อีหร่าน : เพื่อนบ้านผู้ซื่อสัตย์หรือภัยคุกคามที่น่ากลัว [Ep.3]

บทความก่อนหน้านี้

2.ความหลงผิดเรื่อง “การเลือกข้างระหว่างสองฆาตกร”

#โครงการเศาะฟาวีย์กับไซออนิสต์

ดร. ชังกีฏีย์ได้กล่าวหาคนที่มีทัศนะแบบนี้ว่า เป็นอาการของ “อัมพาตทางปัญญา” เราขอกล่าวว่าไม่เลย มันคือ “สามัญสำนึกของการตื่นรู้” ต่างหาก เพราะโครงการไซออนิสต์ได้ปล้นสะดมแผ่นดินและหัวใจของประชาขาติอิสลาม ผนวกด้วยโครงการในมายาคติ “อิสราเอลที่ยิ่งใหญ่ ( The Greater Israel) ส่วนโครงการเศาะฟาวีย์ได้ยึดครองทั้งบ้านเมือง ทำลายหลักความเชื่อ และชีวิตจากภายใน ผนวกด้วยโครงการในมายาคติ “จันทร์เสี้ยวแห่งชีอะฮ์” (Shia Crescent ) ทั้งสองโครงการนี้มองภูมิภาคของโลกอิสลามว่าเป็น “พื้นที่ที่ยังมีชีวิตและพร้อมเคลื่อนไหวตลอดเวลา” จึงต้องเฝ้าระวังการเติบโตและยับยั้งการงอกเงยชนิดไม่พลาดสายตา และมองชาวอาหรับว่า หาใช่ใครอื่นนอกจากเป็นเครื่องมือหรืออุปสรรคกีดขวางเท่านั้น ส่วนการสนับสนุนกาซ่าของพวกเขาก็เป็นเพียงผัดชีโรยหน้าของโครงการเศาะฟาวีย์ ไม่ใช่เพราะเป็นแก่นแกนสำคัญประชาชาติอิสลาม

ดูเงื่อนไข 10 ข้อที่อีหร่านยื่นข้อเสนอเพื่อยุติสงคราม 50 วันล่าสุดดูซิ มีการพูดถึงกาซ่าและผลประโยชน์ของขาวปาเลสไตน์สักคำบ้างไหม หากถือไพ่ที่เหนือกว่าบนโต๊ะเจรจาต่อรอง ทำไมไม่วางผลประโยชน์ของชาวปาเลสไตน์เป็นที่ตั้งและสร้างเป็นเงื่อนไขอันดับต้น ๆ

3. ยุค “ผ้าโพกหัว” และการประชุมลับ (ตั้งแต่ 1979)

อิหร่านประกาศก้องโลกว่า สหรัฐฯ “เป็นศัตรูเบอร์ 1 หรือซาตานผู้ยิ่งใหญ่ ” แต่เมื่อดูเบื้องหลังโรงละครขนาดใหญ่ จะพบว่า หลังฉากจะดูย้อนแย้งกับการแสดงหน้าเวทีโลก เอกสารต่าง ๆ ได้รับการเปิดเผยความสัมพันธ์ลับระหว่างโคมัยนีกับรัฐบาลสหรัฐฯ (เคนเนดีและคาร์เตอร์) เพื่อให้หลักประกันว่าการปกครองอิสลามตามแบบฉบับอิหร่านจะไม่กระทบต่อผลประโยชน์ตะวันตก แถมจะเป็นกำแพงกั้นกระแสคอมมิวนิสต์ด้วยซ้ำ และคำขวัญ “อเมริกาจงพินาศ” ก็เป็นเพียงฉากบังหน้าสำหรับการปรับความเข้าใจใต้โต๊ะ ซึ่งปรากฏชัดในเหตุการณ์ที่ประวัติศาสตร์ต้องจดจำวันที่สหรัฐ ฯ ส่งมอบอิรักให้อิหร่านในปี 2003

4.การทรยศของ “กระแสศาสนา” ต่อวาระแห่งชาติของนายมุศ็อดดิก (1951-1953)

ตรงนี้เองที่เผย “ลัทธิประโยชน์นิยมที่ทรยศ” ของพวกมุลลาห์ ขณะที่มุฮัมมัด มุศ็อดดิกกำลังนำโครงการชาตินิยมที่แท้จริงด้วยการยึดบ่อน้ำมันคืนจากลัทธิล่าอาณานิคมอังกฤษ กระแสศาสนานำโดยอายะตุลลอฮ์ กาชานี กลับหักหลังเขา พวกมุลลาห์เลือกที่จะประสานกับหน่วยข่าวกรองสหรัฐฯ (CIA) และอังกฤษในการทำรัฐประหาร 1953 เพื่อโค่นมุศ็อดดิก เพราะกลัวแนวทางเซคิวลาร์ของเขาจะทำลายอิทธิพลดั้งเดิมของพวกเขา เหตุการณ์นี้พิสูจน์ว่ามุลลาห์พร้อมจับมือกับ “ซาตาน” ตะวันตก เพื่อต่อต้านวาระแห่งชาติใด ๆ “ไม่ว่าจะสุนหนี่หรือเซคิวลาร์” ที่มุ่งสร้างความเจริญที่แท้จริงให้รัฐ

และนี่คือเหตุผลทำไมอิหร่านยุคมุลลาห์สามารถทอดสะพานเชื่อมสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นกับพรรคบาธที่ซีเรียยุคฮาฟิศ อะซัด แต่กลับทำสงครามยาวนานกับพรรคบาธอิรักในยุคซัดดัม และในมุมกลับ เราสามารถเห็นธาตุแท้ของความปลิ้นปล้อนของพรรคบาธที่ศรัทธาต่อชาตินิยมอาหรับอย่างสุดขั้ว แต่เมื่อถึงเวลาอันเหมาะสม พวกเขาพร้อมเตะทิ้งอาหรับด้วยกันและหันไปกอดคอกับเปอร์เซียแทน เพื่อตอกย้ำว่า สโลแกนอันจอมปลอมไม่สำคัญเท่าผลประโยชน์อันยั่งยืน


cr: https://www.facebook.com/photo.php?fbid=10226274009036086&set=pb.1816673496.-2207520000&type=3

อีหร่าน : เพื่อนบ้านผู้ซื่อสัตย์หรือภัยคุกคามที่น่ากลัว [Ep.2]

อิหร่าน : เพื่อนบ้านที่ซื่อสัตย์หรือภัยคุกคามที่น่ากลัว (2)

โดย: ดร.มะห์มูด ลัมลูม อียิปต์

—————

ขอชื่นชม ดร.ชันกีฏีย์ สำหรับข้อเสนอที่จุดประเด็นถกเถียงเสมอ แต่ด้วยภาษาของ “ความจริงทางการเมือง” และตรรกะของ “ภูมิศาสตร์ประวัติศาสตร์” ผมจึงจำเป็นต้องชี้แจงจุดคลาดเคลื่อนสำคัญในทัศนะของท่านเกี่ยวกับสถานะของอิหร่านต่อความมั่นคงแห่งชาติของอาหรับและซุนนี ซึ่งท่านสรุปไว้ 2 ประเด็น คือ

ประเด็นแรก อิหร่านเป็น “เพื่อนบ้านถาวรและเป็นส่วนหนึ่งอันดั้งเดิมของประชาชาติอิสลาม”

ประเด็นที่สอง “ความเป็นศัตรูของอิหร่าน” ต่อชาวอาหรับและชาวมุสลิมเป็นเพียงอาการชั่วคราว หรือเป็น “ศัตรูเฉพาะกิจ” ตามสถานการณ์และเงื่อนไขบางอย่างที่บีบบังคับ

การเร่งรีบฟันธงข้อมูลเชิงยุทธศาสตร์และประวัติศาสตร์ จะเผยให้เห็นการละเลยความจริงที่ชัดเจน นั่นคือ อิหร่านไม่เคยปฏิบัติตัวด้วยตรรกะ “รัฐเพื่อนบ้าน” แต่ดำเนินตามยุทธศาสตร์ “มีดสั้นทางภูมิรัฐศาสตร์” ที่ปักอยู่กลางอกของโลกสุนหนี่มาโดยตลอด ต่อไปนี้คือการหักล้างความคลาดเคลื่อนเหล่านี้จากเหตุการณ์ล่าสุดย้อนไปถึงรากเหง้าของปัญหา

1. “พื้นที่สีเทา” ปี 2026

#การหวนกลับของเศาะฟาวีย์ยุคใหม่

ปฏิบัติการของ “กองกำลังอัลกุดส์” ทั่วแผ่นดินอิรักทุกวันนี้ “กองกำลังฮิสบุลลาต” ที่มีอำนาจล้นฟ้าเหนือเลบานอน ตลอดจน “กบฏฮูซีย์” ที่กำลังร่ายรำดาบเปื้อนเลือดบนแผ่นดินเยเมน หาใช่อื่นใดนอกจากการลอกเลียนแบบที่บิดเบี้ยวของ “สงครามตัวแทน” เท่านั้น

#ภูมิศาสตร์คือเวทีแห่งการคุกคาม

การเปลี่ยนเยเมนและเลบานอนเป็นฐานยิงขีปนาวุธที่เล็งเป้าไปยังมักกะฮ์ มะดีนะฮ์และริยาด ไม่ใช่พฤติกรรมของ “เพื่อนบ้าน” ด้วยประการทั้งปวง แต่เป็นสัญญานเถื่อนของ “จักรวรรดินักล่าที่กำลังรุกคืบ“ โดยมุ่งทำลายความศักดิ์สิทธิ์ของศูนย์กลางชาวสุนหนี่

#การทำลายล้างเมืองหลักของชาวสุนหนี่

สิ่งที่เกิดขึ้นในซีเรีย เยเมนและอิรักจากการทำลายล้างเมืองอดีตกระดูกสันหลังของประขาชาติอิสลามอย่างเป็นระบบ (อะเลปโป โมซุล ฟัลลูจาห์และศอนอา) และการกวาดล้างอัตลักษณ์และวัฒนธรรมอันเก่าแก่ของชาติที่เคยเป็นอู่อารยธรรมของโลก ไม่ใช่เป็น “ข้อผิดพลาดในสงคราม” แต่เป็นการแสดงออกของความแค้นฝังลึกทางนิกายที่มีเป้าหมายลบล้างองค์ประกอบของสุนหนี่ออกจากสมการการเมือง

ในเมื่อเมืองมรดกทางวัฒนธรรมอันเก่าแก่ถูกทำลายย่อยยับ ถามว่า อนุชนในอนาคตจะเชื่อมต่อกับอารยธรรมอันยิ่งใหญ่ในอดีตได้อย่างไร

#การคุมกำเนิดการตระหนักรู้ของประชาชาติอิสลาม

การพยายามโน้มน้าวชาวสุนหนี่ว่า “ศัตรูที่อยู่ไกล (อิสราเอล)” คือภัยคุกคามเพียงฝ่ายเดียว ขณะที่ “ศัตรูที่อาศัยอยู่ในเรือนร่างของเรา (อิหร่าน) คือ “อัศวินม้าขาวในฐานะผู้กอบกู้แต่เพียงผู้เดียว คือ “การปล้นชิงการตื่นรู้ทางภูมิรัฐศาสตร์” ของประชาชาติอย่างสมบูรณ์


ที่มา : https://www.facebook.com/photo/?fbid=10226273348699578&set=pb.1816673496.-2207520000

อีหร่าน : เพื่อนบ้านผู้ซื่อสัตย์หรือภัยคุกคามที่น่ากลัว [Ep.1]

บทสรุปของละครสั้น 50 วัน : ทำไมชาวซุนนีถึงไม่เข้าข้าง “ศึกของฝ่ายที่ขัดแย้งกัน”

ในโลกของการเมืองและสงครามอันปลิ้นปล้อน บางคนเคลิ้มกับวาทกรรม “ศัตรูของศัตรูคือมิตรของเรา” แต่ในตาชั่งแห่งหลักความเชื่อและวิจารณญาณ เรื่องนี้ต่างออกไปโดยสิ้นเชิง นี่คือเรื่องราวจากมุมจริง ห่างไกลจากเสียงตะโกนของคำขวัญอันจอมปลอม

1 • ตาชั่งทองคำ : หลักการ “ให้ผู้อธรรมตีกันเอง”

ตั้งแต่อดีต บรรดาปราชญ์อิสลามผู้ทรงธรรมสรุปท่าทีไว้ด้วยคำพูดสั้น ๆ แต่หนักแน่นดุจภูเขา ดังนี้

👉 ชัยคุลอิสลาม อิบนุตัยมียะฮ์ – ขออัลลอฮ์เมตตาท่าน – กล่าวว่า: เมื่อพวกมะญูซีย์ พวกชีอะฮ์รอฟิเฎาะฮ์และพวกยิวรบกัน จงขอบคุณอัลลอฮ์ที่ทรงให้มุสลิมพ้นจากพิษภัยของพวกเขา และจงวิงวอนต่ออัลลอฮ์ว่าอย่าให้ฟิตนะฮ์ของท่านอยู่ในฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเลย (อัลฟะตาวา อัลกุบรอ : 13/4)

👉 และนักหะดีษ อิมามอัลบานีย์ – ขออัลลอฮ์เมตตาท่าน – กล่าวว่า: ชาวซุนนีจะไม่ยืนเคียงข้างรอฟิเฎาะฮ์เพื่อต่อต้านยิว และไม่ยืนเคียงข้างยิวเพื่อต่อต้านรอฟิเฎาะฮ์

2 • เปิด “สมุดบันทึกแห่งการทรยศ” : อิหร่านทำอะไรกับประเทศอิสลามสุนหนี่บ้าง อิหร่านคือภัยคุกคามต่อภูมิรัฐศาสตร์ของชาติอาหรับอย่างไรบ้าง

สำหรับผู้ที่สงสัย: ทำไมต้องเฝ้าระวัง “อิหร่าน” และบรรดาเครือข่าย ลองดูแผนที่แล้วถามตัวเอง

ที่อิรักและอัฟกานิสถาน อิหร่านคือ “กุญแจไข” ที่ผู้ยึดครองอเมริกันใช้กุญแจดอกนี้แง้มประตูเข้ามา แถมยังสนับสนุนกองกำลังต่างชาติเพื่อทำลายอัตลักษณ์ของประชาชนเหล่านี้ ปัจจุบัน อัฟกานิสถานได้หลุดรอดจากกรงเล็บอันชั่วร้ายนี้ เหลือแต่อิรักผู้น่าสงสารที่ตกเป็นจังหวัดหนึ่งของเตหะรานโดยสมบูรณ์ไปแล้ว

ที่ซีเรียและเลบานอน: อิหร่านกลายเป็น “ดาบ” ที่คร่าชีวิตผู้คนนับแสนนับล้าน และเปลี่ยนเบรุตที่งดงามให้เป็น “ตัวประกัน” ในมือกองกำลังติดอาวุธ (หิซบุลลาต) ที่รับใช้ผลประโยชน์ของตนเท่านั้น แต่ด้วยความประสงค์ของอัลลอฮ์ ซีเรียรอดพ้นจากแผนร้ายนี้ เหลือแต่เลบานอนที่อยู่ยังอยู่ในฝันร้ายอันยาวนานภายใต้อุ้งมือมารของฮิสบุลลาต ผลผลิตชั้นพรีเมี่ยมจากเตหะราน

ที่เยเมนและแอลจีเรีย เชื้อไฟปฏิวัติของวิลายุตุลฟะกีฮ์ได้สนับสนุนรัฐประหารและความพินาศย่อยยับ เปลี่ยนความฝันของคนหนุ่มสาวให้แตกสลายบนซากปรักหักพัง และพยายามแทรกแซงความมั่นคงของประเทศแอฟริกาเหนือตั้งแต่ยุค 90 เยเมนในปัจจุบันยังหวาดผวากับฝันร้ายของกลุ่มฮูซีย์ ผู้ภักดีและได้รับท่อน้ำเลี้ยงอย่างดีจากเตหะรานเช่นเดียวกัน

ในปาเลสไตน์ เตหะรานใช้ “อัลอักศอ” เป็นเพียงแค่คำขวัญ เพื่อซื้อใจผู้คน และประกาศความเป็นฮีโร่ให้โลกรับรู้ ขณะเดียวกันกลับพยายามสร้างความแตกแยกในกลุ่มชาวปาเลสไตน์ และปลูกฝังพิธีกรรมแปลกๆ ของตนในกาซา

กองกำลังปฏิวัติอิหร่านไม่เคยมองชาวปาเลสไตน์ที่อาศัยในกรุงแบกแดดอยู่ในสายตาเลย แถมยังขับไล่พวกเขานับแสนคน เข่นฆ่าพวกเขาอย่างโหดเหี้ยม จำนวน 50 กว่าราย และยังยึดหมู่บ้านปาเลสไตน์ในกรุงแบกแดดให้เป็นที่อยู่อาศัยของกองกำลังทมิฬที่มาจากอีหร่าน

เช่นเดียวกันกับชาวปาเลสไตน์ที่ลี้ภัยที่เลบานอนก็มีชะตากรรมไม่แพ้กัน พวกเขาต้องหลบ ๆ ซ่อน ๆ จากสายตาอันเคียดแค้นของฮิสบุลลาตอยู่เสมอ

กลุ่มชนเหล่านี้หรือ ที่ชาวซุนหนี่ไว้วางใจให้ปกป้องชาวปาเลสไตน์และทวงคืนมัสยิดอักศอ

3 • สิ่งที่อยู่ใต้ผ้าคลุมสีดำ : ความจริงที่น่าตกใจเกี่ยวกับ “หลักความเชื่อ”

บางคนอาจถาม “แต่พวกเขาก็ละหมาดถือศีลอดนี่!” ความจริงล้ำลึกกว่านั้นมาก เราไม่ได้ฟัตวาพวกเขาโดยเหมารวมว่า มีฐานะเป็นกาฟิร แต่เราขอยืนยันว่าทั้งผู้รู้ นักการเมืองและประชาชนทั่วไปของพวกเขา มีพฤติกรรมและความเชื่อบางอย่างซึ่งมีเหตุจูงใจบางอย่างที่นำไปสู่ความเป็นกาฟิร ตัวอย่างเช่น

– มัสยิดและกุโบร์: ในเตหะราน ไม่อนุญาตให้สร้างมัสยิดของชาวซุนนีแม้แต่หลังเดียว แต่กลับมีโบสถ์และศาสนสถานของยิวอยู่ทุกที่ พวกเขาทำให้กุโบร์กลายเป็น “ศาสนสถาน” ที่ถูกเคารพบูชาแทนอัลลอฮ์

– สิ่งศักดิ์สิทธิ์: อ้างว่ารักท่านนบี ﷺ แต่กลับใส่ร้ายเกียรติของบรรดาภริยาของท่าน (มารดาแห่งศรัทธาชน) และด่าทอบรรดาเศาะฮาบะฮ์ผู้ถ่ายทอดศาสนามาให้เรา มิหนำซ้ำยังสร้างสุสานใหญ่โตเพื่อนเป็นเกียรติประวัติให้แก่ “อบูลุอ์ลุอะฮ์ อัลมะญูซีย์” มือสังหารอุมัร บิน อัลค็อฏอบ ถึงแม้จะมีฟัตวาห้ามด่าเศาะฮาบะฮ์จากอดีตผู้นำสูงสุดที่เสียชีวิต แต่โลกอิสลามเชื่อว่าเป็นเพียงตะกียะฮ์คำโต ที่ตั้งใจหลอกชาวซุนหนี่ผู้ไร้เดียงสาเท่านั้น มันไม่ทางได้รับการปฏิบัติในโลกแห่งความเป็นจริง

– อัลกุรอานและซุนนะฮ์ เชื่อว่าอัลกุรอาน “ถูกบิดเบือน” ปฏิเสธซุนนะฮ์ของท่านนบี ﷺ และการละหมาดการอิบาดะฮ์ของพวกเขาแตกต่างอย่างสิ้นเชิงจากสิ่งที่ท่านนบี ﷺ นำมา

– ด้านจริยธรรม: บัญญัติให้โกหกได้ในนามตะกียะฮ์ กินทรัพย์สินของผู้คน (คุมุส) โดยอธรรม และเผยแพร่สิ่งลามกภายใต้ชื่อการแต่งงานชั่วคราว – มุตอะฮ์

สิ่งเหล่านี้ ถือเป็นมูลเหตุที่นำไปสู่การเป็นกาฟิร ( ตกศาสนา) ไม่ว่าจะมาจากใครก็ตาม

4 • สงครามปัจจุบัน เป็นการช่วยเหลือศาสนาหรือไม่

สงครามครั้งนี้คือ #บททดสอบวิจารณญาณ มันเปิดเผยให้เราเห็นสิ่งต่อไปนี้

– ความอ่อนหัดของความตระหนักรู้ หลายคนปล่อยตัวไปตามอารมณ์ กระแสการโฆษณาชวนเชื่อและลืมหลักการที่มั่นคง

– ความสำคัญของการตื่นรู้ หากไม่มีความรู้ศาสนาที่ถูกต้อง สมองของเราจะถูกชักจูงได้ง่าย และกลายเป็นกระบอกเสียงให้แก่ระบอบวิลายะตุลฟะกีฮ์โดยไม่รู้ตัว

– ความเป็นเด็กอมมือของประชาขาติอิสลามโดยเฉพาะประเทศอ่าวที่กลายเป็นลูกไก่ในกำมือ บีบก็ตาย คลายก็รอด แต่ยังสนุกสนานกับการเป็นผู้ชมบนอัฒจรรย์ของการต่อสู้ของเหล่าเสือสิงห์กระทิงแรด ที่พวกมันอาจประลองฝีมือและพละกำลังตามโอกาสต่าง ๆ พอเป็นพิธี แต่เหยื่อที่พวกมันหมายปอง จ้องตาเป็นมัน หาใช่ใครอื่น นอกจากผู้ชมบนอัฒจรรย์นั่นเอง

#การกลั่นกรอง

นี่คือช่วงเวลาที่อัลลอฮ์จะแยกแยะคนจริงใจออกจากคนโกหก ผู้ที่ยึดซุนนะฮ์ของท่านนบี ﷺ ออกจากผู้ที่ไหลไปตามกระแสและปรากฏการณ์

👉👉 สรุปสั้น ๆ

สัจธรรมไม่ได้รับการช่วยเหลือด้วยความเท็จ ผู้ที่ทรยศต่อเศาะฮาบะฮ์และใส่ร้ายเกียรติของท่านนบี ﷺ จะไม่มีวันเป็นผู้พิชิตอัลอักศอได้ เรายืนอยู่กับความจริงไม่ว่าจะอยู่ที่ใด และเราขอปลีกตัวต่ออัลลอฮ์จากทุกคนที่ทำร้ายมุสลิมหรือบิดเบือนศาสนา

🤲 โอ้อัลลอฮ์ โปรดให้เราเห็นสัจธรรมเป็นสัจธรรม และประทานให้เราได้ปฏิบัติตามมัน และโปรดให้เราเห็นความเท็จเป็นความเท็จ และประทานให้เราได้ออกห่างจากมันด้วยเถิด


ที่มา : https://www.facebook.com/photo/?fbid=10226259331909167&set=pb.1816673496.-2207520000

ขอแสดงความยินดีแด่ชาวเปอร์เซีย (2)

1. เป็นหลักฐานที่ยืนยันถึงความประเสริฐของซัลมาน อัลฟารซีย์ ผู้ยอมแลกทุกอย่างแม้กระทั่งอิสรภาพของตนเอง ท่านต้องอดทนและยอมพบกับความยากลำบากที่ยาวนานกว่าค้นหาสัจธรรมจากเมืองเปอร์เซียสู่เมืองมะดีนะฮ์พร้อมศรัทธาต่อท่านนบี ตามปรากฏในประวัติศาสตร์

(อ่านเพิ่มเติมที่ ท่านซัลมาน อัลฟารซีย์)

เพราะดัชนีชี้วัดความประเสริฐในอิสลามมิได้อยู่ที่ชาติตระกูล ฐานะทางสังคมภาษาและสีผิว รูปร่างและหน้าตา แต่อยู่ที่ความยำเกรง (ตักวา)

2. การที่นบีพูดความประเสริฐของชาวเปอร์เซียว่าหากอีมาน (การศรัทธา) หรือ อัดดีน (ศาสนา) อยู่ที่ดาวลูกไก่ พวกเขาก็ต้องพยายามไขว่คว้ามัน ไม่ได้หมายความนบีเจาะจงอิหร่านในปัจจุบัน ทั้งในแง่ภูมิศาสตร์และประชากรศาสตร์ เพราะเปอร์เซียในอดีตคืออาณาจักรอันกว้างใหญ่ไพศาลที่ครอบคลุมพื้นที่เอเชียกลางทั้งหมดที่รวมถึง อัฟกานิสถาน คูรอซาน เตอร์กิสถานตะวันออกและตะวันตก อุซเบกิสถาน คาซาคัสถาน คีร์กีซสถาน อัสฟาฮานและดินแดนที่อยู่พ้นแม่น้ำออกซุส หรือที่เรียกว่า ทรานซอกเซียนา (ดู ทรานซอกเซียนา – Google Search https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%97%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%8B%E0%B8%AD%E0%B8%81%E0%B9%80%E0%B8%8B%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%99%E0%B8%B2 )

ณ ดินแดนแห่งนี้ คืออู่อารยธรรมและตักศิลาแห่งวิทยาทานอิสลามที่เจริญรุ่งเรืองในอดีต หลังจากนบีพูดประโยคดังกล่าวไม่ถึง 200 ปี ชาวเปอร์เซียในบริเวณดังกล่าวได้กลายเป็นเหล่าอัศวินผู้ยิ่งใหญ่ในทุกแขนงวิชาและศาสตร์อิสลาม ทั้งสาขาตัฟซีรกุรอาน หะดีษ ฟิกฮ์ ภาษาศาสตร์ สังคมศาสตร์ ดาราศาสตร์ วิทยาศาสตร์ประยุกต์ ฯลฯ

ใครบ้างที่ไม่รู้จักอบูฮามิดอัลฆอซาลีย์อัฏฏูซีย์

หากเอ่ยชื่อแค่ ซะมัคชะรีย์หรืออัรรอซีย์ อัลบุคอรีย์ มุสลิมหรือเจ้าของตำราสุนันทั้ง 6 สิบาวัยฮ์ อิบนุซินา ญาบิร์บินหัยยาน คุวาริซมีย์ อิบนุฮัยซัม ฟะรอบี เชื่อว่ามุสลิมทุกคนต้องรู้คูณูปการอันยิ่งใหญ่ต่ออิสลามของบรรพขนเหล่านี้ ที่แม้กระทั่งอิบนุค็อลดูน กล่าวว่า ศาสนาอิสลามถือกำเนิดจากประเทศอาหรับก็จริง แต่ผู้คอยปกป้อง เผยแพร่และถ่ายทอดความรู้กลับเป็นคนที่ไม่ใช่อาหรับ

(ดูส่วนหนึ่งอุละมาอฺหะดีษจากเมือคุรอซาน تصنيف علماء حديث مر خراسان – Google Search)

ว่ากันว่า ตำราต้นแบบของตัฟซีรอัลกุรอานมีประมาณ 42 ชื่อเรื่อง ในจำนวนนี้มี 23 ตัฟซีร ที่ผู้แต่งเป็นชาวเปอร์เซีย ( ดู تصنيف علماء تفسير القرآن من الفرس – Google Search)

ชาวปอร์เซียในอดีต ได้พิสูจน์คำพูดของนบีว่าเป็นความจริงมาแล้ว และพวกเขาได้ไขว่คว้าศาสนาและอีมานที่ติดอยู่บนดาวลูกไก่อย่างสำเร็จสมภาคภูมิ

พวกเขาต่างหากที่รับไม้ต่อปฏิบัติภารกิจเผยแพร่อิสลามที่สืบทอดจากบรรดาเศาะฮาบะฮ์ โดยเฉพาะบรรพบุรุษของพวกเขาท่านซัลมาน อัลฟาริซีย์ رضي الله عنه

ด้วยผลงานอันเยี่ยมยอดของพวกเขา ทั่วแว่นแคว้นเปอร์เซียได้รับอิสลามตามแบบฉบับของรอซูลุลลอฮ์ด้วยห่วงโซ่ที่ไม่เคยขาดตอนที่สืบทอดมาจากบรรดาเศาะฮาบะฮ์ยุคพิชิตเปอร์เซียปี ฮ.ศ. 14 ภายใต้การนำของท่านสพอัด บินอะบีวักก็อศ رضي الله عنه ในยุคสมัยเคาะลีฟะฮ์อุมัร อัลฟารูก رضي الله عنه

ถามว่า ชีอะฮ์อิมาม 12 ผู้ศรัทธาต่อวิลยะตุลฟะกีฮ์ที่รังสรรค์โดยโคมัยนีและสานต่อโดยคอเมเนอีในปัจจุบัน พวกเขาเคยภูมิใจกับบรรพชนเหล่านี้ที่เอ่ยมาข้างต้นไหม เริ่มตั้งแต่ยุคพิชิตเปอร์เซีย ไล่มาถึงยุคอิมามอะบูหะนีฟะห์ อิมามอัลบุคอรี มุสลิม และท่านอื่น ๆนับร้อยนับพัน

ถามว่าพวกเขาเคยมีความสัมพันธ์ในระดับใด มีตำรา หนังสือ บทเรียน หลักสูตรในห้องเรียนที่สอนอย่างเป็นทางการในทุกระดับชั้น หรือมีการบรรยายที่สะท้อนให้เห็นว่า พวกเขาภูมิใจและเป็นไม้ต่อที่สำคัญของบรรดาบรรพชนเหล่านั้นหรือไม่อย่างไร

ทำไมชีอะห์อิมาม 12 พากันเกลียดชังอุมัร อัลฟารูก ทั้ง ๆ ที่เป็นเคาะลีฟะฮ์ที่ทำให้อาณาจักรเปอร์เซียล่มสลาย

ทำไมพวกเขายกย่องผู้สังหารอุมัรว่าเป็นวีรบุรุษผู้กล้าหาญ พร้อมสร้างกุโบร์อย่างสวยงามในอิหร่าน ทั้ง ๆ ที่จอมสังหารคนนั้นปลิดชีพตัวเองตายที่มะดีนะฮ์ มีหลักฐานชิ้นไหนบ้างว่าศพของเขาถูกขนย้ายด่วนไปที่อิหร่านในสมัยนั้น


Mazlan Muhammad

ขอแสดงความยินดีแด่ชาวเปอร์เซีย (1)

1. ซูเราะฮ์มุฮัมมัด   โองการที่  38

هَا أَنْتُمْ هَؤُلَاءِ تُدْعَوْنَ لِتُنْفِقُوا فِي سَبِيلِ اللَّهِ فَمِنْكُمْ مَنْ يَبْخَلُ وَمَنْ يَبْخَلْ فَإِنَّمَا يَبْخَلُ عَنْ نَفْسِهِ وَاللَّهُ الْغَنِيُّ وَأَنْتُمُ الْفُقَرَاءُ  وَإِنْ تَتَوَلَّوْا يَسْتَبْدِلْ قَوْمًا غَيْرَكُمْ ثُمَّ لَا يَكُونُوا أَمْثَالَكُمْ

พึงรู้เถิดว่า พวกเจ้านี้แหล่ะคือ ชนชาติที่ถูกเรียกร้องให้บริจาคในหนทางของอัลลอฮ์ แต่มีบางคนในหมู่พวกเจ้าเป็นผู้ตระหนี่ ดังนั้นผู้ใดตระหนี่เขาก็ตระหนี่แก่ตัวของเขาเอง เพราะอัลลอฮ์เป็นผู้ทรงมั่งมี แต่พวกเจ้าเป็นผู้ขัดสน

และถ้าพวกเจ้าผินหลังออก พระองค์ก็จะทรงเปลี่ยนชนชาติอื่นมาแทนพวกเจ้า แล้วพวกเขาเหล่านั้นจะไม่เป็นเช่นพวกเจ้า

► สาเหตุแห่งการประทานโองการ

عَنْ أَبِي هُرَيْرَةَ، رَضِيَ اللَّهُ عَنْهُ، أَنَّ رَسُولَ اللَّهِ صَلَّى اللَّهُ عَلَيْهِ وَسَلَّمَ تَلاَ هَذِهِ الْآيَةَ :

‎{وَإِنْ تَتَوَلَّوْا يَسْتَبْدِلْ قَوْمًا غَيْرَكُمْ ثُمَّ لا يَكُونُوا أَمْثَالَكُمْ }،

‎فَقَالُوا: يَا رَسُولَ اللَّهِ،مَنْ هَؤُلاءُ الَّذِينَ إِنَّ تَوَلَّيْنَا اسْتُبْدِلُوا بِنَا ثُمَّ لا يَكُونُوا أَمْثَالَنَا؟

‎قاَلَ : فَضَرَبَ بِيَدِهِ عَلَى كَتِفِ سَلْماَنَ الْفاَرِسِيِّ ثُمَّ قاَلَ :  هَذَا وَقَوْمُهُ ، وَلَوْ كاَنَ الدِّيْنُ عِنْدَ الثُّرَياَّ لَتَناَوَلَهُ رِجاَلٌ مِنَ الْفُرْسِ

‎ تفسير ابن كثير  سورة محمد  /38

ท่านอะบีฮุร็อยเราะฮ์เล่าว่า :

แท้จริงท่านรอซูลุลลอฮ์ صلى الله عليه وسلم ได้อ่านโองการนี้ ((และถ้าพวกเจ้าผินหลังออก พระองค์ก็จะทรงเปลี่ยนชนชาติอื่นมาแทนพวกเจ้า แล้วพวกเขาเหล่านั้นจะไม่เป็นเช่นพวกเจ้า

พวกเขา(ซอฮาบะฮ์)กล่าวว่า  โอ้ท่านรอซูลุลลอฮ์  บรรดาพวกที่หากพวกเราผินหลังออก พระองค์ก็จะทรงเปลี่ยนชนชาติอื่นมาแทนพวกเรา แล้วพวกเขาเหล่านั้นจะไม่เป็นเช่นพวกเรา พวกเขาเหล่านี้เป็นใครหรือ ? นบี صلى الله عليه وسلم ได้ตบด้วยมือของท่านบนหัวไหล่ของท่านซัลมานอัลฟาริซี ต่อจากนั้นท่านกล่าวว่า  คือชายคนนี้และกลุ่มชนของเขา  และมาตรแม้นว่า ดีน(ศาสนาอิสลาม) อยู่ที่ดาวลูกไก่ บรรดาชายจากพวกเปอร์เซียก็จะไปคว้าเอามันลงมาให้ได้อย่างแน่นอน

(ดูตัฟสีร อิบนุกะษีร  อธิบายซูเราะฮ์มุฮัมมัด   โองการที่  38)

2. ซูเราะฮ์ญุมุอะฮ์  โองการที่  3

อัลลอฮ์ตะอาลาตรัสว่า

‎وَآَخَرِينَ مِنْهُمْ لَمَّا يَلْحَقُوا بِهِمْ وَهُوَ الْعَزِيزُ الْحَكِيمُ

และกลุ่มชนอื่น ๆ ในกลุ่มพวกเขาที่จะติดตามมาภายหลังจากพวกเขา และพระองค์เป็นผู้ทรงอำนาจ ผู้ทรงปรีชาญาณ

สาเหตุแห่งการประทานโองการ

‎عَنْ أَبِى هُرَيْرَةَ رضى الله عنه قَالَ كُنَّا جُلُوسًا عِنْدَ النَّبِىِّ – صلى الله عليه وسلم – فَأُنْزِلَتْ عَلَيْهِ سُورَةُ الْجُمُعَةِ ( وَآخَرِينَ مِنْهُمْ لَمَّا يَلْحَقُوا بِهِمْ ) قَالَ قُلْتُ مَنْ هُمْ يَا رَسُولَ اللَّهِ فَلَمْ يُرَاجِعْهُ حَتَّى سَأَلَ ثَلاَثًا ، وَفِينَا سَلْمَانُ الْفَارِسِىُّ ، وَضَعَ رَسُولُ اللَّهِ – صلى الله عليه وسلم – يَدَهُ عَلَى سَلْمَانَ ثُمَّ قَالَ « لَوْ كَانَ الإِيمَانُ عِنْدَ الثُّرَيَّا لَنَالَهُ رِجَالٌ – أَوْ رَجُلٌ – مِنْ هَؤُلاَءِ »

ท่านอะบีฮุร็อยเราะฮ์เล่าว่า :

พวกเรานั่งอยู่กับท่านนบี صلى الله عليه وسلم แล้วซูเราะฮ์อัลญุมอะฮ์ได้ถูกประทานลงมายังท่านว่า

((และกลุ่มชนอื่น ๆ ในกลุ่มพวกเขาที่จะติดตามมาภายหลังจากพวกเขา )) 

ฉันได้กล่าวว่า  พวกเขาคือใครหรือ โอ้ท่านรอซูลุลลอฮ์  ?

ท่านมิได้ให้คำตอบ จนเขาถามถึงสามครั้ง และในหมู่พวกเรามีซัลมานอัลฟาริซีอยู่ด้วย

ท่านรอซูลุลลอฮ์ صلى الله عليه وسلم ได้วางมือของท่านลงบนซัลมาน จากนั้นท่านกล่าวว่า 

หากแม้นว่า อีหม่าน(ความศรัทธา)อยู่ที่ดาวลูกไก่ บรรดาชาย หรือชายจากคนเหล่านี้จะไปคว้าเอามันมาอย่างแน่นอน

ดู ซอฮีฮุล บุคอรี / 4897, 4898  และซอฮี๊ฮมุสลิม / 6661 , 6662

จึงขอแสดงความยินดีและชื่นชมชาวเปอร์เซีย มา ณ โอกาสนี้


Mazlan Muhammad

ตุรเกียต้องการขับไล่ชาวเคิร์ดจริงหรือ

แสดงว่าหากยังไม่เข้าใจมโนทัศน์ของสิ่งใด เขาไม่สมควรตัดสินในสิ่งนั้น

วงกลมมี 360 องศา อย่าตีความวงกลมแค่องศาแรกที่พบเจอ

เหรียญมีสองด้าน อย่าริอ่านแค่ด้านเดียว แล้วไปตัดสินเหรียญนั้นอย่างมั่วซั่ว

เคิร์ดกับตุรเกียในปัจจุบันคือ 2 ชาติพันธุ์ที่ได้คลุกเคล้าเป็นชาติเดียวกันภายใต้การสร้างชาติมาอย่างยาวนาน

ชาวตุรเกียบางคน ยังแยกไม่ออกด้วยซ้ำว่าตัวเองมีชาติพันธุ์ดั้งเดิมเป็นเคิร์ดหรือเติร์กกันแน่ เพราะได้รับการหลอมรวมด้วยวัฒนธรรมอิสลามมานับพันปี

คณะรัฐบาลตุรกีชุดปัจจุบัน ก็แทบแยกกันไม่ออกว่าใครเป็นเติร์กใครเป็นเคิร์ด

แต่เมื่อตุรเกียถูกปกครองโดยผู้นำลัทธิเซคิวล่าร์ชาตินิยม และสถาปนาตัวเองเป็นบิดาของเติร์ก มองชาติพันธุ์อื่นเป็นแค่ราษฎรชั้น 2 หรือ 3  ชาวเคิร์ดจึงถูกปล่อยใช้ชีวิตไปตามยถากรรม ห่างไกลจากกงล้อแห่งการพัฒนาและความเจริญ ถูกทอดทิ้งลอยแพมาอย่างยาวนาน

ทำให้ชาวเคิร์ดไม่มีสหายร่วมชีวิตนอกจากภูเขา ทะเลทรายและกระแสลม

เป็นเหตุให้ชาวเคิร์ดส่วนหนึ่งถูกครอบงำด้วยพลวัตรแห่งความถดถอย 3 ประการคือยากจนแ ไร้การศึกษาและห่างไกลจากคำสอนของศาสนา จนกระทั่งถูกอุดมการณ์คอมมิวนิสต์คลั่งชาติมาครอบงำ  ลูกหลานของจอมทัพเศาะลาฮุดดีน ผู้พิชิตมัสยิดอักศอในอดีตต้องกลายเป็นอนุชนที่ไม่เหลือเค้าของความเป็นมุสลิมยกเว้นเพียงแค่ชื่อ แม้กระทั่งหัวหน้าพรรคแรงงานเคิร์ดในตุรกี (PKK)  ที่มีอุดมการณ์นิยมลัทธิมาร์ก ก็ยังมีชื่อติดตัวว่าอับดุลลอฮ์ โอคาแลน  (เว้นแต่ผู้ได้รับความโปรดปรานจากอัลลอฮ์)

PKK ในตุรเกียในความเป็นจริงคือลาโง่ที่รับใช้ผู้นำชาตินิยมตุรกียุคก่อน พวกเขาจึงไม่ใช่เป็นตัวแทนของชาวเคิร์ดโดยส่วนใหญ่ และไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ กับผลประโยชน์ของชาวเคิร์ดในตุรกี

น่าแปลกที่พรรคสาธารณรัฐประชาชนแห่งตุรกี (CHP) ในขณะเรืองอำนาจ พวกเขาไม่เคยให้ความสำคัญในการพัฒนากลุ่มชาติพันธุ์เคิร์ด หนำซ้ำปล่อยให้ชาวเคิร์ดใช้ชีวิตอย่างพลเมืองชั้น 2 หรือ 3 แต่เมื่อกลับเป็นผู้นำฝ่ายค้าน พวกเขากลับจับมือกับ PKK ก่อเหตุร้ายทั่วตุรเกียอย่างต่อเนื่องและรุนแรง  โดยที่ชาวเคิร์ดส่วนใหญ่แทบไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใด ๆ

ที่น่าแปลกยิ่งกว่าคือ พรรคประชาธิปไตยเคอร์ดิสถานแห่งซีเรีย (PDK-S)

และพรรคประชาธิปไตยเตอร์กิสถานแห่งอิรัก ( PDK-I)

ที่วางกำลังตามตะเข็บชายแดนของตุรเกียยาวนับร้อย ๆ กม. นั้น พวกเขามีชื่อโก้หรูว่า พรรคประชาธิปไตย แต่ในความเป็นจริงมีอุดมการณ์นิยมลัทธิมาร์กอย่างหัวชนฝา ผู้นำของพรรคนี้มีชื่อว่ามัสอูด มุสตะฟา หรืออับดุลลอฮ์ตามชื่อมุสลิมปกติ แต่เนื้อในกลับศรัทธาต่อลัทธิคอมมิวนิสต์ที่ปฏิเสธพระเจ้าอย่างสิ้นเชิง

ทั้ง  CHP, PKK, PDK-S และ PDK-I  คือ 4 in 1 ที่ใช้ยุทธวิธีแยกกันเดินแล้วรวมกันตี โดยมีเป้าหมายร่วมคือสั่นคลอนชาติตุรเกีย หลังจากตุรเกียถูกเปลี่ยนขั้วอำนาจใหม่ในยุคแอร์โดอาน ทั้ง ๆที่ก่อนหน้านี้ พวกเขาได้รับการเลี้ยงดูปูเสื่ออย่างดีจากรัฐบาลเซคิวล่าร์ใฝ่ซ้าย

พวกเขาต่างกันแค่ชื่อ แต่มีอุดมการณ์ร่วมกันคือใฝ่คอมมิวนิสต์และเกลียดชังอิสลาม มีศัตรูอันเดียวกันคือรัฐบาลตุรเกียยุคแอร์โดอาน  มีเป้าหมายอันเดียวกันคือโค่นหรือสั่นคลอนรัฐบาลแอร์โดอาน และมีผู้สนับสนุนจากแหล่งอันเดียวกันคือชาติยุโรปและเมกา

ท่านผู้อ่านอาจแปลกใจยิ่งกว่านี้ หากรู้ว่าผู้สนับสนุนหลักของ PDK-S ที่น่าจะเป็นภัยต่อความมั่นคงของซีเรีย แต่กลับเป็นระบอบบัชชาร์เสียเอง

และจะแปลกใจเพิ่มเป็นเท่าตัว หากรู้ว่า เหตุผลที่พวกเขามีชื่อว่าพรรคประชาธิปไตย ก็หาใช่เป็นอื่นนอกจากเป็นฉากลวงโลกเพื่อเปิดทางให้ได้รับการสนับสนุนทั้งอาวุธและกำลังพลจากประเทศยุโรปทั้งทวีป โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศพี่เบิ้มอย่างเมกา ที่เป็นท่อน้ำดลี้ยงอย่างดีให้แก่ PDK-I

 ประเทศที่เลื่อมใสในระบอบประชาธิปไตยและบูชาเทพีเสรีภาพ แต่กลับสนับสนุนพรรคคอมมิวนิสต์และก่อการร้ายทั่วตุรเกีย เขาทำเพื่ออะไรกันหนอ

หากจำกันได้ กลุ่มประเทศยุโรปและเมกา ต่างมีความสัมพันธ์ลึกซึ้งกับกลุ่ม IS ที่แผลงฤทธิ์กระฉ่อนโลกเมื่อ 1 ทศวรรษที่ผ่านมา

ท่านผู้อ่านถึงบางอ้อรึยังครับ

หากยังไม่ถึง ค่อยว่ากันใหม่ใน ep. ต่อไป

โปรดติดตามครับ


โดย Ibnu Desa

ประเทศยุโรปที่เคยอยู่ภายใต้การปกครองของอาณาจักรอุษมานียะฮ์

ประเทศยุโรปที่เคยอยู่ภายใต้การปกครองของอาณาจักรอุษมานียะฮ์

1. บัลเกเรีย 545 ปี

2. มอนเตเนโกร 539 ปี

3. โครเอเชีย 539 ปี

4. โคโซโว 539 ปี

5. บอสเนีย เฮิร์เซโกวินา 539 ปี

6. มาซิโดเนีย 490 ปี

7. โรมาเนีย 490 ปี

8. มอลโดวา 490 ปี

9. เซอร์เบีย 400 ปี

10. กรีก 400 ปี

11. จอร์เจีย 400 ปี

12. ยูเครน 308 ปี

13. ไซปรัสใต้ 293 ปี

14. ไซปรัสเหนือ 293 ปี

15. ดินแดนรัสเซียทางตอนใต้ 291 ปี

16. สโลวิเนีย 250 ปี

17. ฮังการี 160 ปี

18. อาเซอร์ไบจาน 25 ปี

19. อาร์เมเนีย 20 ปี

20. สโลวาเกีย 20 ปี


อ้างอิง :

แปลโดย Mazlan Muhammad

การสังหารหมู่อำเภอชาเตียน ที่มาของชะฮีด 1,600 ชีวิต

.

นับแต่กลางศตวรรษที่ 19 จนเกือบสิ้นศตวรรษที่ 20 นับเป็นกลียุคของแผ่นดินจีน ด้วยปัญหานานัปการที่รุมเร้าเข้ามา ไม่ว่าจะเป็นความอ่อนแอภายในราชสำนัก ภัยคุกคามจากต่างชาติ อุดมการณ์ทางการเมืองที่หลากหลาย ตลอดจนการแก่งแย่งชิงความเป็นใหญ่ในหมู่ผู้มีอำนาจ ยังความระส่ำระสายไปทั่วทุกหัวระแหง ไม่เว้นแม้แต่มณฑลยูนนาน หรือ หยวินหนาน (云南) ที่อยู่ชิดติดพรมแดนอุษาคเนย์

.

แม้เมื่อจีนรวมกันเป็นหนึ่งภายใต้ระบอบสังคมนิยมคอมมิวนิสต์ตั้งแต่ปี ค.ศ.1949 เคราะห์กรรมของพี่น้องชาวจีนก็ยังไม่หมดสิ้นเพียงเท่านั้น เนื่องจากการขึ้นสู่อำนาจของ “แก๊ง 4 คน” ซึ่งมีแนวคิดซ้ายตกขอบในปี ค.ศ.1966 ทำให้เกิดการปฏิวัติวัฒนธรรมโค่นล้างวัฒนธรรมประเพณีเก่าอยู่นานนับสิบปี มีผู้ได้รับผลกระทบจากนโยบายของคนเหล่านี้อย่างเหลือคณานับ

.

มีอยู่หนึ่งเหตุการณ์ที่ไม่ค่อยถูกกล่าวถึงในประวัติศาสตร์กระแสหลักของชาติ คือการสังหารหมู่ที่อำเภอชาเตียนในปี ค.ศ.1975

.

.

ชาเตียน (沙甸) เป็นอำเภอหนึ่งในมณฑลยูนนาน ขึ้นกับเมืองเก้อจิ้ว (个旧) จังหวัดหงเหอ (红河) ประชาชนเกือบทั้งหมดเป็นชนชาติหุย คือมุสลิมที่มีเชื้อสายและวัฒนธรรมแบบจีนตามนิยามของรัฐบาลจีนแดง

.

ในยุคที่ “แก๊ง 4 คน” เรืองอำนาจ ศาสนาทั้งหมดถูกตราหน้าในฐานะยาเสพติดที่มอมเมาประชาชน ถ่วงรั้งความก้าวหน้าของชาติ รัฐจึงใช้อำนาจในการกำจัดศาสนา บีบคั้นให้ผู้คนสมาทานความเชื่อแบบลัทธิเหมาแทน

.

อำเภอชาเตียนได้รับผลกระทบอย่างร้ายแรงจากนโยบายดังกล่าว มัสยิดทุกแห่งถูกสั่งปิด ประชาชนไม่มีสิทธิ์ละหมาด อัลกุรอานถูกเผาทิ้ง มิหนำซ้ำชาวหุยจำนวนมากยังถูกบีบบังคับให้กินเนื้อหมู มีรายงานว่ามัสยิดแห่งหนึ่งถูกใช้เป็นโรงเชือดหมู กระดูกหมูที่ถูกเชือดแล้วก็โยนทิ้งลงบ่อน้ำที่ใช้สำหรับอาบน้ำละหมาด

.

นั่นเป็นพฤติกรรมที่ชาวอำเภอชาเตียนยากจะยอมรับ ในปี ค.ศ.1974 ชาวหุยในชาเตียนและพื้นที่ข้างเคียงรวม 1,000 คนจึงขึ้นรถไฟไปปักกิ่งเพื่อรายงานปัญหาที่เกิดขึ้น แต่ปัญหายังคงยืดเยื้อต่อไป

.

ปลายปีเดียวกัน ชาวหุยมากกว่า 800 คนเดินทางไปยังนครคุนหมิง เมืองเอกของมณฑลยูนนาน เพื่อเรียกร้องเสรีภาพในการนับถือศาสนาในรัฐธรรมนูญ พร้อมกันนั้น พวกเขาได้จัดตั้งกองกำลังของตนเองเพื่อคุ้มกันอันตรายที่จะเกิดขึ้นด้วย

.

ท่าทีที่แข็งกร้าวของกองกำลังชาวหุยสร้างความหวาดระแวงแก่รัฐบาลเป็นอย่างยิ่ง คำเรียกร้องเหล่านั้นไม่เพียงได้รับการเมินเฉยแทนคำตอบ หากพรรคคอมมิวนิสต์จีนยังมองว่านั่นคือการแข็งข้อต่อระบอบการปกครอง

.

กรกฎาคม ค.ศ.1975 ความตึงเครียดระหว่างทั้งสองฝ่ายก็ดำเนินมาถึงจุดแตกหัก ประธานเหมา เจ๋อตง ลงนามมอบฉันทะให้กองทัพปลดปล่อยประชาชน (PLA) ให้เข้าปราบปรามกองกำลังชาวหุย

.

กองทัพนายทหารที่ผ่านการฝึกฝนอย่างดีนับ 10,000 นาย ยกพลเข้าล้อมอำเภอชาเตียนอย่างแน่นหนาก่อนเช้ามืดวันที่ 29 กรกฎาคม ส่งผลให้เกิดการปะทะกันระหว่างชาวบ้านที่มีอาวุธกับเจ้าหน้าที่รัฐ

.

หนึ่งสัปดาห์แห่งการต่อสู้ผ่านไปพร้อมกับคราบเลือดและเขม่าปืนที่เพิ่มร่องรอยมากขึ้นทุกขณะ PLA ใช้ทั้งปืน ปืนใหญ่วิถีโค้ง เครื่องพ่นไฟ และระเบิดทางอากาศในการโจมตี เป็นเหตุให้ชาวหุยนับร้อย ๆ คนล้มตาย บ้านเรือนกว่า 4,400 หลังถูกทำลาย ความเสียหายลามไปสู่อำเภอข้างเคียงด้วย

.

รัฐบาลระบุตัวเลขผู้เสียชีวิตไว้ที่ 130 คน ในขณะที่บรรดาอิหม่ามหรือผู้นำชาวหุยในชาเตียนประมาณผู้เสียชีวิตไว้ที่ 1,600 คน เป็นเด็ก 300 คน ซึ่งนั่นเป็นจำนวนมากถึง 1 ใน 4 ของผู้คนทั้งหมดในอำเภอที่มีอยู่ในเวลานั้น

.

.

ครั้นเมื่อประธานเหมาถึงแก่อสัญกรรมในปีถัดมา แก๊ง 4 คนก็พลอยหมดอำนาจ ทั้ง 4 ถูกจับกุมและพิพากษาจำคุกตลอดชีวิต เติ้ง เสี่ยวผิง ผู้นำจีนคนใหม่เร่งดำเนินการเยียวยาผู้เสียหายและออกแถลงขอโทษพี่น้องหุยในอำเภอชาเตียนอย่างเป็นทางการในเดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ.1979 พร้อมทั้งประณามเหตุการณ์สังหารหมู่ครั้งนั้นว่า “เป็นการกระทำที่เลวร้ายและรุนแรงที่สุดในยุคปฏิวัติวัฒนธรรม”

.

ตั้งแต่นั้นมา ชาเตียนก็ได้รับการดูแลเป็นพิเศษจากรัฐ กองทัพหน่วยที่เคยทำลายได้รับคำสั่งให้กลับมาสร้างเมืองนี้ใหม่ พร้อม ๆ กับที่เติ้ง เสี่ยวผิง เริ่มต้นเปิดประเทศ รัฐบาลได้เอื้อให้ธุรกิจของอำเภอชาเตียนเข้าถึงตลาดมาเลเซียและชาติตะวันออกกลางได้ง่ายดาย ทั้งยังส่งนักเรียนนักศึกษาชาวหุยไปเล่าเรียนภาษาและศาสนาในต่างแดนเป็นจำนวนมาก

.

ส่วนผู้ที่จากไปในเหตุการณ์นองเลือดเมื่อปี 1975 คนรุ่นหลังและผู้รอดชีวิตได้ยกย่องพวกเขาเป็น “ชะฮีด” หรือผู้พลีชีพเพื่อยืนหยัดความศรัทธาต่ออิสลาม รัฐบาลจีนยุคใหม่สร้างอนุสรณ์สถานเป็นเสาสูง จารึกข้อความฟาติฮะห์ (บทแรกในอัลกุรอาน) เอาไว้เพื่อรำลึกถึงเหล่าชะฮีด ที่ภาษาจีนเรียกทับศัพท์ว่า ชาซีเต๋อ (沙希德)

.

ปัจจุบัน ชาเตียนมีชื่อเสียงในฐานะเมืองท่องเที่ยวเชิงฮาลาล สิ่งปลูกสร้างหลังใหญ่สุดของที่นี่คือ มัสยิดกลางชาเตียน (沙甸大清真寺) อันโดดเด่นเป็นสง่าด้วยยอดโดมสีเขียวและหออะซาน 4 มุมซึ่งประยุกต์มาจากมัสยิดอันนะบะวีย์ซึ่งเป็นที่ฝังศพศาสดามุฮัมมัดในนครมะดีนะฮ์ มีความจุมากถึง 10,000 คน เป็นมัสยิดที่ใหญ่และงามที่สุดแห่งหนึ่งในมณฑลยูนนาน

.

อย่างไรก็ดี อดีตที่เคยเกิดขึ้นก็ไม่มีวันลบเลือนได้หมด มัสยิดกลางอันงดงามหลังนี้ก็ได้รับการขนานนามว่า เป็นอนุสรณ์สถานแห่งการไถ่บาปที่ถือกำเนิดขึ้นบนรอยเลือดและคราบน้ำตาของชาวชาเตียนเอง


เครดิตภาพ @Zhu Yi Qing
เครดิตภาพ @Zhu Yi Qing

เครดิตข้อมูล : Pattadon Kijchainukul

https://www.facebook.com/pattadon.kijchainukul/posts/pfbid025wN6u4hNpoz4wYTgBJNNzt592huFPEKLbMfD1heD4Era39cSwMW4aSzjgaPM9iCBl

คุณรู้จักซอมบี้ดีแค่ไหน

ในความเข้าใจของคนทั่วไปบนโลกใบนี้ ไม่เว้นแม้กระทั่งประชาชาติมุสลิม ซอมบี้ (Zombie) คือสิ่งมีชีวิตที่ตายแล้วฟื้นใหม่พร้อมความดุร้าย ซอมบี้คือตัวแสดงในสื่อบันเทิงแนวสยองขวัญและจินตนิมิต คำนี้มาจากนิทานพื้นบ้านชาวเฮติที่ว่าซอมบี้เป็นศพคนตายที่กลับมามีชีวิตด้วยวิธีการต่าง ๆ ส่วนใหญ่มาจากเวทมนตร์ การพรรณนาถึงซอมบี้ในสมัยใหม่ไม่จำเป็นต้องเกี่ยวข้องกับเวทมนตร์ แต่มักใช้วิธีการทางวิทยาศาสตร์ เช่นการแผ่รังสี โรคทางจิต ไวรัส อุบัติเหตุทางวิทยาศาสตร์ เป็นต้น

คำว่า “zombie” ในภาษาอังกฤษ บันทึกครั้งแรกในปี ค.ศ. 1819 ในประวัติศาสตร์ของประเทศบราซิล ซึ่งคือที่มาของเรื่องราวที่น่าศึกษาอย่างยิ่ง โดยเฉพาะประชาชาติมุสลิม

ความจริงซอมบี้คือวีรบุรุษมุสลิมที่สถาปนาอาณาจักรอิสลามที่บราซิล มีชื่อเดิมว่า JanJa Zombie ผู้สถาปนารัฐอิสลามที่บราซิล หลังจากที่กองทัพโปรตุเกสได้ยึดครองบราซิลและประเทศอิสลามชายฝั่งแอฟริกาภาคตะวันตกในช่วงปีค.ศ. 1539 กองทัพนักล่าอาณานิคมได้ทำให้ชาวแอฟริกันกลายเป็นทาสรับใช้และปล้นสะดมทรัพยากรกลับสู่ประเทศของตน

ท่ามกลางการกดขี่ทารุณและฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ที่โหดเหี้ยมที่สุด มีวีรบุรุษมุสลิมชาวแอฟริกันคนหนึ่งนามว่า JanJa Zombie ในปีค.ศ. 1775 ได้ลุกขึ้นเชิญชวนผู้คนสู่สัจธรรมแห่งอิสลามและความเชื่อที่ถูกต้อง พร้อมประกาศให้ผู้คนลุกขึ้นต่อสู้เพื่ออิสรภาพและศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ เมื่อมีผู้คนจำนวนมากให้การสนับสนุนเขาจึงประกาศสถาปนารัฐอิสลามที่บราซิลโดยมีเมือง “มีราส” เป็นเมืองหลวง หลังจากนั้นรัฐอิสลามนี้ได้กลายเป็นเหยื่ออันโอชะที่บรรดานักล่าได้รุมขย้ำและสวาปาม จนกระทั่งรัฐอิสลามล่มสลายและ JanJa Zombie ได้เสียชีวิตในฐานะชะฮีด หลังจากนั้นองค์การทารุณกรรมและปล้นสะดมนานาชาติในนามมิชชันนารี ก็ได้บังคับขู่เข็ญให้พลเมืองเปลี่ยนนับถือศาสนาใหม่

หลังจากที่พวกเขาพบศพของนายซอมบี้ พวกเขาได้กระทำการอย่างป่าเถื่อนด้วยการตัดศีรษะ มือ เท้าและลากศพประจานไปทั่วเมือง เช่นเดียวกันกับศพมุสลิมอื่นๆ เพื่อสร้างความหวาดผวาและสยองขวัญแก่ผู้คนที่พบเห็น การทารุณกรรมในลักษณะนี้ยังคงต่อเนื่องนานกว่า 50 ปี จนกระทั่งประวัติศาสตร์ของนายซอมบี้ค่อยๆเลือนหายไปจากความทรงจำ

นักล่าอาณานิคมได้ปฏิบัติแผนชั่วด้วยการเผยแพร่ประวัติศาสตร์เชิงลบแก่มุสลิมแอฟริกา โดยเฉพาะวีรบุรุษอย่าง JanJa Zombie ด้วยการผลิตหนังและสารคดีสยองขวัญและภาพยนตร์การ์ตูนสำหรับเด็กๆ ซึ่งมีวัตถุประสงค์ทำลายและบิดเบือนประวัติศาสตร์อันยิ่งใหญ่ของชาวมุสลิม โดยให้โลกจดจำแต่ความป่าเถื่อนและภาพแห่งความโหดร้ายสยดสยองของชาวมุสลิมเท่านั้น

พวกเขาไม่ได้ฆ่ามนุษย์เพียงอย่างเดียวแต่ได้สังหารมนุษยธรรมไปด้วย

พวกเขาไม่ได้เป็นอาชญากรสงคราม แต่เป็นอาชญากรทางประวัติศาสตร์ที่อำมหิตที่สุด

เที่ยวระรานราวีไปทั่วโลก แล้วสถาปนาตัวเองเป็นผู้ดี พร้อมๆกับสร้างประวัติศาสตร์ให้ชาติอื่นเป็นตัวแทนแห่งความโหดร้ายแทน

หากชาติตะวันตกจดจำเรื่องราวของซอมบี้คือผีดิบที่ดุร้ายน่ากลัว ก็พอเข้าใจได้

แต่กับประชาชาติมุสลิมแท้ๆ เราจะอธิบายปรากฏการณ์นี้อย่างไร


สรุปจากหนังสือ

วีรบุรุษอิสลาม 100 คนที่เปลี่ยนโลก

หน้า 291-292

โดย Jihad Al-Turbani

สรุปโดย Mazlan Muhammad

ส่งคืนอะมานะฮ์ 100 ปี

เรื่องราวดี ๆ  ความงดงามของมุสลิมที่สื่อโลกมองข้าม…ชาวปาเลสไตน์มอบคืนธนบัตรออตโตมัน มูลค่าราว ๆ 9 แสนบาท  ของนายทหารตุรกีที่เก็บไว้กว่า 100 ปี ให้กับรัฐบาลตุรกี

อัลจาซีร่า  -หลังจากเวลาผ่านไป 105 ปี หรือมากกว่านั้น ของฝากที่เก็บรักษาไว้อย่างดีกลับคืนสู่บ้านเกิด และยุติเรื่องราวที่สืบทอดกันมาของตระกูลอัลอะลูล  ในเมืองนับลูส  กาซ่า ปาเลสไตน์  จากรุ่นปู่สู่รุ่นพ่อ เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 4 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา

ในวันพฤหัสบดี มีพิธีทหารต่อหน้าเจ้าหน้าที่ชาวปาเลสไตน์และรัฐบาลตุรกี และการรวมตัวครั้งใหญ่ของทายาทตระกูลอัลอะลูล ตลอดจนหน่วยงานต่าง ๆ ในเมืองนับลูส  เขตเวสแบงก์  โดยตระกูลอัลอะลูลได้มอบของฝากร้อยปีของนายทหารตุรกีให้กับอะหมัด  เดมิเรอ เอกอัครราชทูตตุรกีประจำปาเลสไตน์  เป็นของฝากที่นายทหารตุรกีฝากไว้ก่อนสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง

ทายาทของปู่ทวดอุมัร  อัลอะลูล เล่าที่มาของเรื่องราวที่เล่าให้กับนักข่าวอัลจาซีร่า ว่าพ่อแม่ของเขาเล่าว่า มุตีดีบ อะลูล  น้องชายของฮัจญีอุมัรเป็นทหารเกณฑ์ในกองทัพออตโตมันในเวลานั้น  แนะนำตามคำขอของนายทหารตุรกีให้ฝากเงิน 152 ลีราออตโตมันกับอุมัร พี่ชายของเขา พ่อค้าที่เป็นที่รู้จักซึ่งมีผู้ฝากเงินจำนวนมากไว้ในคลังของเขาในขณะนั้น และบอกว่าจะกลับมารับหลังจากที่กลับมาจากสงคราม แต่สุดท้ายก็หายไปโดยไม่ทราบข่าวคราว รวมถึงน้องชายของฮัจญีอุมัรด้วย

เรื่องราวของฝากดังกล่าว เปิดเผยเมื่อหลายปีก่อน เมื่อคณะนักท่องเที่ยวชาวตุรกีเข้าเยี่ยมชมโรงงานโม่แป้งที่ครอบครัวอัล-อะลูลเป็นเจ้าของในเมืองเก่าของนับลุส ในเวลานั้น ฮัจญีรอฆิบ อัลอะลูล  เปิดเผยต่อคณะเกี่ยวกับของฝาก และจากนั้นก็เริ่มติดต่อกับทางการปาเลสไตน์เพื่อหาช่องทางการสื่อสารกับตุรกี

ในตู้เซฟเหล็กที่แข็งแรงภายในโรงงานของครอบครัวที่อายุมากกว่า 120 ปี ถูกเก็บรักษาไว้ และกุญแจของตู้นิรภัยนั้นถูกเก็บไว้ในตู้นิรภัยอีกอันหนึ่งซึ่งทนทานไม่น้อยกว่ากัน ในลักษณะที่สะท้อนให้เห็นถึงความกระตือรือร้นของครอบครัวในสิ่งที่ได้รับของฝากซึ่งเป็นที่ทราบในเรื่องความซื่อสัตย์ในการรักษาของฝากของประชาชนในเมืองจนถึงต้นศตวรรษที่แล้วครั้งเมื่อยังไม่มีธนาคารปฏิบัติการ

จนถึงวันนี้ ผ้าที่นายทหารห่อเงินธนบัตรประเภท  5, 1 และครึ่งลีร่า  ยังคงไม่ถูกแตะต้องและถูกนำออกมาเพียงไม่กี่ครั้งเพื่อจุดประสงค์ในการให้ข้อมูลเท่านั้น

ทายาทตระกูลอะลูลกล่าวว่า หากจะส่งคืนไปให้ครอบครัวนายทหารตุรกีที่บ้านเกิดก็ไม่รู้จัก  ของฝากที่เจ้าของฝากไว้โดยไม่กลับมาเอา  เขาสูญหายไปพร้อมมุตี อะลูล  น้องชายฮัจญีอุมัร ซึ่งไม่มีข่าวคราวใด ๆ นอกจากจากชาวนับลูสคนหนึ่งผู้เห็นเขาเป็นคนสุดท้าย บอกว่า กำลังถูกหามร่วมกับคนอื่น ๆ ขณะได้รับบาดเจ็บในสมรภูมิเกลิโปลี  

ทั้งนี้  ปาเลสไตน์ตกอยู่ภายใต้การปกครองของออตโตมัน ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1516 หลังจากยุทธการที่มาร์จ ดาบิก ซึ่งออตโตมานเติร์กเอาชนะมัมลุกส์เติร์ก และในปี ค.ศ. 1917 การปกครองของชาวออตโตมานเหนือปาเลสไตน์สิ้นสุดลง และอังกฤษเข้ายึดครองในเวลาต่อมา

ขณะที่ของฝากถูกส่งมอบให้กับตุรกีที่สำนักงานใหญ่ของผู้ว่าการเมืองนับลูส  อัลจาซีราเน็ตได้พบกับอะหมัด  ดีมิเร เอกอัครราชทูตตุรกี ซึ่งเน้นย้ำถึงความแข็งแกร่งและความลึกของความสัมพันธ์ระหว่างชาวปาเลสไตน์และชาวตุรกี

เอกอัครราชทูตตุรกี กล่าวกับอัลจาซีร่าว่า  ตระกูลอัลอะลูลดูแลของฝากด้วยความทุ่มเทและจริงใจ  และหลังจาก 105 ปี ก็จะกลับคืนสู่ผู้มีสิทธิ  และเราใช้สิ่งนี้เพื่อบ่งบอกถึงความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดระหว่างเราและเราจะถ่ายทอดเรื่องราวนั้นไปยังประเทศตุรกีของเรา

เกี่ยวกับอนาคตของของฝากนี้ เอกอัครราชทูตตุรกี อธิบายว่า ด้วยความร่วมมือกับรัฐบาลปาเลสไตน์และครอบครัวอัลอะลูล พวกเขาจะย้ายของฝากนี้ไปที่สำนักงานใหญ่ของสถานกงสุลตุรกีในกรุงเยรูซาเล็ม เนื่องจากเป็นดินแดนตุรกี  เพื่อตัดสินใจในภายหลังว่าจะนำไปที่ไหน

จารึกบนธนบัตรคือ “รัฐออตโตมันอาลียาห์” และคำภาษาตุรกีในตัวอักษรอาหรับ สำนักข่าวอนาโตเลียของตุรกีอ้างคำพูดของผู้เชี่ยวชาญชาวตุรกีว่ามูลค่าของเงินนั้นในขณะนั้นอยู่ที่ประมาณ 30,000ดอลลาร์สหรัฐ 

ในพิธีมอบ  เอกอัครราชทูตตุรกีกล่าวสุนทรพจน์ระหว่างพิธีมอบ โดยอิสมาอีล อัลอะลูล ตัวแทนตระกูลอัลอะลูลส่งมอบของฝากให้กับทหารปาเลสไตน์ แล้วมอบต่อให้กับผู้บัญชาการ และส่งมอบให้กับพลตรีอิบรอฮีม รอมาดอน  ผู้ว่าการเมืองนับลูส ซึ่งต่อมาได้ส่งมอบให้กับเอกอัครราชทูตตุรกีท่ามกลางสื่อจำนวนมาก

สิ่งที่เกิดขึ้นคือเครื่องบ่งชี้ถึง “ความซื่อสัตย์อย่างลึกซึ้ง” ของครอบครัวอัลอะลูลโดยเฉพาะและชาวปาเลสไตน์โดยทั่วไป ตามคำกล่าวของผู้ว่าการนับลูสที่บอกกับอัลจาซีรา และว่า ประวัติศาสตร์ความซื่อสัตย์ของชาวปาเลสไตน์มีรากหยั่งลึกเหมือนดังรากมะกอก


โดย Ghazali Benmad