเลือดอย่างต่อเนื่อง
  • 15 สิงหาคม 2021 กลุ่มฏอลิบานได้ทำลายสถิติโลกด้วยการบุกยึดกรุงคาบูลสำเร็จชนิดหักปากกาเซียนในขณะที่ประธานาธิบดีนายอัชร็อฟ ฆานี พร้อมบริวารได้หลบหนีลี้ภัยไปยังประเทศทาจิกิสถาน พร้อมขนเงินเต็ม 4 คันรถและเฮลิคอปเตอร์ 1 ลำ จบวีรกรรมของการทุจริตคอร์รัปชั่นบนซากปรักหักพังและภาวะสิ้นเนื้อประดาตัวของชาติและประชาชน

โดย Mazlan Muhammad

อัฟกานิสถาน ฏอลิบานรีเทิร์นและการคาดการณ์ในอนาคต [ตอนที่ 1]

อัฟกานิสถาน ประเทศที่ตั้งอยู่บริเวณรอยต่อระหว่างเอเชียกลาง เอเชียตะวันตกและเอเชียใต้ ซึ่งในอดีต กองกำลังมองโกลยุคเจงกิสข่านผู้ไม่เคยปราชัยในสมรภูมิต้องประสบกับความพ่ายแพ้ครั้งแรกในสงครามเมืองคาบูล ภายใต้แม่ทัพอิสลามนามญะลาลุดดีน แต่เนื่องจากความขัดแย้งระหว่างมุสลิมด้วยกัน ทำให้เจงกิสข่านสามารถยึดครองดินแดนแถบนี้ ในตำนานเล่าว่าส่วนหนึ่งของลูกหลานเจงกิสข่าน ได้รับอิสลามและได้สร้างอาณาจักรอิสลามอันยิ่งใหญ่บริเวณชมพูทวีปในเวลาต่อมา

จากความโดดเด่นทางภูมิศาสตร์และความร่ำรวยทางทรัพยากรธรรมชาติ ทำให้ดินแดนแห่งนี้กลายเป็นที่หมายปองของเหล่านักล่าโดยเฉพาะพญามังกร พญาหมี สิงโตและพญาเหยี่ยวจวบจนกระทั่งปัจจุบัน

หลังจากสิ้นยุคสิงโตครองโลกช่วงก่อนและหลังสงครามโลกครั้งที่ 1 ก็ถึงคราวยุคพญาหมีที่ได้ทีเข้าตะปบเหยื่อ ณ ดินแดนแห่งนี้อย่างรุนแรงและยาวนานกว่า 10 ปี แต่สุดท้ายต้องซมซานกลับเข้าถ้ำอย่างสะบักสะบอมที่สุด พร้อมๆกับการล่มสลายของอาณาจักรพญาหมีอันยิ่งใหญ่

เมื่อ 20 ปีที่แล้ว พญาเหยี่ยวได้ปูพรมถล่มดินแดนนักต่อสู้แห่งนี้ จนราบเป็นหน้ากลอง พร้อมประกาศอย่างอหังการว่า ฏอลิบานได้ถึงยุคอวสานแล้ว พร้อมๆกับจัดตั้งรัฐบาลหุ่นเขิดของตน ที่คอยเถลิงอำนาจและสร้างความมั่งคั่งให้แก่ตนเองและพวกพ้อง บนคราบน้ำตาและความยากจนข้นแค้นของชาวอัฟกัน

แต่แล้วโลกทั้งใบต่างงงงวย เมื่อฏอลิบาน ไม่ได้อวสานตามที่ป่าวประกาศ แต่กลับผงาดบุกยึดกรุงคาบูลเบ็ดเสร็จเมื่อ 15/8/2021 โดยข่าวล่าสุดรายงานว่า ผู้นำรัฐบาลหุ่นเชิดได้หลบหนีไปยังประเทศเพื่อนบ้านพร้อมสินทรัพย์มหาศาล ท่ามกลางสถานการณ์ความชุลมุนวุ่นวายในกรุงคาบูล สะท้อนถึงความล้มเหลวอย่างสิ้นเชิงของแผนการณ์พญาเหยี่ยว ที่แม้แต่อดีตประธานาธิบดีทรัมป์แห่งสหรัฐฯออกโรงจี้ให้ประธานาธิบดีไบเดนลาออกจากตำแหน่ง เพราะถือเป็นต้นเหตุที่นำความพ่ายแพ้อย่างอัปยศที่สุดของสหรัฐฯทีเดียว

เราค่อยๆมาทำความรู้จักกับอัฟกันแบบค่อยเป็นค่อยไปน่ะครับ


โดย Mazlan Muhammad