ความเป็นมาของอายาโซเฟีย

ความเป็นมาของอายาโซเฟีย : จากมหาวิหารที่สำคัญที่สุดในคริสต์ออโตดอกซ์ของจักรวรรดิโรมันผู้ยึดครอง เป็นมัสยิดอิสลาม สู่พิพิธภัณฑ์ และเป็นมัสยิดอีกครั้งในวันนี้

ศาลปกครองสูงสุดของตุรกี หรือที่เรียกว่า “สภาแห่งรัฐ” ประกาศการฟื้นฟูอายาโซเฟีย หรือฮาเกียโซเฟีย Hagia Sophia จากพิพิธภัณฑ์ไปยังมัสยิด อันเป็นการกลับคำสั่ง 86 ปี ของคณะรัฐมนตรีภายใต้ประธานาธิบดีมุสตาฟา กามาล อาตาเติร์ก

มหาวิหารอายาโซเฟียถูกสร้างขึ้นในปี ค.ศ.360 เพื่อเป็นศาสนสถานมหาวิหารที่ใหญ่ที่สุดและสำคัญที่สุดในโลกของคริสตจักรออร์โธดอกซ์มาเกือบพันปี ตามคำสั่งของจักรพรรดิจัสติเนียนแห่งไบเซนไทน์โรมันตะวันออก เงาทะมึนแห่งอาณาจักรโรมันผู้แผ่ขยายอิทธิพลเข้ามายึดครองดินแดนแถบอาระเบีย และแอฟริกาเหนือในยุคนั้น

ในยุคไบเซนไตน์ นอกจากมหาวิหารอายาโซเฟียจะเป็นศาสนสถานสำคัญแล้ว ยังเป็นสถานประกอบรัฐพิธี เช่น การสถาปนากษัตริย์องค์ใหม่ เป็นต้น

การล่มสลายของกรุงคอนสแตนติโนเปิล แห่งไบเซนไตน์โรมันตะวันออก และการเข้าสู่อิสลามได้รับการบอกล่วงหน้าโดยท่านศาสดามูฮัมหมัด (สันติภาพจงมีแด่ท่าน ) กองทัพมุสลิมได้พยายามอย่างต่อเนื่องในทำตามคำพยากรณ์นี้โดยเริ่มจากยุคคอลีฟะฮ์สายสกุลอุมัยยะฮ์ Umayyad Dynasty ตั้งแต่ต้นศตวรรษที่ 7

ในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์อันวุ่นวาย อายาโซเฟียเคยถูกดัดแปลงเป็นวิหารโรมันคาทอลิคมาเกือบ 60 ปีในช่วงสงครามครูเสดครั้งที่ 4 ในปี ค.ศ. 1204

อย่างไรก็ตาม ภายหลังการปกครองกรุงคอนสแตนติโนเปิ้ลถูกควบคุมโดยสุลต่านมุฮัมมัดที่สอง หรือมุฮัมมัด ฟาติห์ แห่งออตโตมัน ในปี ค.ศ. 1453 มหาวิหารฮาเกียโซเฟียถูกดัดแปลงให้เป็นสุเหร่าใหญ่ในเมืองหลวงใหม่ของอาณาจักรออตโตมัน ที่เปลี่ยนชื่อเมืองจาก “กรุงคอนสแตนติโนเปิ้ล” สู่ “กรุงอิสตันบูล”

ผลพวงของสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง

หลังการล่มสลายของออตโตมัน ในปี ค.ศ.1923 กามาล อะตาเติร์ก ได้สถาปนาสาธารณรัฐตุรกี เป็นรัฐเซคคิวลาร์ และเพื่อเป็นสัญลักษณ์ที่แสดงถึงความปรารถนาดีต่อโลกของชาวคริสต์นิกายออร์โธด็อกซ์ กามาล อะตาเติร์กได้เปลี่ยนสถานะมัสยิดอายาโซเฟียแห่งนี้เป็นพิพิธภัณฑ์ ในปี ค.ศ.1934

อย่างไรก็ตามถึงแม้ว่าตุรกีจะเป็นรัฐเซคคิวลาร์ แต่ก็ยังเป็นประเทศที่มีชาวมุสลิมเป็นส่วนใหญ่ จึงไม่น่าแปลกใจเลยที่มีการรณรงค์มาหลายสิบปีเพื่อฟื้นฟูอาคารโบราณแห่งนี้ให้เป็นมัสยิด

คำร้องเพื่อใช้อายาโซเฟียในการละหมาด ในปี 2016 ได้ถูกศาลปฏิเสธ แต่ปรากฏว่าในรอบนี้ ศาลสนับสนุนการเคลื่อนไหวของประธานาธิบดีแอร์โดฆาน ผู้ซึ่งเมื่อปีที่แล้วได้กล่าวว่า “การเปลี่ยนมัสยิดเป็นพิพิธภัณฑ์เป็นความผิดใหญ่หลวง”


เขียนโดย Ghazali Benmad

ระเบียบตะวันออกกลางในยุคโควิด-19 (จบ)

ปรากฏการณ์หนึ่งซึ่งเกิดขึ้นในตะวันออกกลางหลังอาหรับสปริงคือสงครามกลางเมืองอันทำให้หลายประเทศในภูมิภาคตกอยู่ในสภาพรัฐอ่อนแอ ทั้งกรณีสงครามในซีเรีย ลิเบีย เยเมน และอิรัก

อีกทั้งในแต่ละสงครามกลางเมืองยังมีตัวแสดงจากทั้งภายในภูมิภาคและมหาอำนาจโลกเข้ามาแทรกแซงแสดงบทบาทอยู่อย่างต่อเนื่อง

พร้อม ๆ ไปกับสภาพที่เกิดความขัดแย้งรุนแรงดังกล่าวก็ทำให้กลุ่มติดอาวุธประเภทต่าง ๆ ถือกำเนิดเกิดขึ้นมากมาย ทั้งกลุ่มติดอาวุธข้ามพรมแดนที่ยึดโยงกันทางชาติพันธุ์และสำนักคิดทางศาสนา กลุ่มกบฏต่อต้านรัฐ กลุ่มกองกำลังชนเผ่า องค์กรก่อการร้าย ทหารรับจ้าง และนักรบต่างชาติ

กลุ่มเหล่านี้ได้ท้าทายอำนาจรัฐในฐานะที่เป็นผู้ผูกขาดการใช้ความรุนแรงและผูกขาดการควบคุมพื้นที่ดินแดนของประเทศแต่เพียงฝ่ายเดียว แต่ในระยะหลังกลุ่มติดอาวุธเหล่านี้ก็สามารถใช้กำลังความรุนแรงและสามารถสถาปนาหน่วยการปกครองในดินแดนบางส่วนของประเทศได้เช่นกัน

วิกฤตโรคระบาดโควิด-19 ได้เกิดขึ้นซ้อนทับกับสภาพสงครามกลางเมืองและสงครามตัวแทนที่เกิดขึ้นในหลายประเทศของตะวันออกกลางดังกล่าว ด้วยเหตุนี้ ประเทศไหนก็ตามที่สมรรถนะของรัฐไม่สามารถจัดการแก้ปัญหาโรคระบาดได้ (เนื่องเพราะต้องเผชิญกับภาวะสงครามกลางเมืองมายาวนาน) หน้าที่ดังกล่าวก็จะถูกช่วงชิงไปโดยกลุ่มกองกำลังติดอาวุธประเภทต่าง ๆ ในการเข้าไปให้บริการสาธารณะแก่ชุมชนท้องถิ่น โดยเฉพาะในดินแดนที่อำนาจรัฐไม่สามารถเข้าไปถึง

ขณะเดียวกัน รัฐอ่อนแอที่ตกอยู่ในสภาพสงครามกลางเมืองเหล่านี้ก็เป็นดินแดนที่อาจได้รับผลกระทบมากที่สุดหากเกิดการระบาดของโควิด-19 ทั้งนี้เนื่องจากทั้ง ซีเรีย ลิเบีย เยเมน และอิรัก ล้วนเป็นประเทศที่โรงพยาบาลและสิ่งอำนวยความสะดวกด้านสาธารณสุขตกเป็นเป้าการถล่มโจมตีจากกลุ่มฝ่ายต่าง ๆ รวมถึงการโจมตีโดยมหาอำนาจภายนอกด้วย

สภาพการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นพร้อมกับการแข่งขันอย่างเข้มข้นระหว่างตัวแสดงฝ่ายต่าง ๆ ทั้งชนชั้นนำทางการเมือง บรรดากลุ่มติดอาวุธ และมหาอำนาจภายนอก (ที่เข้ามาทำสงครามตัวแทนในพื้นที่ขัดแย้ง) เพื่อช่วงชิงอิทธิพลอำนาจและทรัพยากรในดินแดนประเทศต่าง ๆ

ด้วยเหตุนี้ การแพร่ระบาดของโควิด-19 จึงอาจจะไม่ใช่ปัจจัยที่ทำให้ทุกกลุ่มฝ่ายในตะวันออกกลางหันมาร่วมมือสร้างสันติภาพระหว่างกัน ในทางตรงข้าม โควิด-19 อาจเป็นปัจจัยหนุนเสริมให้ความขัดแย้งทวีความรุนแรงเกิดเป็นปัญหาความขัดแย้งซับซ้อนมากยิ่งขึ้น

เพราะนอกจากตัวแสดงฝ่ายต่าง ๆ จะช่วงชิงแก่งแย่งอิทธิพลอำนาจเหนือดินแดนและทรัพยากรระหว่างกันแล้ว เรายังอาจเห็นการแข่งขันกันเพื่อเข้าถึงอุปกรณ์ทางการแพทย์และระบบสาธารณสุขในยามที่ผู้คนจำนวนมากกำลังล้มป่วยจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 อีกด้วย

ทั้งนี้ การเข้าถึงและครอบครองอุปกรณ์ทางการแพทย์และการมีระบบสาธารณสุขที่ดีนับเป็นการเรียกคะแนนความนิยมและความเชื่อมั่นจากประชาชน อีกทั้งยังสามารถสร้างชื่อเสียงอันจะเป็นการเสริมภาพลักษณ์และสถาปนาความชอบธรรมให้กับฝ่ายตนได้

การที่รัฐบาลของรัฐอ่อนแอต้องเผชิญกับปัญหาท้าทายรอบด้านและติดพันกับการทำศึกสงครามมาอย่างต่อเนื่องยาวนาน จึงทำให้การรับมือกับโรคระบาดโควิด-19 เป็นไปอย่างไม่มีประสิทธิภาพ ลักษณะเช่นนี้เท่ากับเป็นการเปิดโอกาสให้ตัวแสดงที่ต่ำกว่ารัฐหรือกลุ่มติดอาวุธได้แสดงบทบาทฉายภาพให้เห็นว่าตนเองสามารถทำงานได้ดีกว่ารัฐ

หากตัวแสดงเหล่านี้ทำได้จริงเรื่องนี้ก็จะกระทบกระเทือนอำนาจความชอบธรรมของรัฐเป็นอย่างยิ่ง แต่หากไม่สามารถจะรับมือกับโควิด-19 ได้อย่างที่อ้าง กลุ่มเหล่านี้ก็จะขาดความชอบธรรม และสูญเสียอิทธิพลให้แก่ฝ่ายรัฐบาลในท้ายที่สุด

ด้วยเหตุนี้จึงมีรายงานออกมาระบุว่า ในบางประเทศของตะวันออกกลางมีกลุ่มติดอาวุธหลายกลุ่มที่ให้ความร่วมมือกับหน่วยงานการแพทย์ในการปฏิบัติหน้าที่ควบคุมโรคระบาด ยกตัวอย่างเช่นในซีเรียนั้น กลุ่มติดอาวุธหลายกลุ่มมีการวางร่างแถลงการณ์ร่วมกันว่าจะไม่ขัดขวางหรือทำร้ายเจ้าหน้าที่ทางการแพทย์ที่ปฏิบัติการณ์ยับยั้งโรคระบาดและจะไม่ทำให้เกิดอันตรายต่อพลเรือนหรือละเมิดสิทธิมนุษยชน

กลุ่มติดอาวุธบางกลุ่มที่จัดตั้งรัฐบาลชั่วคราวในบางพื้นที่ยึดครองของซีเรียยังออกแถลงการณ์สร้างความตระหนักเกี่ยวกับโรคระบาดให้กับประชาชนในพื้นที่ของตัวเอง และในทางตะวันตกเฉียงเหนือของซีเรียก็มีการประกาศลดความแออัดของเรือนจำเพื่อลดความเสี่ยงของการระบาด เป็นต้น

กล่าวอย่างรวบรัดคือในสภาพที่เกิดสงครามกลางเมืองในหลายประเทศของตะวันออกกลางนั้น วิกฤตโควิด-19 อาจกลายเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ทำให้รัฐและกลุ่มติดอาวุธเพิ่มการแข่งขันเพื่อสร้างความชอบธรรมในการปกครองดินแดนต่าง ๆ ส่วนใครจะอยู่ในสถานะที่ได้เปรียบหรือเสียเปรียบก็ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย ทั้งความหนักหนาสาหัสของวิกฤตโรคระบาดที่เกิดขึ้นในแต่ละดินแดน มาตรการในการรับมือ การเข้าถึงเครื่องมืออุปกรณ์ทางการแพทย์ ตลอดรวมถึงประสิทธิภาพของระบบสาธารณสุข

แต่ปัจจัยที่มีความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากันคือแรงสนับสนุนจากตัวแสดงที่เป็นมหาอำนาจภายนอกที่เข้ามาทำสงครามตัวแทน (proxy war) ในพื้นที่ความขัดแย้งที่เป็นสงครามกลางเมืองในตะวันออกกลาง

แต่ในปัจจุบันดูเหมือนว่า ตัวแสดงที่เป็นมหาอำนาจโลกและตัวแสดงในภูมิภาค ซึ่งเข้ามาแทรกแซงแสดงบทบาทในสงครามกลางเมือง กำลังเผชิญกับวิกฤตเศรษฐกิจและระบบสาธารณสุขภายในประเทศของตนเองอันเป็นผลมาจากการแพร่ระบาดของโควิด-19

ขณะเดียวกัน โรคระบาดที่เกิดขึ้นยังส่งผลต่อตลาดพลังงานโลก ทำให้ราคาน้ำมันดำดิ่งลงไปเนื่องจากความต้องการในการใช้น้ำมันของตลาดโลกลดลงไปอย่างมาก ด้วยเหตุนี้มหาอำนาจฝ่ายต่าง ๆ ที่เข้าไปทำสงครามตัวแทนในตะวันออกกลางจึงต้องคำนึงถึงความอยู่รอดทางเศรษฐกิจของประเทศตนเองเป็นหลักเสียก่อน และคงต้องใช้เวลาอีกนานพอสมควรในการพลิกฟื้นเศรษฐกิจของประเทศตนหลังวิกฤติโควิด-19 ผ่านพ้นไป

ด้วยเหตุนี้ การที่แต่ละตัวแสดงที่เป็นมหาอำนาจภายนอกจะดำเนินการสนับสนุนตัวแทนของตนในสมรภูมิสงครามกลางเมืองเหมือนอย่างเดิมคงเป็นไปได้ยาก

อันที่จริงก่อนหน้าที่จะเกิดโควิด-19 ประธานาธิบดีทรัมป์ก็ได้ตัดสินใจถอนกำลังทหารออกไปบางส่วนจากซีเรียเป็นที่เรียบร้อยแล้ว สหภาพยุโรปเองก็ไม่มีแผนการเชิงยุทธศาสตร์ที่ครอบคลุมในการจัดการกับปัญหาความขัดแย้งในตะวันออกกลาง

ขณะเดียวกันแม้รัสเซียกับตุรกีดูจะยังแสดงบทบาทเด่นชัดในสมรภูมิความขัดแย้งในตะวันออกกลาง แต่เนื่องด้วยข้อจำกัดในเรื่องสภาพเศรษฐกิจถดถอยที่จะตามมาหลังจากนี้ ก็คงส่งผลให้ทั้ง 2 ประเทศต้องลดการเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับปัญหาความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางมากขึ้น

ส่วนอิหร่านและซาอุดิอาระเบียนั้นก็ถือเป็นประเทศที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 มากที่สุดในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะอิหร่านซึ่งเผชิญความยากลำบากไม่เฉพาะแต่โควิด-19 เท่านั้น แต่ยังถูกคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจ และไม่สามารถขายน้ำมันได้เหมือนเดิม สภาพอย่างนี้อาจทำให้อิหร่านไม่สามารถให้การหนุนหลังกลุ่มฝ่ายตัวแทนของตนในประเทศต่าง ๆ ได้เหมือนในอดีต

ยิ่งกว่านั้น ประชาชนของประเทศต่าง ๆ ที่เข้าไปแทรกแซงแสดงบทบาทในสงครามกลางเมืองที่เกิดขึ้นในตะวันออกกลางคงจะออกมาเรียกร้องให้ผู้นำประเทศของตนหันมาให้ความใส่ใจกิจการภายในประเทศของตน

บางประเทศเหล่านี้กำลังจะเข้าสู่โหมดการเลือกตั้ง อย่างเช่นสหรัฐอเมริกาที่จะจัดการเลือกตั้งในเดือนพฤศจิกายนนี้ สิ่งที่อาจเกิดขึ้นตามมาคือประเทศต่าง ๆ เหล่านี้ก็คงต้องกลับมานั่งทบทวนนโยบายการต่างประเทศของตนเสียใหม่ โดยเฉพาะนโยบายการใช้ปฏิบัติการทางทหารเข้าแทรกแซงสงครามกลางเมืองในประเทศอื่น ซึ่งอาจไม่ได้สร้างประโยชน์คุ้มค่าเหมือนในอดีตอีกต่อไปท่ามกลางวิกฤตเศรษฐกิจ ความไร้เสถียรภาพของราคาน้ำมัน และปัญหาโรคระบาดข้ามชาติที่ยังไม่ทราบว่าจะจบลงเมื่อใด

หากสถานการณ์เป็นไปเช่นนี้ก็อาจทำให้วิกฤตสงครามตัวแทนในตะวันออกกลางค่อย ๆ ลดความร้อนแรงลงไป อันจะส่งผลถึงสถานการณ์สงครามกลางเมืองที่จะเปลี่ยนไปในแต่ละประเทศ

เราก็ได้แต่หวังว่ามันจะเป็นไปในทิศทางนั้น


โดย Srawut Aree

ระเบียบตะวันออกกลางในยุคโควิด-19 (ตอน 2)

ความเดิมเมื่อตอนที่แล้วคือ โควิด-19 ไม่ได้เป็นตัวการทำให้ระเบียบภูมิภาคของตะวันออกกลางเปลี่ยนไปหรอกครับ แต่มันเป็นตัวเร่งให้ปรากฏการณ์การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นก่อนหน้าเกิดเร็วขึ้น หรือมีความเข้มข้นมากขึ้น

บทความตอนที่แล้ว ผมพยายามอธิบายว่าบริบทการเปลี่ยนแปลงของตะวันออกกลางประการหนึ่งที่น่าสนใจ ซึ่งเชื่อมโยงกับการเมืองระดับโลก คือความเสื่อมคล้ายเสื่อมถอยของสหรัฐฯในฐานะมหาอำนาจหนึ่งเดียว

ขณะเดียวกันรัสเซียก็เข้าไปยึดกุมหัวหาดสร้างฐานที่มั่นของตนเองในตะวันออกกลาง อันเท่ากับเป็นการท้าทายบทบาทของสหรัฐฯโดยตรง แต่ที่สำคัญคือประเทศจีนกลับเป็นฝ่ายที่ขยายอิทธิพลทางเศรษฐกิจอย่างถ้วนทั่วในภูมิภาค

ทั้งหมดนี้คือภูมิทัศน์การเมืองใหม่ในตะวันออกกลาง เป็นสภาพการณ์ที่สหรัฐฯไม่ได้เป็นมหาอำนาจครอบงำแต่ฝ่ายเดียวเหมือนในยุคหลังสงครามเย็นอีกต่อไป แต่สหรัฐฯเป็นเพียงหนึ่งในบรรดามหาอำนาจโลกที่ดำรงอยู่ในตะวันออกกลางเท่านั้น เรื่องนี้เห็นได้ชัดเจนขึ้นหลังเกิดวิกฤติโควิด-19

อีกเรื่องหนึ่งที่สำคัญอันเป็นกระแสที่เกิดขึ้นมานานก่อนหน้านี้ในตะวันออกกลางคือการแข่งขันแย่งชิงการเป็นอำนาจนำระหว่างตัวแสดงต่าง ๆ ในภูมิภาค ไม่ว่าจะเป็นซาอุดิอาระเบีย อิหร่าน ตุรกี สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ฯลฯ พอเกิดโควิด-19 เราก็เห็นปรากฏการณ์ดังกล่าวแจ่มชัดมากยิ่งขึ้น

หากถามว่าอนุภูมิภาคไหนในตะวันออกกลางที่มีความพร้อมในการรับมือกับโรคระบาดโควิด-19 มากที่สุด คำตอบที่น่าจะตรงกับความเป็นจริงมากที่สุดคือกลุ่มประเทศร่ำรวยน้ำมันในคาบสมุทรอาหรับ ทั้งนี้เนื่องจากกลุ่มประเทศเหล่านี้มีศักยภาพสูงด้านระบบสาธารณสุขและมีประสบการณ์ในการรับมือกับโรคระบาดมากกว่าดินแดนส่วนอื่น ๆ ของตะวันออกกลาง

ซาอุดิอาระเบียเป็นประเทศที่มีประสบการณ์ในการป้องกันและควบคุมโรคเนื่องจากต้องจัดพิธีฮัจญ์ ซึ่งเป็นการรวมตัวของผู้คนจำนวนกว่า 2 ล้านคนในแต่ละปี นอกจากนั้น ซาอุดิอาระเบียยังได้จัดตั้งหน่วยงานควบคุมโรคระบาดแห่งชาติขึ้นหลังจากที่ประเทศต้องเผชิญกับการแพร่ระบาดของไวรัสเมอส์ (MERS) ก่อนหน้านี้เมื่อปี 2012

ด้วยเหตุนี้ ซาอุดิอาระเบียจึงมีความพร้อมและค่อนข้างตื่นตัวต่อการรับมือโรคระบาดโควิด-19 ก่อนใคร รวมถึงการเร่งขยายพื้นที่การตรวจเชื้อที่ขยายครอบคลุมพื้นที่ต่าง ๆ ของประเทศอย่างรวดเร็ว

ขณะเดียวกัน กลุ่มประเทศในคาบสมุทรอาหรับ ทั้งซาอุดิอาระเบีย และประเทศร่ำรวยน้ำมันอื่น ๆ ก็มีความพร้อมในเรื่องช่องทางการเยียวยาประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 เพราะล้วนเป็นประเทศที่มีการจัดสรรโครงการสวัสดิการให้กับประชาชนเป็นอย่างดีมาตลอดต่อเนื่อง

อีกทั้งกลุ่มประเทศเหล่านี้ยังถือว่าเรื่องสาธารณสุขเป็นปัญหาทางความมั่นคงของประเทศ และได้ประกาศให้ประชาชนทุกคนสามารถเข้าถึงการรักษาพยาบาลได้ฟรี ไม่มีค่าใช้จ่ายใด ๆ โดยไม่ได้จำกัดสิทธิไว้ให้เฉพาะกลุ่มประชาชนที่เป็นพลเมืองของตนเท่านั้น แต่ยังรวมถึงผู้ที่พักอาศัยอยู่ในประเทศและพวกแรงงานต่างชาติอีกด้วย

ซาอุดิอาระเบียค่อนข้างได้เปรียบในการพลิกวิกฤติให้เป็นโอกาส สามารถแสดงความพร้อมในการรับมือกับโรคระบาดข้ามชาติอันเท่ากับเป็นการเสริมสร้างภาพลักษณ์ของตนเองในการเป็นผู้นำของภูมิภาค

แตกต่างจากอิหร่านที่ต้องเผชิญความท้าทายทางเศรษฐกิจและความมั่นคงอันเกิดจากมาตรการกดดันและคว่ำบาตจากสหรัฐฯ จนไม่สามารถรับมือกับการแพร่ระบาดของโควิด-19 ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากนัก

ขณะเดียวกัน สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ซึ่งถือเป็นชาติพันธมิตรใกล้ชิดกับซาอุดิอาระเบีย ได้ใช้โอกาสนี้ดำเนินนโยบายต่างประเทศเพื่อสร้างภาวะความเป็นผู้นำแห่งภูมิภาค โดยการปรับเปลี่ยนท่าทีที่เคยมีกับประเทศเพื่อนบ้านอย่างซีเรียและอิหร่าน กล่าวคือมกุฎราชกุมารแห่งสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ได้ติดต่อฟื้นความสัมพันธ์กับระบอบบาซาร์ อัล-อัสซาดแห่งซีเรีย พร้อมทั้งยืนยันที่จะให้การสนับสนุนซีเรียในการต่อสู่กับโรคระบาดโควิด-19

ยิ่งกว่านั้น สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ยังได้ส่งเครื่องมือทางการแพทย์ไปช่วยอิหร่านในช่วงที่ประเทศกำลังเผชิญกับโรคระบาดอย่างหนักหนาสาหัสอีกด้วย

ส่วนตุรกีนั้นแม้จะเป็นประเทศที่มีผู้ติดเชื้อมากที่สุดในตะวันออกกลาง (ข้อมูล ณ เดือนพฤษภาคม 2020) แต่กลับเป็นประเทศที่พยายามส่งความช่วยเหลือไปให้ประเทศต่าง ๆ มากที่สุดเช่นกัน โดยทางรัฐมนตรีต่างประเทศตุรกีได้ออกมาเปิดเผยว่า มีประเทศต่าง ๆ ในโลกแสดงความจำนงขอความช่วยเหลือจากตุรกีกว่า 135 ประเทศ และตุรกีได้ส่งความช่วยเหลือพร้อมทั้งอุปกรณ์ทางการแพทย์ไปให้ประเทศต่าง ๆ แล้วจำนวน 81 ประเทศ

ลักษณะดังกล่าวสะท้อนให้เห็นชัดเจนว่าแต่ละชาติใหญ่ ๆ ในตะวันออกกลางกำลังใช้วิกฤตจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ให้เป็นโอกาสในการเสริมภาพลักษณ์และสร้างบารมีของแต่ละฝ่ายอันจะหนุนเสริมให้ตนเองอยู่ในสถานะอำนาจนำในภูมิภาคตะวันออกกลาง

อย่างไรก็ตาม หากมองระยะใกล้ ต้องยอมรับว่ากลุ่มประเทศร่ำรวยน้ำมันในคาบสมุทรอาหรับมีความได้เปรียบเหนือกลุ่มประเทศอื่น ทั้งนี้ก็เนื่องจากมีความพร้อมและมีทรัพยากรมากกว่าในการรับมือกับการแพร่ระบาดของโควิด-19

แต่ในระยะยาวก็คงต้องดูกันต่อไป แล้วค่อยมาว่ากันใหม่ครับ

แผนที่ข้างใต้นี้แสดงถึงแผ่นดินเกิดของศาสดาสำคัญ ๆ ท่านต่าง ๆ ในอดีตครับ


เขียนโดย Srawoot Aree


กลับไปอ่าน | ตอนที่ 1 https://www.theustaz.com/?p=3965

ระเบียบตะวันออกกลางในยุคโควิด-19 (ตอน 1)

โรคระบาดข้ามชาติ (Pandemic) หรือโรคระบาดใหญ่ที่แพร่กระจายจากประเทศหนึ่งไปยังอีกประเทศหนึ่งได้เคยเกิดขึ้นมานานแล้วในประวัติศาสตร์มนุษยชาติ แต่ด้วยสภาวะกระแสครอบโลก (Globalization) ทำให้ปัจจุบันการแพร่ระบาดเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ครอบคลุมอาณาบริเวณต่าง ๆ ทั่วทุกภูมิภาค และส่งผลกระทบอย่างลุ่มลึกรอบด้าน

นับตั้งแต่ปลายปี 2019 โลกต้องเผชิญกับการระบาดของโคโรนาไวรัสสายพันธุ์ใหม่ หรือโควิด-19 ซึ่งสร้างความโกลาหลวุ่นวายหลายด้าน ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม การเมือง และวิถีชีวิตของผู้คน นำมาสู่การถกเถียงอย่างกว้างขวางถึงการเปลี่ยนแปลงที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคต หรือ การเปลี่ยนแปลงของโลกหลังยุคโควิด-19 (Post-Covid-19 World)

หลายคนเชื่อว่าโลกหลังจากนี้จะเปลี่ยนแปลงไปชนิดที่ไม่มีอะไรจะกลับมาเหมือนเดิมได้อีก แต่สำหรับ ริชาร์ด ฮาอ์ซ (Richard Haas) เขาเชื่อว่า “โรคระบาดข้ามชาติจะเป็นตัวเร่งความเร็วของประวัติศาสตร์มากกว่าที่จะทำหน้าที่ปรับเปลี่ยนรูปโฉมประวัติศาสตร์” หมายความว่า โควิด-19 จะไม่ได้เปลี่ยนทิศทางความเป็นไปของประวัติศาสตร์มากเท่ากับการเร่งเวลาประวัติศาสตร์

เขาอธิบายต่อไปว่าโลกหลังการระบาดใหญ่คงไม่ได้ทำให้เกิดความแตกต่างอย่างสุดขั้วไปจากสิ่งที่เคยดำรงอยู่ก่อนหน้า เพียงแต่ว่าทุกวิกฤตใหญ่ที่เกิดขึ้นในโลกมักเป็นตัวกระตุ่นให้สถานการณ์ที่ดำรงอยู่ก่อนหน้าปรากฏเด่นชัดขึ้นมากกว่าที่จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด

หากเชื่อตามคำอธิบายของ ฮาอ์ซ เราก็อาจพอสรุปได้ในระดับหนึ่งว่า โควิด-19 น่าจะเป็นตัวเร่งให้กระแสการเปลี่ยนแปลงที่เริ่มต้นมาได้ระยะหนึ่งแล้วในตะวันออกกลางปรากฏเด่นชัดยิ่งขึ้นหรือมีความเข้มข้นมากขึ้น มากกว่าที่จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด

กระแสการเปลี่ยนแปลงในตะวันออกกลางซึ่งได้ดำเนินมาระยะหนึ่งแล้วมีอยู่มากมายหลายประการด้วยกันครับ แต่ในงานเขียนนี้ผมขออนุญาตนำเสนอแค่ 3 ประเด็นหลัก ๆ

สำหรับวันนี้ขอเริ่มจากประเด็นแรกก่อน เพราะเป็นกระแสที่เกิดขึ้นในตะวันออกกลางมาได้พักใหญ่ ๆ แล้ว นั่นคือประเด็นว่าด้วยเรื่องอิทธิพลของสหรัฐฯที่เสื่อมคลายลงและการผงาดขึ้นของจีนและรัสเซีย

ย้อนกลับไปในยุคหลังสงครามเย็นใหม่ ๆ (ช่วงระหว่างปี 1990 ถึง 2000) ตอนนั้นสหรัฐฯได้ขยายฐานอำนาจของตนเข้าไปในตะวันออกกลาง มีการเสริมสร้างความสัมพันธ์กับชาติพันธมิตรในภูมิภาคผ่านการทำสัญญาความร่วมมือทางการทหาร นำไปสู่การสร้างฐานทัพอเมริกาในหลายประเทศ อีกทั้งสหรัฐฯยังได้ฉันทามติจากประชาคมโลกดำเนินการโดดเดี่ยวชาติที่เป็นศัตรูกับตน จนสุดท้ายได้นำกองทัพเข้าไปรุกรานอิรัก (2003) และอัฟกานิสถาน (2001)

ทว่าความพยายามของสหรัฐฯในการสร้างอำนาจนำครอบงำตะวันออกกลางกลับเสื่อมคลายถดถอยลงตลอดช่วงหลายปีที่ผ่านมาอันเกิดจากปัจจัยหลายอย่างผสมผสานกัน ไม่ว่าจะเป็นความล้มเหลวของสหรัฐฯในสงครามอิรักปี 2003 วิกฤตเศรษฐกิจปี 2008 หรือแม้แต่การขึ้นมาดำรงตำแหน่งของประธานาธิบดีสหรัฐฯ 2 คนหลัง ทั้ง บารัค โอบามา และโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งมีนโยบายคล้ายกัน (แม้จะแตกต่างกันในเชิงวิธีการ) ที่จะไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับภูมิภาคตะวันออกกลางมากนัก จนกลายเป็นที่มาของการแสดงบทบาทกล้า ๆ กลัว ๆ ยังผลให้อิทธิพลของสหรัฐฯ ในตะวันออกกลางลดน้อยถอยลงในระยะหลัง

การแพร่ระบาดของโควิด-19 ถือเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ทำให้ผู้นำสหรัฐฯต้องเว้นระยะห่างจากกิจการระหว่างประเทศ เพราะต้องหันมาสนใจกิจการภายใน ทั้งเรื่องระบบสาธารณสุข ปัญหาเศรษฐกิจ และการแสดงความรับผิดชอบตามกรอบการปกครองแบบประชาธิปไตย ยิ่งกว่านั้น สหรัฐฯยังล้มเหลวที่จะเป็นผู้นำในการรับมือกับวิกฤตโรคระบาดโควิด-19 ประกอบกับการที่ประธานาธิบดีทรัมป์ได้ตัดสินใจถอนการสนับสนุนองค์การอนามัยโลก หรือ World Health Organization ก็ยิ่งทำให้อิทธิพลที่เป็น ‘อำนาจอ่อน’ ของสหรัฐฯ (ซึ่งยังคงหลงเหลืออยู่ในภูมิภาค) ถูกกร่อนเซาะทำลายลงไปอีก

ถึงอย่างนั้นก็ตาม คงเร็วเกินไปที่จะด่วนสรุปว่าสุดท้ายแล้วสหรัฐฯจะถอนตัวออกไปจากตะวันออกกลางในเร็ววัน อันที่จริงแล้วอำนาจของสหรัฐฯก็คงยังดำรงอยู่ในภูมิภาค ฐานทัพของสหรัฐฯในอ่าวเปอร์เซียก็คงยังไม่หายไปไหน ขณะที่การค้าขายอาวุธของสหรัฐฯให้ลูกค้าในตะวันออกกลางก็คงยังดำเนินต่อไป และการต่อต้านหยุดยั้งอิหร่านก็คงยังเป็นภารกิจสำคัญลำดับต้น ๆ ของสหรัฐฯอยู่

เพียงแต่ว่าบทบาทและสถานะของสหรัฐฯในฐานะที่เป็นมหาอำนาจครอบงำแต่ฝ่ายเดียวในภูมิภาคอย่างที่เคยเป็นมาในยุคหลังสงครามเย็นคงจะปรับเปลี่ยนไปไม่เหมือนเดิม และใครก็ตามที่จะขึ้นมาเป็นประธานาธิบดีสหรัฐฯคนต่อไปหลังการเลือกตั้งเดือนพฤศจิกายนนี้ (2020) ก็คงจะให้ความสำคัญกับการใช้ทรัพยากรไปในกิจการภายในที่มีความสำคัญมากกว่าเรื่องกิจการต่างประเทศในภูมิภาคตะวันออกกลางอย่างแน่นอน ดังที่นาย Ben Rhodes ผู้ช่วยที่ปรึกษาด้านความมั่นคงแห่งชาติในยุคประธานาธิบดีโอบามา ได้กล่าวเอาไว้อย่างน่าสนใจว่า ‘วันนี้โลกยุคหลังเหตุการณ์ 9/11 ได้จบสิ้นแล้ว’

คำถามคือแล้วอะไรจะเกิดขึ้นต่อไป ? หนึ่งในฉากทัศน์ทีจะเกิดขึ้นคือความต่อเนื่องของแนวโน้มสถานการณ์ที่เคยดำรงอยู่ในช่วงทศวรรษก่อนหน้า นั่นคือการผงาดขึ้นมาของคู่แข่งสหรัฐฯในตะวันออกกลาง (ไม่ว่าจะเป็นรัสเซียหรือจีน) ท่ามกลางภาวะถดถอยเสื่อมคลายของสหรัฐฯในภูมิภาค รัสเซียประสบความสำเร็จในการนำทัพเข้ามาแทรกแซงในสงครามกลางเมืองซีเรีย อีกทั้งยังหนุนหลังกองกำลังต่อต้านรัฐบาลลิเบีย และสรรค์สร้างสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดมากขึ้นกับอิหร่าน อียิปต์ อิสราเอล และกลุ่มประเทศในอ่าวเปอร์เซียที่ร่ำรวยน้ำมันทั้งหลาย

ขณะที่ประเทศจีนเองก็ได้ขยายบทบาทของตนในเชิงเศรษฐกิจและการทูตเข้าไปในตะวันออกกลาง เรียกประเทศต่าง ๆ ในภูมิภาคว่าเป็นเพื่อนบ้านที่ดีของตน พร้อมทั้งดึงประเทศเหล่านี้เข้ามาร่วมในอภิมหาโครงการที่เรียกว่า ‘หนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง’ (Belt and Road Initiative) เริ่มจากการเข้าไปดำเนินโครงการนำร่องในปากีสถานและจิบูติเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

ต้องยอมรับครับว่าในช่วงหลายปีที่ผ่านมาเราได้เห็นการพึ่งพากันมากขึ้นในแทบทุกด้านระหว่างจีนกลับกลุ่มประเทศในตะวันออกกลาง ทั้งการเสริมสร้างสัมพันธ์ทางการเมือง การเพิ่มขยายความร่วมมือทางเศรษฐกิจ การค้าขายอาวุธ และการสานสัมพันธ์ทางสังคม-วัฒนธรรม โดยเฉพาะการจัดตั้งสถาบันการศึกษาของจีนในภูมิภาคตะวันออกกลาง (เช่น โรงเรียนสอนภาษา มหาวิทยาลัยของจีน และสถาบันขงจื๊อ เป็นต้น)

หลักฐานที่แสดงให้เห็นความสัมพันธ์ระหว่าง 2 ฝ่ายที่แนบแน่นขึ้นอาจดูได้จากตอนที่จีนเริ่มเผชิญโรคระบาดโควิด-19 ใหม่ ๆ ในตอนนั้นปรากฏว่ากลุ่มประเทศตะวันออกกลางเกือบทั้งหมด รวมทั้งซาอุดิอาระเบีย ต่างยื้อแย่งแข่งกันเสนอความช่วยเหลือและแสดงมิตรไมตรีกับจีนอย่างเห็นได้ชัด

หลังจากนั้นไม่นานนัก จีนก็ได้วางสถานะของตนเป็นโมเดลของการบริหารจัดการและการรับมือโควิด-19 ที่ประสบความสำเร็จ แม้หลายฝ่ายจะออกมาตั้งข้อสงสัยเรื่องการปิดบังข้อมูลของจีน แต่นั่นก็ไม่ได้สำคัญเท่ากับว่าจีนได้สร้างเรื่องเล่าอธิบายประสบการณ์ความสำเร็จในการรับมือโคโรนาไวรัสด้วยมาตรการเด็ดขาดภายใต้คำสั่งของผู้นำอย่างสี จิ้นผิง

นอกจากนั้นสื่อจีนมักไม่ลืมที่จะเปรียบเทียบมาตรการจัดการโรคระบาดระหว่างจีนกับชาติยุโรปและสหรัฐฯ โดยซ่อนนัยยะทำนองว่าวิกฤตคราวนี้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าระบบการปกครองแบบตะวันตกนั้นไม่ค่อยมีประสิทธิภาพเมื่อเทียบกับจีน เพราะอำนาจนิยมแบบจีนนี่แหละที่มีความพร้อมมากกว่าในการจัดการกับวิกฤตโรคระบาดที่เกิดขึ้น

ประสิทธิภาพของจีนในการรับมือกับโควิด-19 ครั้งนี้ย่อมเป็นแรงจูงใจให้หลายรัฐในตะวันออกกลาง (ซึ่งมีลักษณะเป็นรัฐอำนาจนิยมอยู่แล้ว) ใช้อ้างเป็นโมเดลสำคัญที่กลุ่มประเทศในภูมิภาคตะวันออกกลางจะเดินตาม ไม่ใช่แนวทางประชาธิปไตยแบบยุโรปและสหรัฐฯที่ล้มเหลวในการรับมือกับวิกฤตโรคระบาดข้ามชาติ จนแทบที่จะเอาตัวเองไม่รอด


เขียนโดย Srawoot Aree


อ่านต่อ | ตอนที่ 2 https://www.theustaz.com/?p=3982

ลัทธิบาบี และบาไฮ

ลัทธิบาบี และบาไฮ (อัล-บาบิยะฮฺ และอัล-บะฮาอิยะฮฺ)
นิยาม

อัล-บาบิยะฮฺ และอัล-บะฮาอิยะฮฺ คือลัทธิที่แยกตัวจากสำนักคิดชีอะฮฺสายอัช-ชัยคียะฮฺ เมื่อปี ฮ.ศ.1260 / ค.ศ.1844 ภายใต้การอุปถัมภ์ค้ำชูของจักรวรรดินิยมโซเวียต องค์กรยิวสากลและจักรวรรดินิยมอังกฤษ โดยมีเป้าหมายหลักคือทำลายหลักการศรัทธาของอิสลาม สร้างความแตกแยกในหมู่มุสลิม และเพื่อให้ชาวมุสลิมหันเหจากปัญหาหลัก

การก่อกำเนิดแนวคิดนี้
ลัทธินี้ก่อตั้งโดย อัล-มิรซา อะลีย์ มุหัมหมัด ริฎอ อัช-ชีรอซีย์ (มีชีวิตระหว่างปี ฮ.ศ.1235-1266/ ค.ศ.1819-1850) มีฉายานามว่า อัล-บาบ (ชาวบาไฮในประเทศไทยเรียกว่า พระบ็อบ)
เมื่อตอนอายุ 6 ขวบอัล-มิรซา อะลีย์ มุหัมหมัด ริฎอ อัช-ชีรอซีย์ ได้ศึกษาความรู้ครั้งแรกจากนักเผยแพร่นิกายชีอะฮฺท่านหนึ่ง ต่อมาเขาได้หยุดเรียนและหันไปประกอบอาชีพค้าขาย
เมื่ออายุ 17 เขาได้กลับมาศึกษาหาความรู้อีกครั้งโดยสนใจในตำราเกี่ยวกับวิชาตะเศาวุฟ และการฝึกฝนทางจิตวิญญาณ ตามแนวทางของพวกอัล-บาฏินียะฮฺที่นิยมการทรมานร่างกาย
ในปี ฮ.ศ. 1259 เขาได้เดินทางไปยังกรุงแบกแดดและได้เริ่มศึกษาหาความรู้จากผู้นำชีอะฮฺ สายอัช-ชัยคียะฮฺ ซึ่งมีนามว่า กาซิม อัร-ร็อชตีย์ เขาได้ศึกษาแนวคิดและทัศนะต่างๆ ของลัทธินี้อย่างลึกซึ้ง จนกระทั่งเขาได้รู้จักกับสายลับชาวรัสเซียคนหนึ่ง ชื่อว่า คินาซด์ ฆุรกีย์ เขาคนนี้ได้อ้างตนว่าเป็นมุสลิมโดยใช้ชื่อว่า อีซา อัน-นักรอนีย์ เขาผู้นี้ได้เริ่มสร้างกระแสว่า อัล-มิรซา มุหัมหมัด อัช-ชีรอซีย์ คือ อิหม่ามอัล-มะฮฺดีย์ ที่โลกรอคอย และเป็นอัล-บาบ (ประตูสู่การรู้จักสัจธรรมเกี่ยวกับพระผู้เป็นเจ้า) ซึ่งจะปรากฎตัวหลังการเสียชีวิตของอัร-ร็อชตีย์
ทั้ง นี้เนื่องจากเขามองว่าอัช-ชีรอซีย์เป็นบุคคลที่เหมาะสมที่จะอุปโลกน์เพื่อ ให้แผนการของพวกเขาบรรลุผลในการสร้างความแตกแยกในหมู่ชาวมุสลิม
ในคืนวันพฤหัสบดีที่ 5 ญุมาดัลเอาวัล ฮ.ศ.1260 ตรงกับ 23 มีนาคม 1844 เขาได้ประกาศตนว่าเขาคือ อัล-บาบ ตามความเชื่อของชีอะฮฺ สายอัช-ชัยคียะฮฺ หลังการเสียชีวิตของอัร-ร็อชตีย์ เมื่อปี ฮ.ศ. 1259 เขาอ้างตนว่าเป็นศาสนทูตของอัลลอฮฺ เสมือนกับท่านนบีมูซา นบีอีซา และนบีมุหัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม (แท้จริงแล้วบรรดาศาสนทูตของพระองค์มีเกียรติอันสูงส่งไม่สามารถนำมาเปรียบกับเขาได้เลย)
จากคำกล่าวอ้างดังกล่าวทำให้ศิษย์ของอัร-ร็อชตีย์หลงเชื่อ และผู้คนทั่วไปพากันหลงเชื่อด้วย เขาจึงเลือกบุคคลจำนวน 18 คน เพื่อทำหน้าที่เป็นผู้เผยแพร่แนวคิดของเขา โดยให้ฉายานามบุคคลเหล่านั้นว่า อัล-หุรูฟ อัล-หัยย์ (อักษรที่มีชีวิต) แต่เมื่อปี ฮ.ศ. 1261 พวกเขาได้ถูกทางการจับกุมตัว และในที่สุดพวกเขายอมประกาศเตาบัต (กลับตัว) บนมินบัรฺมัสยิดอัล-วะกีล หลังจากที่พวกเขาได้สร้างความเสื่อมเสียบนหน้าแผ่นดิน เข่นฆ่าชาวมุสลิมมากมาย ตลอดจนกล่าวหาว่าชาวมุสลิมกลายเป็นผู้ปฏิเสธศรัทธา
ในปี ฮ.ศ.1266 อัล-มิรซา อะลีย์ มุหัมหมัด ริฎอ อัช-ชีรอซีย์(อัล-บาบ หรือพระบ็อบ) ได้อ้างว่า พระผู้เป็นเจ้าได้สถิตย์ในร่างของตน (หุลูล อิลาฮิยะฮฺ) แต่หลังจากปราชญ์มุสลิมได้โต้เถียงกับเขาถึงประเด็นนี้เขาได้แสดงท่าทีว่ายอมรับและกลับตัว แต่ปราชญ์มุสลิมไม่ได้หลงกลเนื่องจากรู้ว่าเขาผู้นี้เป็นคนขี้ขลาดเมื่อต้องเผชิญหน้ากับความจริง ดังนั้นปราชญ์มุสลิมได้ตัดสินให้ประหารชีวิตเขาและสหายของเขา อัซ-ซะนูซีย์ ส่วนผู้บันทึกคำสอนของเขาที่ชื่อว่า หุสัยน์ อัล-ยัซดีย์ ได้เตาบัต (กลับตัว)จากลัทธิอัล-บาบิยะฮฺก่อนที่จะถูกประหารทำให้เขาได้อิสรภาพไม่ต้องโทษ เมื่อวันที่ 27 ชะอฺบาน 1266 ตรงกับวันที่ 8 กรกฎาคม 1850

บุคคลสำคัญของอัล-บะฮาอิยะฮฺ
1. กุรเราะฮฺ อัล-อัยนฺ ซึ่งมีชื่อจริงว่า อุมมุ สัลมา ถือกำเนิด ณ เมืองก็อซวีน เมื่อปี ฮ.ศ. 1231 ได้ศึกษาหาความรู้จากมุลลา มุหัมหมัด ศอลิหฺ อัล-ก็อซวีนีย์ หนึ่งในปราชญ์ชีอะฮฺ ต่อมาได้สนใจศึกษาแนวทางชีอะฮฺ สายอัช-ชัยคียะฮฺ ผ่านลุงของนางเอง คือ มุลลา อะลีย์ อัช-ชัยคีย์ นางได้รับอิทธิพลทางความคิดจากชีอะฮฺกลุ่มนี้ ต่อมานางได้เดินทางมาศึกษาจาก กาซิม อัร-ร็อชตีย์ พร้อมอัล-บาบ ณ เมืองกัรบะลาอ์ (ปัจจุบันอยู่ในประเทศอิรัก) จนมีคนเข้าใจว่านางคือผู้ออกแบบแนวความคิดต่างๆ ให้แก่อัล-บาบ เนื่องจากนางเป็นนักพูดที่ชาญฉลาด มีวาทะโวหารที่ปราดเปรื่อง อีกทั้งเป็นผู้ที่มีความเลอโฉมงดงาม แต่นางก็ถือว่าเป็นหญิงแพศยา สามีของนางได้ขอหย่าและปฏิเสธการเป็นบิดาของลูกที่อยู่ในครรภ์ของนาง นางได้รับฉายานามว่า “เราะซีน ตาญจ์” เจ้าของบทกวีภาษาเปอร์เซีย
ในเดือนเราะญับ ปี ฮ.ศ. 1264 นางได้ประชุมหารือกับแกนนำลัทธิอัล-บาบิยะฮฺ ณ เมืองบะดัชต์ (Conference of Badasht) นางเป็นผู้ที่กล่าวสุนทรพจน์ และสร้างความฮึกเหิมแก่มวลสมาชิกอัล-บาบิยะฮฺเพื่อออกมาประท้วงการจับกุมอัล-บาบ และได้ประกาศจุดยืนว่าอัล-บาบิยะฮฺได้เป็นอิสระจากศาสนาอิสลามแล้ว
นางเป็นผู้หนึ่งที่เข้าร่วมวางแผนลอบสังหารกษัตริย์ ชาฮ์ นาศีรุดดีน อัล-กอญารีย์ (Nasser al-Din Shah Qajar – กษัตริย์ผู้ปกครองประเทศอิหร่าน ระหว่างปี ค.ศ.1848-1896) ต่อมานางได้ถูกจับกุมและถูกตัดสินให้เผาเป็นๆ แต่ทว่านางได้เสียชีวิตก่อนจะถูกประหารในต้นเดือนซุลเกาะอฺดะฮฺ ฮ.ศ. 1268 ตรงกับ ค.ศ. 1852

2. อัล-มิรซา ยะหฺยา อะลีย์ มีศักดิ์เป็นน้องชายของอัล-บาบ มี ฉายานามว่า ศุบฮฺ อะซัล อัล-บาบได้สั่งเสียให้เขาดำรงตำแหน่งเป็นผู้นำแทนเขาหลังเสียชีวิต เรียกขานผู้ตามของเขาว่า อัล-อะซัลลิยีน แต่น้องชายของเขา อัล-มิรซา หุซัยนฺ อัล-บะฮาอ์ ต้องการชิงตำแหน่งผู้นำลัทธินี้เช่นกัน และต่างคนพยายามที่จะลอบสังหารกัน ความขัดแย้งที่รุนแรงระหว่างอัล-บาบิยะฮฺกับพวกชีอะฮฺ ทำให้พวกเขาต้องถูกเนรเทศไปอยู่ที่เมืองอัดเราะนะฮฺ (Edirne) ประเทศตุรกี เมือปี ฮ.ศ.1863 อันเป็นถิ่นที่อยู่ของชาวยิว และด้วยเหตุที่พลพรรคของศุบฮฺ อะซัล และพลพรรคของบะฮาอุลลอฮฺเกิดความขัดแย้งอย่างต่อเนื่อง สุลต่านแห่งอาณาจักรออตโตมานได้เนรเทศ บะฮาอุลลอฮฺพร้อมมวลชนของเขาไปอยู่ที่เมืองอักกา ส่วน ศุบฮฺ อะซัลและมวลชนของเขาถูกเนรเทศไปยังเกาะไซปรัส จนเขาได้เสียชีวิตที่นั้น เมื่อวันที่ 29เมษายน 1912 ด้วยวัย 82 ปี โดยได้ทิ้งตำราที่เขาแต่งคือ อัล-อัลวาหฺ และ ตำราอัล-มุสตัยกิซ และได้สั่งเสียให้บุตรชายของเขาที่หันไปนับถือศาสนาคริสต์สืบทอดตำแหน่งผู้นำกลุ่มต่อไป จึงทำให้สมุนของศุบฮฺ อะซัลส่วนใหญ่ไม่พอใจและได้ออกห่าง

3. อัล-มิรซา หุสัยนฺ อะลีย์ ซึ่งมีฉายานามว่า บะฮาอุลลอฮฺ ถือกำเนิดเมื่อปี ค.ศ.1817 ได้ชิงตำแหน่งผู้นำลัทธิอัล-บาบิยะฮฺจากพี่ชายของเขาหลังจากการเสียชีวิตของอัล-บาบ(พระบ็อบ) เขาได้ประกาศตนต่อหน้าสานุศิษย์ของเขาที่กรุงแบกแดด ว่าเขาคือ อัล-มุซ็อฮฮิรฺ อัล-กามิล ผู้ซึ่งอัล-บาบได้พยากรณ์ว่าเป็นศาสนทูตของอัลลอฮฺ และพระผู้เป็นเจ้าได้สถิตย์ในร่างของเขาเพื่อสานต่อภารกิจการเผยแพร่ลัทธิอัล-บาบิยะฮฺต่อไป การเผยแพร่ของเขาถือว่าเป็นการเผยแพร่ในบันไดขั้นที่สองในหลักความเชื่อศาสนาบาบี (ผู้ที่เลื่อมใสในคำสอนของเขาเรียกว่า บะฮาอิยูน หรือพวกบาไฮ) เขาพยายามที่จะลอบสังหารศุบฮฺ อะซัล ซึ่งเป็นพี่ชายของเขาเอง เขามีความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นกับชาวยิวที่อยู่ในตำบลอัดเราะนะฮฺ (Edirne) เมืองสาโลนิกา (Salonika) ประเทศตุรกี อันเป็นแผ่นดินที่ชาวบาไฮ เรียกว่าแผ่นดินแห่งความลับ เขาได้ส่งมือสังหารจากเมืองนั้นไปยังเมืองอักกาและได้ทำการสังหารพลพรรคของพี่ชายของเขาศุบฮฺ อะซัล ล้มตายหลายราย
ในปี ค.ศ.1892 บะฮาอุลลอฮฺได้ถูกสังหารด้วยน้ำมือของสมุนพี่ชายของเขาเองและร่างของเขาถูกฝังที่ สวนอัล-บะฮฺญะฮฺ เมืองอักกา (ประเทศปาเลสไตน์) เขามีผู้ทำหน้าที่เขียนคัมภีร์ให้เขา เช่นคัมภีร์อัล-บะยาน(Kitab al-Bayan) และคัมภีร์อัล-อีกอน (Kitab al-Iqan) คัมภีร์ของเขามีเนื้อหาเรียกร้องให้ชนชาติยิวมารวมตัวกันตั้งถิ่นฐาน ณ ดินแดนปาเลสไตน์

4. อับบาส อะฟันดีย์ มีฉายานามว่า อับดุลบะฮาอ์ เกิดเมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม 1844 ซึ่งเป็นวันเดียวกันที่อัล-บาบ ได้ประกาศลัทธิใหม่นี้ บิดาของเขา (บะฮาอุลลอฮฺ) ได้สั่งเสียให้เขาสืบทอดตำแหน่งผู้นำ เขาเป็นผู้ที่มีบุคลิกที่จริงจังมาก จนกระทั่งนักประวัติศาสตร์กล่าวว่าหากไม่มีอับบาส ศาสนาบาไฮคงไม่สามารถดำรงอยู่ได้จนทุกวันนี้ ชาวบาไฮเชื่อว่าเขาเป็นผู้ที่บริสุทธิ์จากมวลบาป (มะอฺศูม) เขาได้เพิ่มเติมคุณลักษณะบิดาของเขาบะฮาอุลลอฮฺให้คล้ายกับพระผู้เป็นเจ้า คือสามารถที่จะบันดาลสรรพสิ่งขึ้นมาได้
อับบาส อะฟันดีย์ ได้เดินทางเยือนประเทศสวิสเซอร์แลนด์ พร้อมได้เขาร่วมประชุมสมัชชาไซออนนิสต์ ณ เมืองบาเซิล (Basle) ในปี ค.ศ.1911 เขาได้พยายามที่จากแหกมติชนชาติอาหรับโดยหันไปสนับสนุนยิวไซออนิสต์ เขาให้การต้อนรับนายพลอัลเลนบี้(General Edmund Allenby-แม่ทัพของอังกฤษที่มายึดครองปาเลสไตน์และซีเรียเมื่อปี ค.ศ.1917) ครั้งที่เดินทางมาที่ปาเลสไตน์ จนรัฐบาลอังกฤษชื่นชมบทบาทของเขาด้วยการยกฐานะเป็นเซอร์ (Sir – เป็นตำแหน่งที่แต่งตั้งให้กับสามัญชนผู้มีความดีความชอบให้กับแผ่นดินมากซึ่งในอดีตก็จะเป็นอัศวินนักรบ) พร้อมทั้งประดับเครื่องอิสริยาภรณ์และสายสะพายอื่นๆ มากมาย เขาได้เดินทางเยือนหลายประเทศ เช่น อังกฤษ อเมริกา เยอรมัน เบลเยียม ฮังการี อะเล็กซานเดรีย (อียิปต์)เพื่อทำการเผยแพร่ลัทธิของเขา จนกระทั่งเขาได้ก่อตั้งศูนย์ศาสนาบาไฮที่ใหญ่โต ณ เมืองชิคาโก ต่อมาเขาเดินทางไปยังเมืองฮัยฟา (ปาเลสไตน์) เมื่อปี 1913 ต่อมาเขาเดินทางไปยังกรุงไคโรและเสียชีวิตที่นั้นเมื่อปี ฮ.ศ.1340 /ค.ศ.1921 หลังจากที่เขาได้ถ่ายถอดความรู้จากบิดาของเขาพร้อมทั้งได้เพิ่มเติมคำสอนจาก คัมภีร์ไบเบิลพันธะสัญญาเก่าเพื่อเป็นการยืนยันในคำสอนของเขาให้มีน้ำหนัก

5. เชากีย์ อะฟันดีย์ เป็นหลานของอับดุลบะฮาอ์ ปู่ของเขาได้จากโลกนี้ไปในขณะที่เขามีอายุ 24 ปี ในปี 1921 / ฮ.ศ.1340 เขาได้ดำเนินตามรอยทางปู่ของเขาในการบริหารองค์กรบาไฮ เพื่อก่อตั้งสภายุติธรรมสากล เขาได้เสียชีวิตที่กรุงลอนดอนจากหัวใจวาย และร่างของเขาถูกฝังที่นั้น แผ่นดินที่รัฐบาลมอบรางวัลมากมายแก่กลุ่มชาวบาไฮ
ในปี ค.ศ.1963 แกนนำบาไฮ 9 คน ได้ดำเนินการตามภารกิจของอัล-บะฮาอิยะฮฺด้วยการก่อตั้งสภายุติธรรมสากล (The Universal House of Justice) โดยมีคณะกรรมการบริหารจำนวน 9 คน ประกอบด้วย ชาวอเมริกา 4 คน ชาวอังกฤษ 2 คน และชาวอิหร่าน 3 คน และเคยมีผู้ดำรงตำแหน่งเป็นประธานสภาแห่งนี้เป็นชาวยิวฟรีเมสัน สัญชาติอเมริกา

แนวคิดและความเชื่อของอัล-บะฮาอิยะฮฺ
– ชาวบาไฮเชื่อว่า อัลบาบ (พระบ็อบ) เป็นผู้สร้างสรรพสิ่งทุกอย่างด้วยคำประกาศิตของเขา เขาถือเป็นจุดเริ่มต้นของการเกิดขึ้นของทุกๆ สิ่ง
– พวกเขาเชื่อว่าพระผู้เป็นเจ้าทรงสถิตย์ในตัวตนของมนุษย์ เชื่อในหลักอัล-อิตติหาด(ความเป็นอันหนึ่งเดียวกัน) เชื่อในหลักเวียนว่ายตายเกิด เชื่อว่าวัตถุทุกอย่างคงอยู่อย่างถาวร และเชื่อว่าผลบุญ และบทลงโทษนั้นเกิดขึ้นกับดวงวิญญาณเท่านั้น และสิ่งดังกล่าวเป็นความเชื่อเชิงมายาคติ
– พวกเขาบูชาเลข 19 ซึ่งทำให้พวกเขากำหนดเดือนในรอบปีมี 19 เดือน และกำหนดวันในรอบเดือนมีเพียง 19 วัน ในการนี้มีผู้ทำตามแนวคิดนี้คือ อัล-ฮะรออ์ มีชื่อเต็มว่า มุหัมหมัด เราะชาด เคาะลีฟะฮฺ ซึ่งเขาเชื่อในความศักดิ์สิทธิ์ของเลข 19 เขาพยามยามที่จะเชื่อมโยงว่าอัลกุรอานมีโครงสร้างมาจากเลข 19 แต่ทว่าไม่มีใครให้ความสนใจกับคำพูดของเขาเลย
– พวกเขาเชื่อว่า เจ้าชายสิทธัตถะ ขงจื้อ โซโรแอสเตอร์ และบุคคลสำคัญอย่างนักปราชญ์ของอินเดีย จีน และเปอร์เซีย เป็นศาสนทูตของอัลลอฮฺ
– พวกเขามีทัศนะเห็นพ้องกับชาวยิวและคริสเตียนว่า นบีอีซา อะลัยฮิสสลาม ถูกตรึงบนไม้กางเขน
– พวกเขาตีความอัลกุรอานเชิงความรู้ลึกลับเพื่อให้สอดคล้องกับลัทธิของพวกเขา
– พวกเขาปฏิเสธในมุอฺญิซาต (ความมหัศจรรย์ที่อัลลอฮฺประทาน) ของบรรดาศาสนทูต พวกเขาปฏิเสธการมีอยู่จริงของบรรดามลาอิกะฮฺ ญิน พร้อมทั้งปฏิเสธว่าสวรรค์และนรกมีอยู่จริง
– พวกเขาห้ามสตรีคลุมหิญาบ พวกเขาอนุญาตให้แต่งงานมุตอะฮฺได้ เรียกร้องความเสมอภาคระหว่างหญิงชายและความเสมอภาคในทรัพย์สินเงินทอง
– พวกเขากล่าวว่าศาสนาที่อัล-บาบนำมานั้นได้ยกเลิกบทบัญญัติต่างๆ ที่นบีมุหัมหมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้เผยแพร่ไว้
– พวกเขาตีความว่าวันกิยามะฮฺนั้นคือวันที่บะฮาอุลลอฮฺได้ปรากฏตัว ส่วนทิศกิบละฮฺของพวกเขาในเวลาละหมาดคือ สถานที่เรียกว่า สวนอัล-บะฮฺญะฮฺ เมืองอักกา ประเทศปาเลสไตน์ แทนที่บัยตุลลอฮฺ ณ มัสยิดอัลหะรอม
– พวกเขาจะละหมาดวันละ 3 เวลา มีจำนวนร็อกอะฮฺ 9 ร็อกอะฮฺ และจะอาบน้ำละหมาดด้วยน้ำดอกกุหลาบ แต่หากไม่มีน้ำดังกล่าวพวกเขาจะกล่าวบิสมิละฮฺด้วยสำนวนดังนี้จำนวน 5 ครั้ง “บิสมิลละฮิลอัฏฮัรฺ อัลอัฏฮัรฺ- بسم الله الأطهر الأطهر “
– ไม่มีการละหมาดแบบญะมาอะฮฺในหมู่พวกเขานอกจากการละหมาดศพ ซึ่งมีจำนวนตักบีรฺ 6 ครั้ง และทุกตักบีรฺพวกเขาจะกล่าวว่า “อัลลอฮุ อับฮา- الله أبهى “
– พวกเขาจะถือศีลอดในเดือนที่ 19 ตามปฏิทินบาไฮ พวกเขาจะอดอาหารเริ่มตั้งแต่ดวงอาทิตย์ขึ้นจนดวงอาทิตย์ตกดิน เป็นระยะเวลา 19 วัน จากนั้นพวกเขาจะเฉลิมฉลองวันอีด อัน-นัยรูซ (วันปีใหม่ชาวบาไฮ) ในวันที่ 21 ของเดือนมีนาคม ชาวบาไฮทุกคนที่มีอายุระหว่าง 15-70 ปีต้องถือศีลอด
– พวกเขาห้ามการทำอัล-ญิฮาด หรือจับอาวุธต่อสู้กับอริราชศัตรู ซึ่งกฎดังกล่าวสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของจักรวรรดินิยมในการอุปโลกน์ลัทธินี้ขึ้นมา
– พวกเขาปฏิเสธว่านบีมุหัมหมัด คือ นบีหรือศาสนทูตองค์สุดท้าย พวกเขาอ้างว่าวะหฺยู (วิวรณ์) จากอัลลอฮฺนั้นถูกประทานลงมาอยู่ตลอดเวลา พวกเขาเลยแต่งตำรับตำรามากมายที่มีเนื้อหาแย้งกับอัลกุรอานแต่ทว่าตำราของ เขาเหล่านั้นเต็มไปด้วยข้อบกพร่องไม่ว่าจะเป็นด้านภาษาหรือสำนวน
– พวกเขาได้ยกเลิกการไปประกอบพิธีหัจญ์ ณ เมืองมักกะฮฺ อัล-มุกัรเราะมะฮฺ แต่พวกเขาจะไปประกอบพิธีหัจญ์ ณ สถูปฝังศพของบะฮาอุลลอฮฺ ที่ สวนอัล-บะฮฺญะฮฺ เมืองอักกา ประเทศปาเลสไตน์แทน

รากเหง้าทางความคิดและความเชื่อของพวกบาไฮ
ความคิดและความเชื่อของพวกเขาได้ผสมผสานระหว่างแนวคิดต่างๆต่อไปนี้

– อัร-รอฟิเฎาะฮฺ อัล-อิมามิยะฮฺ (ชีอะฮฺ อิหม่าม 12 )
– ชีอะฮฺ อัช-ชัยคียะฮฺ (สาวกของชัยคฺอะหฺมัด อัล-อะหฺสาอีย์)
– อัล-มาสูนียะฮฺ (องค์กรฟรีเมสันสากล)
– ยิวไซออนิสต์สากล

การแพร่กระจายและแหล่งที่มีอิทธิพลของศาสนาบาไฮ
ชาวบาไฮส่วนใหญ่จะอาศัยอยู่ในประเทศอิหร่าน บางส่วนอาศัยอยู่ในอิรัก ซีเรีย เลบานอน และปาเลสไตน์ซึ่งเป็นศูนย์กลางของพวกเขา เช่นเดียวกันนั้นพวกเขาเคยมีศูนย์ศาสนาบาไฮในอียิปต์แต่ศูนย์ดังกล่าวถูกปิดตัวลงตามคำสั่งของรัฐบาล หมายเลขที่ 263 เมื่อปี ค.ศ. 1960 นอกจากนี้พวกเขายังมีศูนย์ ณ เมืองต่างๆ เช่นที่ แอดดิส อบาบา เอธิโอเปีย กรุงกัมปาลา ประเทศยูกันดา กรุงลูซากา ประเทศแซมเบีย ซึ่ง ณ เมืองนี้พวกเขาได้จัดประชุมสามัญประจำปี ระหว่างวันที่ 23 พฤษภาคม – 13 มิถุนายน ค.ศ. 1989 พวกเขามีศูนย์ที่เมืองโยฮันเนสเบิร์ก ประเทศแอฟริกาใต้ เมืองการาจี ประเทศปากีสถาน กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ กรุงเวียนนา เมืองแฟรงก์เฟิร์ต(เยอรมัน) กรุงซิดนีย์ ประเทศออสเตรเลีย ที่เมืองชิคาโก (รัฐอิลลินอยส์-สหรัฐอเมริกา) พวกเขามีโบสถ์ที่ใหญ่โต ซึ่งพวกเขาเรียกว่า มุชริกุลอัซการฺ ณ สถานที่แห่งนั้นพวกเขาได้ผลิตวารสารออกมา ชื่อว่า นัจมฺ อัล-ฆ็อรฺบ (ดาวตะวันตก) เช่นเดียวกับที่เมืองวิลเมตต์ ศูนย์กลางบาไฮในอเมริกา ในเมืองนิวยอร์กพวกเขามีคาราวานตะวันออกและตะวันตก ซึ่งเป็นกลุ่มเยาวชนที่เคลื่อนไหวบนหลักการของบาไฮ พวกเขามีหนังสือคู่มือกองคาราวาน และเพื่อนความรู้ พวกเขามีแหล่งชุมนุมใหญ่ในเมืองฮิวสตัน (รัฐเทกซัส) ลอสแอนเจลิส (รัฐแคลิฟอร์เนีย) บรุกลิน และนิวยอร์ก โดยประมาณว่าพวกบาไฮในสหรัฐอเมริกามีจำนวน 2 ล้านคน ซึ่งเป็นสมาชิกใน 600 กว่าองค์กร เป็นเรื่องที่ประหลาดอย่างยิ่งที่พวกบาไฮมีตัวแทนประจำองค์การสหประชาชาติ ที่นิวยอร์ก มีตัวแทนสหประชาชาติที่เจนีวา และมีตัวแทนจากกลุ่มประเทศแอฟริกาที่กรุงไนโรบี นอกจากนี้พวกเขามีฐานะเป็นที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการสังคมและเศรษฐกิจแห่งสหประชาชาติ (Ecosco) พวกเขามีสมาชิกทำงานในองค์การสิ่งแวดล้อมโลกแห่งสหประชาติ (Unep) ในกองทุนเพื่อเด็กแห่งสหประชาชาติ (ยูนิเซฟ -Unicef) และในสำนักงานสารสนเทศแห่งสหประชาชาติ (U.N. Office of Public Information) เช่น ดุซซีย์ บูส เป็นตัวแทนขององค์การบาไฮสากลประจำองค์กรสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ ส่วนรุสตุม ค็อยรูฟ เป็นสมาชิกมูลนิธิสากลเพื่อความมั่นคงของมนุษยชาติ

บทสรุป
อัล-บาบิยะฮฺ (ศาสนาบาบี) และอัล-บะฮาอิยะฮฺ (ศาสนาบาไฮ) คือกลุ่มที่หลงทางซึ่งได้หลุดพ้นจากศาสนาอิสลาม เนื่องจากพวกเขาปฏิเสธว่านบีมุหัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม เป็นศาสนทูตองค์สุดท้าย อีกทั้งพวกเขายังอ้างว่าวิญญาณของพระผู้เป็นเจ้าทรงสถิตย์อยู่ในร่างของอัลบาบ (พระบ็อบ) หรือในร่างของอัล-บะฮาอ์ พวกเขายังปฏิเสธการลงโทษของอัลลอฮฺในวันปรโลก พวกเขาจงรักภักดีต่อชาวยิวตลอดเวลาและพยายามจะให้ชาวมุสลิมเปลี่ยนศาสนา และพวกเขาประกาศอย่างชัดเจนว่าคัมภีร์อัล-บะยานของพวกเขาได้ยกเลิกคำสอนในคัมภีร์อัลกุรอาน
ได้มีคำฟัตวา (ข้อชี้ขาดทางศาสนา)ที่มาจากหลายสำนักทางวิชาการศาสนา เช่นศูนย์ศาสนบัญญัติอิสลาม เมืองมักกะฮฺ สำนักฟัตวาแห่งประเทศอียิปต์ ระบุว่า ลัทธิอัลบะฮาอิยะฮฺ และอัลบาบิยะฮฺ ได้หลุดพ้นจากศาสนาอิสลาม และถือว่าเป็นศัตรูต่อศาสนาอิสลาม ผู้ที่เลื่อมใสในแนวคิดของพวกเขาถือว่าเป็นกาฟิรฺ (ผู้ปฏิเสธศรัทธา) อย่างชัดแจ้งโดยไม่มีข้ออ้างใดๆ อีก (อ้างจากหนังสือพิมพ์อัลมะดีนะฮฺ ฉบับวันอาทิตย์ที่ 2 เดือนซุลเกาะอฺดะฮฺ ฮ.ศ.1399 ตรงกับวันที่ 23 กันยายน ค.ศ. 1979)

Ref : saaid.net
จากหนังสือ อัล-เมาสูอะฮฺ อัล-มุยัสสะเราะฮฺ ฟี อัล-อัดยาน วะ อัล-มะษาฮิบ โดยสภายุวมุสลิมโลก


ถอดความโดย Salamah Panphum

การละหมาดตารอเวียะห์ตามการถ่ายทอดสด ข้อบ่งชี้และแนวโน้ม ( ตอนที่ 1)

บทความโดย ดร.คอลิด หานาฟีย์
– ประธานคณะกรรมการฟัตวา เยอรมัน
– ประธานสภาอิหม่ามและนักวิชาการในประเทศเยอรมัน
– รองเลขาธิการสภายุโรปเพื่อการฟัตวาและการวิจัย (ECFR)
– สมาชิกสหพันธ์อุลามาอ์อิสลามนานาชาติ (IUMS)
เผยแพร่เมื่อ 25 เมษายน 2563

การระบาดครั้งใหญ่ของโควิด-19 บังคับให้นักฟิกฮ์และนักอิจติฮาด-วินิจฉัย- ต้องทำการศึกษาวิจัย วิเคราะห์และวินิจฉัยต่อกรณีใหม่ๆ ที่เกิดขึ้น ในบางกรณีก็เห็นพ้องกัน แต่บางกรณีก็เห็นต่างกัน และสิ่งที่พวกเขาพ้องกันมีมากกว่าที่เห็นต่าง ประเด็นสำคัญที่สุดที่เห็นต่างกัน ได้แก่ประเด็นการละหมาดตารอเวียะห์ตามการถ่ายทอดสด แม้ว่าบรรดาศูนย์ฟิกฮ์ทั้งหมด เท่าที่ทราบ ล้วนฟัตวาห้ามการกระทำดังกล่าว แต่ก็มีนักฟิกฮ์และนักอิจติฮาดที่มีชื่อเสียงจำนวนหนึ่งฟัตวาว่า อนุญาต ซึ่งไม่มีใครกังขาในความเคร่งครัดศาสนา ความรู้และความหวังดีต่อศาสนาของพวกเขาเหล่านั้น ตลอดจนความปรารถนาดีของพวกเขาที่ต้องการให้ผู้คนผูกพันอยู่กับละหมาดญามาอะฮ์และมัสยิด

บรรดานักอิจติฮาดล้วนได้รับผลบุญ เราจึงไม่ควรอึดอัดกับความเห็นที่แตกต่างออกไป และควรที่จะสร้างบรรยากาศที่ส่งเสริมการอิจติฮาด ไม่ว่าผลของการอิจญ์ติฮาดจะออกมาประหลาดพิศดารแค่ไหนก็ตาม ตราบใดที่ตั้งอยู่บนฐานทางวิชาการที่ถูกต้อง และหากจำเป็นเราก็มีหน้าที่วิพากษ์ โต้แย้งด้วยความเป็นกลางตามหลักวิชาการ

นี่คือกระบวนการอิจญ์ติฮาดที่นำมาซึ่งความรู้ใหม่ที่พึงประสงค์ด้วยวิธีการที่ถูกต้อง

วัตถุประสงค์ของบทความนี้มิใช่เพื่อสนับสนุน ยกย่องหรือโจมตีทัศนะใดๆ เพียงต้องการชี้ให้เห็นถึงดัชนีและแนวโน้มที่เป็นประโยชน์สำหรับการวิเคราะห์วินิจฉัยกรณีใหม่ที่เกิดขึ้นเท่านั้น

●● ประการแรก : ข้อบ่งชี้
● 1. วิธีการให้เหตุผลที่สับสนและการขัดกันของหลักฐาน
สิ่งแรกที่สังเกตเห็นคือ บรรดานักฟิกฮ์ฝ่ายที่เห็นว่าอนุญาตให้ละหมาดตามอิหม่ามผ่านสื่อถ่ายทอดสด คือความไม่ชัดเจนและขัดกันของการให้เหตุผล
เช่น การรวมกันระหว่างการอ้างหลักการ “อะไรที่ไม่มีคำสั่งห้ามถือว่าอนุญาต ” (อิบาหะฮ์อัศลียะฮ์) และหลักกรณีสุดวิสัย(ฎอรูเราะฮ์) ซึ่ง 2 หลักการนี้ไม่สามารถรวมกันได้

ทั้งนี้ ฝ่ายที่เห็นว่าการละหมาดตามอิหม่ามผ่านสื่อถ่ายทอดสดเป็นเรื่องที่ถูกต้อง ได้อ้างอิงความเห็นจากตำรามัซฮับมาลิกที่อนุญาตให้ตามอิหม่ามที่ห่างออกไปเป็นระยะไกลอันเป็นกรณีปกติในมัซฮับมาลิก ไม่ใช่กรณีสุดวิสัยเช่นในสถานการณ์โควิด-19 การจำกัดให้ใช้เฉพาะในสถานการณ์สุดวิสัยจึงเป็นการปรับใช้และการให้เหตุผลที่ไม่สอดคล้องกับกรณี

นอกจากนั้น การอ้างว่าสุดวิสัยก็ไม่ถูกต้อง เพราะมีวิธีการอื่นทดแทนได้ นั่นคือการละหมาดที่บ้าน

หากการละหมาดตารอเวียะห์ตามอิหม่ามผ่านการถ่ายทอดสด สามารถกระทำได้ ทำไมไม่อนุญาตในกรณีละหมาดวันศุกร์ ทั้งๆที่จำเป็นมากกว่า เพราะเป็นวาญิบ ในขณะที่ละหมาดตารอเวียะห์เป็นอิบาดะฮ์ภาคนาฟิล (ส่งเสริมตามความสมัครใจ)

การขัดกันของการให้เหตุผลอีกประการหนึ่ง ได้แก่ การอนุญาตให้ตามอิหม่ามผ่านการถ่ายทอดสดในการละหมาดภาคนาฟิล แต่ห้ามปฏิบัติในการละหมาดภาคฟัรฎูผ่านการถ่ายทอดสด ทั้งๆที่หลักฐานที่อ้างถึงไม่ได้แยกระหว่างละหมาดทั้งสองประเภทดังกล่าว

ซึ่งบรรดาปราชญ์ไม่ได้แยกแยะเงื่อนไขการตามอิหม่ามในการละหมาดทั้งสองประเภท หะดีษกำหนดวิธีการตามอิหม่ามก็ไม่ได้แยกแยะ

ความต่างระหว่างละหมาดทั้งสองประเภท ล้วนเป็นกรณีที่ตัวบททางศาสนาระบุไว้เท่านั้น เช่น หะดีษอนุญาตละหมาดภาคนาฟิลบนพาหนะ

การขัดกันของหลักฐานประการที่ 3 คือ มีบางท่านกำหนดว่า ให้ตามได้เฉพาะอิหม่ามประจำหมู่บ้าน อันเป็นการกำหนดที่ปราศจากหลักฐานอ้างอิง เพราะเหตุผลที่ฝ่ายนี้อ้างคือ “การได้ยินและการเห็นที่ชัดเจน” ซึ่งเป็นกรณีที่ไม่จำกัดเฉพาะการตามอิหม่ามในหมู่บ้านเท่านั้น เพราะเหตุผลดังกล่าวยังสามารถตามอิหม่ามมัสยิดหะรอมที่แม้เวลาจะคลาดเคลื่อนกันก็ได้ เพราะหลักฐานที่อ้างไม่มีระบุถึงเรื่องของเวลาแต่ประการใด

● 2. นักวิชาการด้านฟิกฮ์ทำให้การฝ่าฝืนหลักการจัดลำดับความสำคัญในหมู่ประชาชาติอิสลามยิ่งหยั่งลึกมากขึ้น

นักวิชาการและนักเผยแผ่ศาสนา มักพูดถึงวิกฤติของศาสตร์ว่าด้วยการขาดการจัดลำดับความสำคัญ และถือเป็นเหตุผลข้อหนึ่งของการถดถอยทางอารยธรรมในสังคมมุสลิม

จากปรากฏการณ์ปัญหาที่กำลังพูดถึง นักวิชาการและนักฟิกฮ์กลับทำให้ปัญหานี้บานปลายมากยิ่งขึ้น

ทั้งนี้ โดยหลักการพื้นฐานแล้ว การละหมาดตารอเวียะห์ให้กระทำที่บ้าน ความสนใจที่มากเกินไปจากนักวิชาการในการพยายามที่จะคิดค้นรูปแบบใหม่เชิงอิเล็กทรอนิกส์เพื่อการละหมาดในรูปแบบญามาอะฮ์ในมัสยิด จะเป็นการส่งเสริมมโนทัศน์ผิดๆของสังคมเกี่ยวกับละหมาดภาคนาฟิลที่ควรกระทำที่บ้านมากกว่า รวมถึงจารีตการให้ความสำคัญกับละหมาดนาฟิล เช่น ละหมาดตารอเวียะห์หรือละหมาดอีด มากกว่าละหมาดภาคฟัรดู

ในสถานการณ์เช่นนี้ น่าจะถือเป็นโอกาสเหมาะอย่างยิ่งที่จะให้สังคมเคยชินกับการละหมาดภาคนาฟิลที่บ้านตามหลักการเดิม

● 3.ค่านิยมการอิจติฮาด (วินิจฉัย) ส่วนบุคคล เหนือกว่าค่านิยมการอิจติฮาดแบบองค์คณะและสถาบัน

การอิจติฮาดแบบองค์คณะที่ตั้งอยู่บนการปรึกษาหารือและการโต้แย้งเป็นแนวทางฟัตวาในยุคซอฮาบะฮ์และตาบิอีน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีใหม่ๆ ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ดังแนวปฏิบัติของท่านอบูบักร เมื่อมีกรณีเกิดขึ้น ท่านก็จะพิจารณาจากอัลกุรอาน หากไม่มีก็จะพิจารณาจากซุนนะฮ์ หากไม่มีก็จะถามผู้คนว่ามีใครทราบไหมว่า ท่านรอซูลุลลอฮ์ (ขอความสันติและความจำเริญจงประสบแด่ท่าน) เคยตัดสินว่าอย่างไร หากมีคนบอก ก็จะตัดสินตามนั้น หากไม่มีก็จะปรึกษาหารือกับบรรดาผู้นำซอฮาบะฮ์ หากพวกเขามีความเห็นเช่นไรก็จะตัดสินตามนั้น

ซึ่งนอกจากท่านอบูบักรแล้ว ท่านอุมัรและบรรดาซอฮาบะฮ์อาวุโสก็ใช้แนวทางดังกล่าวเช่นกัน

การฟัตวาแบบองค์คณะตามรูปแบบของซอฮาบะฮ์เหล่านั้น จึงเป็นแนวทางที่นักวิชาการร่วมสมัยเห็นพ้องกัน และมีการเรียกร้องให้ประยุกต์ใช้ในสถาบันฟัตวาร่วมสมัย สถาบันฟัตวาที่ใช้การฟัตวาแบบองค์คณะจึงเกิดขึ้นมากมายทั้งในโลกตะวันออกและโลกตะวันตก

ไม่แปลกเลย ที่ความซับซ้อนและเชื่อมโยงของกรณีใหม่ๆในปัจจุบันจะเหมาะสมกับการวินิจฉัยแบบองค์คณะมากกว่าการวินิจฉัยคนเดียว

ยิ่งไปกว่านั้น โลกปัจจุบันไม่ยอมรับระบบการทำงานแบบข้ามาคนเดียวในการศึกษาวิจัย แต่มักจะใช้ระบบการทำงานเป็นทีม

ซึ่งจากจุดนี้จะเห็นว่า บรรดาสถาบันด้านฟิกฮ์ ไม่รีรอที่จะออกมาแถลงปฏิเสธการละหมาดตามอิหม่ามผ่านการถ่ายทอดสดออนไลน์ เช่น สภายุโรปเพื่อการวิจัยและฟัตวา ,ศูนย์ฟิกฮ์นานาชาติขององค์กรโอไอซี , สภานักฟิกฮ์แห่งอเมริกา, สภากิบารอุลามาอ์ ซาอุดิอาระเบีย ,สภาอิสลามสูงสุด ตุรกี, สภาวิจัยอิสลาม -มัจมะ บุหูษอิสลามียะฮ์- อียิปต์ และสหพันธ์อุลามาอ์อิสลามนานาชาติ

แต่ถึงกระนั้น ก็มีนักฟิกฮ์จำนวนหนึ่ง ซึ่งบางท่านเป็นสมาชิกสภาต่างๆดังกล่าว ออกมาแสดงทัศนะแตกต่างจากทัศนะขององค์กรเหล่านั้น

ข้าพเจ้าเห็นว่า ปรากฏการณ์ดังกล่าวสะท้อนถึงวัฒนธรรมการนิยมวินิจฉัยคนเดียวมากกว่าการวินิจฉัยแบบองค์คณะ ซึ่งจะส่งผลถึงความเชื่อมั่นในหลักอิจมาอ์ที่ปรากฏอยู่ในตำราวิชาการอิสลามในอดีตว่าเป็นจริงหรือไม่

● 4. ทำให้สังคมสับสนแทนที่จะให้ทางออก
นักฟิกฮ์และมุฟตียุคหลังๆ เน้นการชี้แนะให้ผู้ขอคำฟัตวาพ้นจากความลังเลสับสน วิธีการฟัตวาจะไม่ฟัตวาโดยการนำหลายๆทัศนะมาชี้แจงที่อาจมีการให้น้ำหนักแก่ทัศนะใดๆ แล้วปล่อยให้ผู้ขอคำฟัตวาตัดสินใจเลือกเอง แต่จะใช้วิธีฟัตวาเฉพาะทัศนะที่มุฟตีเลือกแล้ว พร้อมระบุหลักฐานที่มา อันเป็นแนวทางที่เหมาะสมอย่างยิ่งกับยุคของเราที่ไม่นิยมการอ่านที่ยืดยาวและข้อมูลไม่มากพอ

แต่ในกรณีละหมาดตามอิหม่ามผ่านการถ่ายทอดสด ผู้ให้คำฟัตวากลับทำให้สังคมยิ่งสับสน

มีบางท่านฟัตวาว่า ให้ละหมาดตามอิหม่ามผ่านสื่อออนไลน์ได้ แต่จงต้องเป็นอิหม่ามที่อยู่ใกล้ๆ เช่นในหมู่บ้านเท่านั้น

แต่ก็มีบางท่านออกมาฟัตวาว่า ตามอิหม่ามที่อยู่ไกลๆ แค่ไหนก็ได้

การฟัตวาที่สร้างความขัดแย้งกันเช่นนี้ ล้วนสร้างรอยราคีให้แก่ความบริสุทธิ์แห่งเดือนรอมฎอน ทำให้สังคมเกิดความแตกแยก ดังเช่นความขัดแย้งทุกๆปีในช่วงเดือนรอมฎอน ในเรื่องวิธีการกำหนดวันเริ่มต้นรอมฎอน

ทั้งนี้ จารีตเกี่ยวกับการฟัตวาในสังคมบรรพชนยุคสะลัฟ อุลามาอ์หลบเลี่ยงที่จะให้คำฟัตวา แต่โบ้ยให้ไปถามผู้อื่น

แต่ในยุคสะลัฟรุ่นหลัง ต่างแย่งชิงกันออกมาให้คำฟัตวา และไม่เพียงพอกับฟัตวาของผู้อื่น

สมมติว่าสถานการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นในยุคซอฮาบะฮ์ และบรรดาอิหม่ามทั้งสี่ แน่นอนที่สุดปฏิกิริยาของพวกเขาต่อสถานการณ์นี้คือการนิ่งเงียบและเพียงพอกับคำฟัตวาที่มีผู้ฟัตวาไปแล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งคำฟัตวาแบบองค์คณะ มิใช่ความเห็นส่วนตัวของใครๆ

ในสังคมบรรพชนยุคสะลัฟ ประเพณี “ฉันไม่ทราบ” แพร่หลายไปทั่วสังคมผู้รู้นักวิชาการ ทั้งที่ความจริงไม่ใช่ไม่มีความรู้ แต่เป็นเพราะความถ่อมตนและความกลัวต่ออัลลอฮ์ที่จะต้องรับผิดชอบต่อผลของฟัตวา

แต่ในวันนี้ ค่านิยม ประเพณีแตกต่างออกไป ทุกคนต่างออกมาบอกว่า “ฉันรู้” ต่างไม่ยอมรับที่จะถูกมองว่า “ไม่มีความรู้”

ลองพิจารณาสถานการณ์นี้ยุคสะลัฟและสมมติว่ามีเหตุการณ์คำถามประเด็นนี้ในวันนั้น

อับดุรเราะห์มาน บินอะบีไลลา กล่าวว่า “ฉันทันเจอกับชาวอันศอรซึ่งเป็นซอฮาบะฮ์ของท่านศาสนทูต (ขอความสันติและความจำเริญจงประสบแด่ท่าน) จำนวน 120 ท่าน ไม่มีผู้ใดบอกหะดีษหนึ่ง ยกเว้นอยากให้ผู้อื่นบอกแทน ไม่มีผู้ใดให้คำฟัตวาเมื่อถูกถาม เว้นแต่อยากให้ผู้อื่นให้คำฟัตวาแทน”

อัลบัยฮะกีย์รายงานว่า อบูคอลดะฮ์ กล่าวกับรอบิอะฮ์ ว่า “โอ้รอบิอะฮ์ ฉันเห็นท่านให้คำฟัตวาแก่ผู้คน เมื่อมีคนมาถามท่าน สิ่งที่ท่านพึงตระหนัก มิใช่การทำให้เขาหายจากข้อกรณีที่สงสัย แต่พึงตระหนักว่าจะทำอย่างไรให้ท่านหลุดพ้น ไม่ต้องรับผิดชอบต่อคำถามนั้นๆ”

อย่างไรก็ตาม ในวันนี้ ข้าพเจ้ารู้จักอุลามาอ์ผู้เชี่ยวชาญทางวิชาการและหลักการทางฟิกฮ์อย่างถ่องแท้จำนวนมากที่ปฏิเสธที่จะแสดงความคิดเห็นต่อกรณีนี้โดยสิ้นเชิง พวกเขาเพียงพอกับคำฟัตวาที่ออกมาแล้ว หากคนเหล่านี้ออกมาพูด แน่นอนจะมีแต่เสียงชื่นชม พวกเขามีความคิดสร้างสรรค์ มีหลักการและคำอธิบายที่ชัดเจนแจ่มแจ้งและลึกล้ำอย่างที่สุด

ในหมู่นักวิชาการเหล่านั้น ข้าพเจ้าเห็นการประยุกต์ใช้จรรยาบรรณบรรพชนชาวสะลัฟที่ระมัดระวังและรู้ซึ้งถึงสถานภาพอันสูงส่งของการฟัตวาและการพูดในนามอัลลอฮ์
(จบตอนที่ 1 )

แปลสรุปโดย Ghazali Benmad

อ่านบทความต้นฉบับ https://blogs.aljazeera.net/blogs/2020/4/25/%D8%B5%D9%84%D8%A7%D8%A9-%D8%A7%D9%84%D8%AA%D8%B1%D8%A7%D9%88%D9%8A%D8%AD-%D8%AE%D9%84%D9%81-%D8%A7%D9%84%D8%A8%D8%AB-%D8%A7%D9%84%D9%85%D8%A8%D8%A7%D8%B4%D8%B1-%D8%A7%D9%84%D8%AF%D9%84%D8%A7%D9%84%D8%A7%D8%AA-%D9%88%D8%A7%D9%84%D9%85%D8%A2%D9%84%D8%A7%D8%AA

อีหม่านอ่อน : โรคระบาดอันดับหนึ่ง

สมรภูมิที่น่ากลัวที่สุดสำหรับมนุษย์ ไม่ใช่สมรภูมิที่ใช้อาวุธเข้าห้ำหั่นกัน แต่เป็นการรบกับอารมณ์ฝ่ายต่ำของเขาเองหรือที่รู้จักกันโดยมุสลิมทั่วไปว่า “ฮาวา นัฟซู” ประกอบไปด้วยความปรารถนา กิเลส ตัณหาต่างๆ การต่อสู้ครั้งนี้สำคัญใหญ่หลวง เพราะต้องเดิมพันกันด้วยสถานะชีวิตของคนๆนั้นเลยทีเดียว ดังนั้นจึงมีผู้เรียกสมรภูมิครั้งนี้ว่า “ญิฮาด อักบัร” หรือญิฮาดใหญ่
ญิฮาด อักบัร เป็นการต่อสู้กับสิ่งที่มองไม่เห็นที่ซ่อนอยู่ภายในตัวมนุษย์เอง ด้วยลักษณะของศัตรูที่ซ่อนเร้นและอยู่ใกล้ชิดอย่างที่สุด เป็นผลให้การต่อสู้มักจบลงด้วยความพ่ายแพ้ของมนุษย์
ความเข้าใจเบื้องต้นต่อกระบวนการต่อสู้กับ “ฮาวา นัฟซู” ในอิสลามก็คือ มันไม่ได้มีวัตถุประสงค์เพื่อตัดอารมณ์และความรู้สึกต่างๆให้หมดไป แต่ต้องการเข้าไปควมคุมมันไว้และสั่งการมันได้ จึงไม่แปลกที่กระบวนการต่อสู้ไม่ได้มุ่งไปที่ “การทำลาย” แต่มุ่งไปที่ “การสยบและควบคุม”

เครื่องมือที่สำคัญที่สุดที่จะจัดการตัวตนภายในก็คือ “หัวใจ” เพราะหัวใจคือ “ศูนย์รวม” ในการกำหนดทิศทาง เจตนารมณ์ต่างๆ หัวใจในที่นี้ไม่ใช่หัวใจที่เรารู้จักกันทางกายภาพ แต่มันหมายถึงหน่วยหลักในการตัดสินใจ เพราะฉะนั้น หัวใจจำเป็นต้องได้รับ “พลัง” ที่อัดฉีดเข้าไปภายใน นั่นคือพลังที่เราเรียกว่า “อีหม่าน” หรือ “ศรัทธา”
อีหม่านจึงนับว่ามีบทบาทสำคัญที่สุดในการสร้างหัวใจให้มีประสิทธิภาพ เพื่อให้หัวใจเข้ามาทำหน้าที่ควบคุมตัวตนภายในได้ อีหม่านที่มีอยู่เพียงในระดับความคิดนั้น ไม่สามารถส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงตัวตนของคนๆหนึ่งได้ อีหม่านจะต้องซึมซับเข้าสู่หัวใจอย่างต่อเนื่อง เมื่อใดก็ตามที่อีหม่านไม่ผ่านเข้าไปสู่หัวใจก็จะเกิดภาวะ “อีหม่านอ่อน” ขึ้น หรือเราจะเรียกได้ว่าเป็นโรคอีหม่านอ่อนหรือ โรคหัวใจแข็งกระด้าง

ท่านนบีฯ ได้กล่าวว่า
((إنَّ اْلإِيْمَانَ لَيَخْلُقُ فِيْ جَوْفِ أَحَدِكُمْ كَمَا يَخْلُقُ الْثَوْبُ فَأَسْأَلُوْا اللهَ أَنْ يُجَدِّدَ اْلإِيْمَانَ فِيْ قُلُوْبِكُمْ))
แท้จริงอีหม่านในหัวใจของพวกท่านคนหนึ่งคนใดจะทรุดโทรม เช่นเดียวกับเสื้อผ้าที่สวมใส่จนเสื่อมสภาพ ดังนั้น พวกท่านจงขอต่ออัลลอฮฺ เพื่อให้พระองค์ทำให้อีหม่านมีสภาพใหม่อยู่ในหัวใจของพวกท่าน [1]

((مَا مِنَ الْقُلُوْبِ قَلْبٌ إِلاَّ وَلَهُ سَحَابَةٌ كَسَحَابِةِ الْقَمَرِ ، بَيْنَا الْقَمَرُ مُضِيءٌ إِذْ عَلَتْهُ سَحَابَةٌ فَأَظْلَمَ ، إِذْ تَجَلَّتْ عَنْهُ فَأَضَا))
ไม่มีหัวใจดวงใด เว้นเสียแต่จะมีเมฆ(ที่จะมาบดบังมัน) เช่นเดียวกับเมฆ(ที่บดบัง)ดวงจันทร์ ขณะที่มันส่องแสงนั้น เมื่อมีเมฆมาบดบังมันๆก็จะมืดมิด เมื่อเมฆจากไป มันก็จะส่องสว่างอีกครา [2]
หลักการพื้นฐานที่สำคัญในการทำความเข้าใจประเด็นเกี่ยวกับอีหม่านอ่อนและกรอบความคิดในการบำบัดมันคือต้องรู้ว่าอีหม่าน(ความศรัทธา)ในทัศนะของอิสลามนั้นสามารถ “เพิ่ม” หรือ “ลด” ได้ สิ่งนี้เป็นหลักการมูลฐานในหลักยึดมั่นของ “อะหฺลุซ ซุนนะฮฺ วัล ญะมาอะฮฺ” อันเป็นกระแสหลักของประชาชาติอิสลามส่วนใหญ่ที่ยอมรับกัน

อะหฺลุซ ซุนนะฮฺ วัล ญะมาอะฮฺ นั้นถือว่าอีหม่านคือสิ่งที่กล่าวออกมาด้วยวาจา ยึดมั่นด้วยหัวใจ และมีการกระทำผ่านหลักปฏิบัติอิสลามต่างๆ อีหม่านสามารถ “เพิ่ม” ได้ด้วยการฏออะฮฺ(เชื่อฟังปฏิบัติตามหลักการอิสลาม)และ “ลด” ลงได้จากการฝ่าฝืน(หลักการอิสลาม) ดังมีหลักฐานที่แสดงไว้เกี่ยวกับเรื่องนี้ในอัล กุรอานไว้หลายที่ ดังตัวอย่างเช่น

((لِيَزْدَادُوا إِيمَانًا مَعَ إِيمَانِهِمْ))
เพื่อพวกเขาจะได้เพิ่มพูนการศรัทธาให้กับการศรัทธาของพวกเขา[3]

มีข้อคิดที่เกี่ยวข้องกับหัวข้อนี้จากคำกล่าวของชาวสลัฟบางคนที่ว่า “ส่วนหนึ่งจากความเข้าใจในศาสนาของบ่าวคนหนึ่ง(ก็คือ) การให้ความสนใจต่ออีหม่านว่ามันลดไปได้อย่างไร? และส่วนหนึ่งจากความเข้าใจในศาสนาของบ่าวคนหนึ่ง (ก็คือ) การที่เขารู้ว่าตอนนี้มันเพิ่มหรือลด?ส่วนหนึ่งจากความเข้าใจของบ่าวคนหนึ่ง(ก็คือ) การรู้ถึงการล่อลวงของชัยฏอนเมื่อมันมายังเขา”

ต่อไปเราจะมาศึกษาอาการ สาเหตุ และนำไปสู่การบำบัดรักษาจนหายขาด อินชาอัลลอฮฺ

1. วิเคราะห์อาการอีหม่านอ่อน
อาการอีหม่านปรากฏทั้งภายในและภายนอก ปรากฏทั้งส่วนบุคคลและส่งผลร้ายต่อสังคม ผลกระทบของอีหม่านอ่อนสามารถแบ่งออกเป็น 4 ด้าน(พร้อมตัวอย่าง) ดังต่อไปนี้

ด้านที่หนึ่ง : วิเคราะห์อาการจากพฤติกรรมทั่วไป
1. กระทำบาปและสิ่งต้องห้ามต่างๆ
2. ทำอิบาดะฮฺอย่างลวกๆ
3. เกียจคร้านในการทำความดีทั้งหลาย
4. มองไม่เห็นค่าของความดีเล็กๆน้อยๆ และไม่เห็นอันตรายของความผิดเล็กน้อย
5. เอาแต่พูด แต่ไม่ค่อยกระทำ

ด้านที่สอง : วิเคราะห์อาการจากความรู้สึกภายใน
6. ยึดความรู้สึกตนเป็นใหญ่
7. หัวใจแข็งกระด้าง
8. อ่านอัล กุรอานอย่างไร้ความรู้สึก
9. รำลึกถึงอัลลอฮฺ แต่รู้สึกเฉย ๆ
10. คับแค้นใจ อารมณ์แปรปรวน และซึมเศร้า
11. ไม่รู้สึกโกรธ เมื่อมีการละเมิดในสิ่งที่อัลลอฮฺห้าม
12. กลัวทุกข์ภัยและปัญหาต่างๆที่ต้องประสบ

ด้านที่สาม: วิเคราะห์อาการจากความกระหายใคร่อยากต่าง ๆ
13. รักในชื่อเสียงและความโด่งดัง ตัวอย่างเช่น
13.1 กระหายตำแหน่งผู้นำ แข่งขันกันแสวงหาอำนาจ
13.2 เผด็จการในวงสนทนา คือชอบพูดข้างเดียว ไม่ชอบฟังคนอื่นพูด
13.3 ชอบให้ผู้คนยกย่อง ไม่พอใจหากไม่ได้รับคำเยินยอ
14. ตระหนี่ถี่เหนียว และมีความโลภ
15. หมกมุ่นกับโลกนี้
16. ใช้ชีวิตอย่างสำราญ

ด้านที่สี่: วิเคราะห์อาการจากความสัมพันธ์ทางสังคม
17. ไม่สนใจในกิจการของมุสลิม
18. มีความสุขกับความทุกข์ของพี่น้อง
19. ชอบทะเลาะถกเถียงกัน โดยเฉพาะเรื่องปัญหาที่ไม่สำคัญ
20. ชอบแบ่งเป็นฝักฝ่าย จนเกิดความแตกแยกระหว่างพี่น้องมุสลิม
21. ขาดสำนึกในการทำงานอิสลาม
เราสังเกตจากทั้ง 4 ด้าน จะพบว่าอีหม่านอ่อนไม่ได้เป็นเรื่อง “อ่อนๆ” แต่เป็นเรื่อง “หนักหนา” เพราะไม่ได้มีปัญหาพฤติกรรมส่วนตัวเท่านั้น แต่ยังได้เข้าทำลายโครงสร้างพื้นฐานของสังคมอีกด้วย

2. สาเหตุหลัก
อีหม่านอ่อนมี “เหตุ” มาจากหลายด้าน ด้านหลัก ๆ ของมัน ประกอบไปด้วย
หนึ่ง – สัมผัส , สอง – ห่างไกล , สาม – หมกมุ่น ดังต่อไปนี้

หนึ่ง – สัมผัส
1. สัมผัสอยู่กับสิ่งแวดล้อมที่เต็มไปด้วยบาป เช่น อยู่ในวงคอนเสริต์คาราบาว หรือนั่งดูมิวสิควิดีโอวง Girly Berry

สอง – ห่างไกล
1. ห่าง ไกลจากผู้คนแห่งอีหม่าน คือการไม่คบหากับคนดี ๆ
2. ห่างไกลจากการแสวงหาความรู้ เช่น ปี ๆ หนึ่งแทบจะไม่เคยฟังบรรยายธรรมเลย แม้แต่วันศุกร์ ก็ไปตอนเขากำลังจะละหมาดแล้ว

สาม – หมกมุ่น
1. หมกมุ่นอายุของชีวิต คือ คิดว่าตัวเองจะมีอายุอยู่ยืนนาน วางแผนจะหาแต่ความสุขในดุนยา ไม่คิดจะตายในเร็ว ๆ นี้
2. หมกมุ่นอยู่กับโลกนี้ เช่น ทรัพย์สิน การหาเงินทอง การแข่งขันกันเรื่องลูกหลาน
3. หมกมุ่นอยู่กับเพศตรงข้าม เช่น เรื่องการมีแฟน การหมดเวลาไปกับการสร้างเสน่ห์แก่เพศตรงข้าม

3. วิธีบำบัดขั้นพื้นฐาน
การบำบัดพื้นฐาน ต้องเข้าไปแก้ไข “เหตุ” หลัก ๆ ของมันทั้งสามด้าน ดังนั้นการบำบัดพื้นฐานก็ประกอบไปด้วย 3 ด้านเช่นกัน คือ
หนึ่ง – แยกทาง , สอง – ใกล้ชิด, สาม – รำลึก
แยกทาง 1. แยกทางกับสิ่งแวดล้อมที่บาป คือตัดขาดกับสภาพแวดล้อมที่เลวร้ายต่าง ๆ กล่าวง่าย ๆ ต้อง “ฏอลาก”(หย่า) เอาแบบหย่า 3 เลยยิ่งดี
ใกล้ชิด
1. ใกล้ชิดกับผู้คนแห่งอีหม่าน คือหันมาคบหาสมาคมกับคนดี ๆ เข้าร่วมกลุ่มคนทำงานอิสลามด้วยยิ่งดีใหญ่
2. ใกล้ชิดกับความรู้อิสลาม เช่น หาที่เรียนอิสลามเป็นประจำ อย่างน้อยสัปดาห์ละครั้ง ตามที่องค์กรต่าง ๆจัดขึ้น
รำลึก
1. รำลึกถึงความตาย เช่น เยี่ยมผู้ป่วย เยี่ยมกุบูรฺ เป็นต้น
2. รำลึกถึงความต่ำต้อยของโลกนี้ คือการครุ่นคิดถึงชีวิตที่ไม่ยั่งยืนและไม่แน่นอนของโลกนี้
3. รำลึกถึงวันสิ้นโลก และชีวิตหลังความตาย(คำแนะนำ ศึกษาง่าย ๆ จากความหมายอัล-กุรอานในยูซอัมมา)
การบำบัดทั้งสามด้านนี้เป็นการ “แยกทาง” กับพื้นที่ที่ทำให้ติดเชื้ออีหม่านอ่อน แล้วนำตัวเองไป “ใกล้ชิด” หรืออยู่อาศัยในเขตปลอดเชื้อ และจัดระบอบความคิดใหม่ ด้วยการ “รำลึก” สิ่งต่าง ๆ ที่ช่วยขจัดเชื้อที่หลงเหลืออยู่ พร้อม ๆ กับนำไปสู่การบำบัดที่ยั่งยืนต่อไป

4. วิธีบำบัดรักษาระยะยาว
การบำบัดรักษาระยะยาว คือการเสริมสร้างอีหม่านให้แข็งแกร่ง จำเป็นต้องอาศัย “กระบวนการ” ที่เอาจริงเอาจัง ในที่นี่ขอแนะนำการการฝึกอบรมที่เข้มข้นใน 3 เรื่องต่อไปนี้

4.1 ให้หัวใจเข้าหาอัล-กุรอาน
ท่านอิบนุ กอยยิม ได้กล่าวไว้เกี่ยวกับนำหัวใจกลับสู่อัล-กุรอานเอาไว้ว่า
“มีพื้นฐาน 2 ข้อ(ในการรักษาอาการอีหม่านอ่อน)ที่ขาดเสียมิได้ หนึ่งก็คือให้ท่านเคลื่อนหัวใจของท่านจากที่พำนักในโลกนี้ และให้มันไปสถิตอยู่ในที่พำนักแห่งโลกหน้า หลังจากนั้นให้นำหัวใจของท่านทั้งหมดจดจ่ออยู่กับความหมายอัล กุรอานและความกระจ่างในนั้น เพ่งพินิจและสร้างความเข้าใจในความมุ่งหมายของมัน ว่ามันถูกประทานมาเพื่อเป้าหมายอันใด นำตัวท่านเข้าไปมีส่วนร่วมในทุก ๆ อายะฮฺ แล้วกำหนดมันให้เป็นยาเพื่อบำบัดหัวใจของท่าน เมื่ออายะฮฺนี้ได้ถูกนำไปเป็นยาบำบัดหัวใจของท่านแล้ว หัวใจของท่านก็จะปราศจากโรคร้าย ด้วยการอนุมัติจากอัลลอฮฺ “

การบำบัดของอัล-กุรอานนั้น ต้องนำหัวใจไปอยู่กับความหมายที่ลึกซึ้งของมัน ท่านนบีเคยใคร่ครวญความหมายในอัล กุรอาน โดยท่านได้อ่านมันซ้ำแล้วซ้ำอีกขณะที่กำลังยืนขึ้นละหมาดในยามค่ำคืน(ละหมาดกิยามุล ลัยลฺ)
ท่านอบูบักรเป็นผู้ชายที่นุ่มนวล มีจิตใจที่อ่อนโยน เมื่อท่านนำผู้คนละหมาด และอ่านดำรัสของอัลลอฮฺจากอัล กุรอาน ท่านไม่สามารถควบคุมตัวเองจากการร้องไห้ได้
แน่นอนที่สุด บรรดาเศาะฮาบะฮฺของท่านนบีนั้น อ่านอัล กุรอาน เพ่งพิจารณาเนื้อหาในนั้น และเกิดการเปลี่ยนแปลงในตัวพวกเขา …

อัล กุรอานนั้น เป็นยาบำบัดที่ยิ่งใหญ่อย่างแท้จริง ดังที่อัลลอฮฺได้ยืนยันไว้ว่า
((وَنُنَزِّلُ مِنَ الْقُرْآنِ مَا هُوَ شِفَاءٌ وَرَحْمَةٌ لِلْمُؤْمِنِينَ))
และเราได้ให้ส่วนหนึ่งจากอัล กุรอานลงมาซึ่งเป็นการบำบัดและความเมตตาแก่บรรดาผู้ศรัทธา[4]

4.2 ให้หัวใจผูกพันกับอัลลอฮฺ
ท่าน อิบนุ กอยยิม ได้กล่าวว่า “ในหัวใจที่แข็งกระด้าง ไม่สามารถทำให้อ่อนโยนได้อีก เว้นแต่ด้วยการซิกรฺ ฉะนั้น บ่าวคนหนึ่งที่ต้องการเยียวยาอาการหัวใจแข็งกระด้างก็ให้ใช้การซิกรฺเถิด

ชายคนหนึ่งได้กล่าวกับท่านฮะซัน อัล บัศรียฺว่า ‘โอ้ อบูสะอีด ฉันมาร้องทุกข์กับท่านเรื่องหัวใจที่แข็งกระด้างของฉัน’ ท่านตอบว่า ‘จงทำให้มันอ่อนด้วยการซิกรฺเถิด’ เพราะว่าหัวใจที่ยิ่งเพิกเฉยเท่าไร ก็ยิ่งแข็งกระด้างมากขึ้นเท่านั้น
เมื่อมีการซิกรฺ หัวใจดวงนั้นก็อ่อนโยน เสมือนกับการเทตะกั่วลงไปในไฟ ไม่มีสิ่งใดอีกแล้วที่ทำให้หัวใจอ่อนโยนเท่ากับการซิกรฺ และการซิกรฺนั้นเป็นการบำบัดและเป็นยารักษาหัวใจ การเพิกเฉยต่อมันเป็นโรค ยาและการรักษามันก็คือการซิกรฺ
ท่านมะฮูลได้กล่าวว่า ‘ซิกรฺ – การรำลึกถึงอัลลอฮฺ – นั้นเป็นการเยียวยา ส่วนการรำลึกถึงผู้คนนั้นเป็นโรค'” (อ้างจากอัล วาบิล อัศ เศาะยิบ และเราะฟิอฺ อัล กะลิม อัฏ ฏอยยิบ 142)

ชาวสลัฟบางคนได้กล่าวว่า “เมื่อซิกรฺสามารถเข้าไปฝังรากอยู่ในหัวใจแล้ว ถ้าชัยฏอนเข้ามาเมื่อใดเขาก็สามารถเอาชนะมันได้ ดังที่มนุษย์คนหนึ่งสามารถทำให้ชัยฏอนที่เข้าใกล้เขาพ่ายแพ้ไป จากนั้นบรรดาชัยฏอนทั้งหลายต่างก็มารวมตัวกันรอบๆรอบตัวชัยฏอนตนนั้น พวกมันกล่าวว่า ‘เกิดอะไรขึ้นกับเขา?’ มีเสียงกล่าวขึ้นมาว่า ‘มันได้รับอันตรายจากมนุษย์!'” (คัดจากมะดาริจญฺ อัส ซาลิกีน 2/424)

ซิกรฺมีคุณประโยชน์มากมาย ดังปรากฏทั้งในอัลกุรอานและอัซซุนนะฮฺ รวมทั้งคำแนะนำมากมายของเหล่าอุละมาอ์ชั้นนำของโลกมุสลิม กล่าวได้ว่า ไม่มีคนใดที่ต้องการความสุขแห่งชีวิต ไม่มีใครต้องการหัวใจที่นิ่งสงบ โดยปราศจากการซิกรฺได้
อัลลอฮฺได้ยืนยันถึง หัวใจที่ “มุฏมะอินนะฮฺ”(สุขสงบ) ก็ด้วยการ “ซิกรฺ” เท่านั้น
((أَلاَ بِذِكْرِ اللَّهِ تَطْمَئِنُّ الْقُلُوبُ))
พึงทราบเถิด! ด้วยการรำลึกถึงอัลลอฮฺเท่านั้นทำให้จิตใจสงบ [5]

4.3 เติมเต็มเวลาด้วยความดี
พฤติกรรมของผู้ที่มีอีหม่านที่สมบูรณ์นั้น คือการบูรณาการชีวิตทั้งหมดสู่ระบอบอิสลาม ดังนั้น ผู้ที่มีอีหม่านจึงนำความดีจากคำสอนอิสลามเติมเต็มลงสู่เวลาอย่างไม่มีช่องว่าง

การเติมเต็มดังกล่าวจึงต้องมีหลักการและศิลปะ ซึ่งอิสลามได้วางเรื่องนี้ไว้ 6 ประการ

1) เร่งรีบ – การทำความดี ไม่ควร “ตั้งท่า”มาก[6] และไม่ควรผัดวันประกันพรุ่ง ท่านนบีฯ ได้กล่าวว่า
((‏التُّؤَدَةُ ‏ ‏فِي كُلِّ شَيْءٍ إِلَّا فِي عَمَلِ الْآخِرَةِ))
การไม่ผลีผลามอยู่ในทุกสิ่ง ยกเว้นในการงานเกี่ยวกับวันอาคิเราะฮฺ(ให้รีบเร่งในการทำความดี)[7]

2) เกาะติด – ทำต่อเนื่อง แม้ว่าจะน้อยก็ตาม
มีรายงานว่า
((‏ سُئِلَ النَّبِيُّ ‏ ‏صَلَّى اللَّهُ عَلَيْهِ وَسَلَّمَ ‏ ‏أَيُّ الْأَعْمَالِ أَحَبُّ إِلَى اللَّهِ قَالَ ‏ ‏أَدْوَمُهَا وَإِنْ قَلَّ))
เมื่อท่านนบีฯ ถูกถามว่า “การงานใดที่อัลลอฮฺรักมากที่สุด?” ท่านตอบว่า “สิ่งที่กระทำอย่างต่อเนื่อง แม้ว่าจะน้อยก็ตาม”[8]

3) ทุ่มเท – ทำอย่างสุดกำลังกาย กำลังใจ อัลลอฮฺได้ตรัสไว้เกี่ยวกับการทุ่มเทของบรรดาวะลียฺ(บ่าวที่พระองค์รัก)ในการกระทำอิบาดะฮฺไว้หลายๆที่ เช่น
((‏ كَانُوا قَلِيلًا مِنَ اللَّيْلِ مَا يَهْجَعُونَ وَبِالْأَسْحَارِ هُمْ يَسْتَغْفِرُونَ))
พวกเขาเคยหลับนอนแต่เพียงส่วนน้อยของเวลากลางคืน และในยามรุ่งสางพวกเขาขออภัยโทษ(ต่อพระองค์)[9]

4) ผ่อนคลาย – ต้องเรียนรู้ศิลปะการผ่อนกำลังจะทำให้รู้สึกดีและไม่อ่อนล้า
ท่านนบีฯ กล่าวว่า
((‏ إِنَّ الدِّينَ يُسْرٌ وَلَنْ ‏ ‏يُشَادَّ ‏ ‏الدِّينَ أَحَدٌ إِلَّا ‏ ‏غَلَبَهُ ‏فَسَدِّدُوا ‏ ‏وَقَارِبُوا))
แท้จริง ศาสนานั้นง่ายดาย จะไม่มีใครสามารถปฏิบัติศาสนกิจอย่างหนักหน่วงได้โดยไม่ลดหย่อน เว้นแต่ศาสนาจะชนะเขา(เขาไม่สามารถจะทำได้) ดังนั้นจงแสวงหาแนวทางที่ถูกต้อง และจงอยู่ในทางสายกลาง[10]

5) ชดเชย – หากพลาดไป ต้องหาทางชดเชย เพื่อไม่ให้เสียนิสัย
ท่านนบีฯ ได้กล่าวว่า
((‏ مَنْ نَامَ عَنْ ‏ ‏حِزْبِهِ ‏أَوْ عَنْ شَيْءٍ مِنْهُ فَقَرَأَهُ فِيمَا بَيْنَ صَلَاةِ الْفَجْرِ وَصَلَاةِ الظُّهْرِ كُتِبَ لَهُ كَأَنَّمَا قَرَأَهُ مِنْ اللَّيْلِ))
ใครก็ตามที่นอนหลับไป โดยลืมบางส่วนของอัล กุรอานที่เคยอ่านตอนกลางคืนหรือส่วนหนึ่งจากอัล กุรอาน ต่อจากนั้นเขาได้อ่านมันระหว่างละหมาดฟัจญฺ(ศุบฮฺ) และละหมาดซุฮรฺ ก็จะถูกบันทึกให้แก่เขา เสมือนกับที่เขาได้อ่านมันในยามค่ำคืน[11]

6) หวังการตอบรับ – จิตมุ่งตรงสู่อัลลอฮฺ, ไม่โอหัง, หวั่นเกรงว่าอัลลอฮฺจะไม่รับ
รายงานจากท่านหญิงอาอิชะฮฺ กล่าวว่า
((‏ سَأَلْتُ رَسُولَ اللَّهِ ‏صَلَّى اللَّهُ عَلَيْهِ وَسَلَّمَ ‏ ‏عَنْ هَذِهِ الْآيَةِ وَالَّذِينَ يُؤْتُونَ مَا آتَوْا وَقُلُوبُهُمْ وَجِلَةٌ ‏قَالَتْ ‏‏عَائِشَةُ‏ ‏أَهُمْ الَّذِينَ يَشْرَبُونَ الْخَمْرَ وَيَسْرِقُونَ قَالَ لاَ يَا بِنْتَ ‏‏الصِّدِّيقِ ‏وَلَكِنَّهُمْ ‏ ‏الَّذِينَ يَصُومُونَ وَيُصَلُّونَ وَيَتَصَدَّقُونَ وَهُمْ يَخَافُونَ أَنْ لَا يُقْبَلَ مِنْهُمْ أُولَئِكَ الَّذِينَ يُسَارِعُونَ فِي الْخَيْرَاتِ))
ฉันได้ถามท่านเราะซูลุลลอฮฺเกี่ยวกับอายะฮฺที่ว่า และบรรดาผู้ที่บริจาคสิ่งที่พวกเขาได้มาโดยที่จิตใจของเขาเปี่ยมได้ด้วยความหวั่นเกรง(อัล กุรอาน23:60) โดยถามว่า ‘พวกเขาคือผู้ที่ดื่มสุราและลักขโมยหรือ?’ ท่านเราะซูลตอบว่า ‘ไม่ โอ้บุตรสาวของ อัศ ศิดดีกฺ แต่ว่าพวกเขาถือศีลอด ละหมาด และบริจาคทาน แต่ว่าพวกเขากลัวว่าการงานพวกเขาจะไม่ถูกรับ ชนเหล่านั้นคือผู้ที่รีบเร่งในการประกอบความดีทั้งหลาย(อัล กุรอาน23:61)[12]
หวังว่า คำแนะนำที่กล่าวมาทั้งหมดพอจะเป็นแนวทางให้พวกเรานำไปสู่การบำบัดรักษาโรค “อีหม่านอ่อน” ได้อย่างมีประสิทธิภาพต่อไป อินชาอัลลอฮฺ

ที่มา : https://message2muslim.blogspot.com/2010/05/blog-post_6714.html

เมื่อมัสยิดถูกสั่งปิดเพื่อป้องกันโควิด19 จะละหมาดวันศุกร์ที่บ้านแทนได้หรือไม่?

#เมื่อมัสยิดถูกสั่งปิดเพื่อป้องกันโควิด19
#เราจะละหมาดวันศุกร์ที่บ้านแทนได้หรือไม่?

คนจำนวนมากตั้งคำถามว่าพวกเขาควรจะจัดครอบครัวและเพื่อนบ้านของพวกเขาบางคนร่วมกันละหมาดวันศุกร์แบบเล็ก ๆ ในบ้านของพวกเขาอันเนื่องจากการปิดลงของมัสยิด บางคนถามอีกว่าพวกเขาสามารถฟังไลฟ์สดคุฏบะฮ์ (เทศนาธรรม) จากมัสยิด แล้วละหมาดวันศุกร์ตามจากบ้านของตัวเองได้หรือไม่?

ฟัตวา (คำวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาศาสนา) ที่ผู้มีอำนาจและผู้มีความรู้ให้นั่นคือ ทั้งสองแบบนั้นไม่เป็นที่อนุญาตอย่างแน่นอน และครอบครัวหรือปัจเจกบุคคลที่อยู่บ้านจะต้องละหมาดซุฮ์รี 4 เราะกะอะฮ์แทนละหมาดวันศุกร์ (ญุมอะฮ์) ตามเหตุผลดังต่อไปนี้:

1. โดยทั่วไปแล้วการละหมาดวันศุกร์จะปฏิบัติกันที่มัสยิดกลางของชุมชน (หรือที่เรียกว่ามัสญิด อัล-ญามิอฺ) เฉพาะในชุมชนที่ไม่มีมัสญิดเท่านั้นที่สามารถกระทำได้อันเนื่องจากความจำเป็นที่จะต้องไปละหมาดในพื้นที่อื่น ๆ ถ้ามัสยิดปิดด้วยเหตุผลซึ่งชอบธรรมตามหลักการ เราไม่อนุญาตให้ทำการละหมาดวันศุกร์วงย่อย ๆ นับร้อยทดแทนกันได้

2. เป้าหมายของการละหมาดวันศุกร์คือการรวมตัวคนจำนวนมากที่สุดเท่าที่จะกระทำได้ตามความเหมาะสม นั่นคือเหตุผลที่เรียกว่า ‘ญุมอะฮ์’ (วันศุกร์) จากภาษาอาหรับที่หมายถึง ‘การชุมนุม’ (ญัมอฺ) ซึ่งเรื่องนี้ลำพังเพียงแค่ครอบครัวเดียวก็ไม่สามารถกระทำให้บรรลุตามวัตถุประสงค์ของญุมอะฮ์ได้

3. บรรดาผู้รู้เห็นพ้องกันว่าผู้คนที่ได้รับการยกเว้นจากละหมาดวันศุกร์ (เช่น คนป่วย คนเดินทาง หรือคนที่ถูกระงับด้วยเหตุผลจำเป็นบางประการ) ว่าจะต้องทำการละหมาดซุฮ์รีแทน แต่กระนั้นพวกเขาก็ไม่ได้รับอนุญาตให้เปลี่ยนการละหมาดวันศุกร์ปกติมาเป็นการละหมาดวันศุกร์วงเล็ก ๆ ตามสถานะและสถานที่ของพวกเขา

4. สำหรับกรณีของโควิด-19 วัตถุประสงค์ของข้อวินิจฉัยมิให้มีการรวมตัวละหมาดวันศุกร์นั้นก็เพื่อที่จะลดจำนวนการรวมตัวของมวลชนลง ซึ่งจะไม่เป็นไปตามวัตถุประสงค์หากผู้คนเริ่มเชิญชวนให้มีการจัดละหมาดวันศุกร์เล็ก ๆ ในบ้านของพวกเขาเองโดยมีเพื่อนบ้านทยอยกันมาร่วม เหตุผลโดยรวมของการหยุดชั่วคราวครั้งนี้ก็เพื่อที่ต้องการจัดระยะห่างทางสังคม ด้วยเหตุนี้หลายครอบครัวจึงสามารถละหมาดซุฮ์รีร่วมกันเป็นญะมาอะฮ์แทนได้ เนื่องจากพวกเขาอาศัยร่วมกันอยู่แล้ว หากแต่การเชิญชวนครอบครัวอื่นมาร่วมละหมาดวันศุกร์นั่นมิอาจตอบสนองตามวัตถุประสงค์ของข้อวินิจฉัยนี้แต่อย่างใด

5. สำหรับการติดตามคุฏบะฮ์ (เทศนาธรรม) แบบไลฟ์สด ข้าพเจ้าได้แนะนำให้ผู้คนฟังคุฏบะฮ์หรือการบรรยายในช่วงเวลาใดก็ได้ตามที่ตนสะดวก … มันย่อมเป็นการดีเสมอที่จะคอยตักเตือนตนเองด้วยคำแนะนำทางจิตวิญญาณผ่านการฟังคุฏบะฮ์หรือการบรรยายศาสนาต่าง ๆ ซึ่งการฟังคุฏบะฮ์แบบออนไลน์นั้นมิได้ทำให้เราเป็นส่วนหนึ่งของการรวมตัวกันแต่อย่างใด ขณะที่การละหมาดนั้นเราไม่สามารถกระทำการละหมาดทางไกลได้ หากเรายืนอยู่ห่างจากอิหม่าม (ผู้นำละหมาด) เป็นระยะหลายกิโลเมตร … ด้วยกับความรู้ทั้งหมดที่ข้าพเจ้ามีถือว่าไม่มีทรรศนะที่ขัดแย้ง (คิลาฟ) กันในประเด็นนี้

สุดท้ายนี้ เราทุกคนล้วนโหยหาการละหมาดวันศุกร์ด้วยหัวใจที่โศกเศร้าเป็นอย่างยิ่ง แต่ดังที่ทราบกันดีจากข้อมูลที่ได้รับจากหะดีษของท่านนบีว่า เราจะยังคงได้รับผลบุญของการงานใดก็ตามที่เป็นการงานที่ดีแม้ว่าเราจะถูกยับยั้งไม่ให้กระทำด้วยเหตุผลใดก็ตาม ฉะนั้นเราจะต้องให้กำลังใจตนเองด้วยกับความจริงที่ว่า ผู้ที่ร่วมละหมาดวันศุกร์เป็นประจำและมุ่งหวังที่จะกระทำมันอย่างต่อเนื่อง พวกเขาจะได้รับผลบุญของการละหมาดแม้จะมีอุปสรรคมาขวางกั้นมิให้พวกเขาสามารถรวมตัวกันละหมาดวันศุกร์ก็ตาม

อัลลอฮฺเท่านั้นทรงรู้ดียิ่ง

| ชัยค์ ยาสิร กอฎีย์

Reference: http://tiny.cc/bknwlz

Cr.Book Station

เหตุการณ์งดละหมาดที่มัสยิดต่างๆ ในประวัติศาสตร์ (ตอนที่ 2)

○ บทความโดย บารออ์ นิซาร ไรยาน
อาจารย์ด้านหะดีษ สาขาอุศูลุดดีน มหาวิทยาลัยอิสลาม กาซ่า

● โศกนาฏกรรมแอมมาอุส

โศกนาฏกรรมครั้งใหญ่เกิดขึ้นในช่วง “ ภัยพิบัติแห่งเอมมาอูส” (หมู่บ้านในปาเลสไตน์ที่ตั้งอยู่ประมาณ 28 กม. ทางตะวันออกเฉียงใต้ของจาฟฟาและถูกทำลายโดยชาวยิวในปี ค.ศ 1967) และระบาดไปทั่วแคว้นชาม ในปี ฮ.ศ.18/ค.ศ.639 ทำให้ซอฮาบะฮ์และตาบิอีนจำนวนไม่น้อยต้องเสียชีวิต จนกระทั่งคอลีฟะฮ์อุมัร บินค๊อตตอบ (เสียชีวิต ฮ.ศ.23/ค.ศ.643 ) สาบานว่าจะไม่ลิ้มรสไขมัน นมหรือเนื้อสัตว์ จนกว่าผู้คนจะมีชีวิตรอด ดังที่อิบนุอะษีร (เสียชีวิต ฮ.ศ.630 /ค.ศ.1232 )นักประวัติศาสตร์ รายงานในหนังสือของเขา “อัลกามิล ฟิตตารีค” แต่เรื่องราวเกี่ยวกับรายละเอียดในชีวิตประจำวัน รวมถึงการละหมาดญามาอะฮ์และละหมาดวันศุกร์ เป็นสิ่งที่หายากมาก แต่ผู้เขียนพบเรื่องราวที่น่าสนใจเกี่ยวกับจุดจบของโศกนาฏกรรมแอมมาอูสตามที่ปรากฏอยู่ในหนังสือยุคโบราณ

อิหม่ามอะหมัด บินหัมบัล (เสียชีวิต ฮ.ศ.241 / ค.ศ.855 ) ในหนังสือ “อัลมุสนัด” รายงานหะดีษจากชัรห์ บินเฮาชับ (เสียชีวิต ฮ.ศ. 112 / ค.ศ.730 ) ซึ่งเล่าจากพ่อเลี้ยงของเขาว่า “เขาได้เห็นกาฬโรคระบาดในแอมมาอูส ซึ่งมี อบูอุบัยดะฮ์ บินจัรรอห์ เป็นผู้ปกครอง เสียชีวิตเพราะโรคระบาดนี้ หลังจากคนผู้คนได้มอบอำนาจการนำแก่อัมร์ บินอาศ(เสียชีวิต ฮ.ศ.43 /663 ) เขาได้ยืนขึ้นแล้วกล่าวว่า “โอ้ท่านทั้งหลาย ความเจ็บปวดนี้เมื่อมันเกิดขึ้น ก็จะลุกลามเหมือนไฟ ดังนั้นพวกท่านจงแยกย้ายกันออกไปอาศัยอยู่ตามภูเขา” บางสำนวนกล่าวว่า “พวกท่านจงแยกย้ายหนีจากมัน ออกไปอาศัยอยู่ตามภูเขาและลุ่มน้ำโอเอสิส” อบูวาษิละฮ์ อัลฮุซะลีย์ กล่าวขึ้นว่า “คนโกหก ตอนที่ฉันเป็นสาวกผู้ศรัทธาต่อท่านศาสนทูต ท่านยังเลวกว่าลานี้ของฉัน” (เขาตำหนิที่อัมร์เข้ารับอิสลามล่าช้า ) อัมร์จึงกล่าวว่า “ฉันจะไม่ตอบโต้ท่าน ขอสาบานต่ออัลลอฮ์ เราจะไม่อยู่ที่นี่” แล้วท่านก็ออกไป ผู้คนจึงพากันแยกย้ายกันไป จนกระทั่งอัลลอฮ์ได้ให้โรคระบาดดังกล่าวหายไปในที่สุด ผู้เล่ากล่าวต่อว่า เมื่อความทราบไปถึงท่านอุมัรเกี่ยวกับนโยบายของอัมร์ ขอสาบานต่ออัลลอฮ์ ท่านอุมัรไม่ได้ปฏิเสธแต่อย่างใด “

ความจริงก็คือเรื่องเล่านี้ มีรายงานขัดแย้งกันว่า ผู้คนยอมรับความคิดเห็นดังกล่าวของอัมร์ บินอาศ หรือไม่ แต่การสิ้นสุดของภัยพิบัตินั้นเพราะการกระทำเช่นนั้นเป็นเรื่องที่สมเหตุสมผลมากกว่า และคำพูดที่ว่า “แยกย้ายกันไปอยู่ตามภูเขาสูง ตามเส้นทางในหลืบเขา หรือลุ่มน้ำโอเอสิส ” ปรากฏอยู่อย่างดาษดื่นด้วยสายรายงานที่แตกต่างกัน ทั้งในตำรา “ตะห์ซีบ อัลอาษาร์” ของ อัตตอบารีย์ และในตำรา “อัศศอเหียะห์” ของอิบนุคุซัยมะฮ์ (เสียชีวิต ฮ.ศ.311/ค.ศ.923) และอิบนุหิบบาน (เสียชีวิต ฮ.ศ.354/ค.ศ. 965)

ดังนั้นตามความรู้ของเรา อัมร์ บินอาศ ถือเป็นคนแรกที่เรียกร้องให้มีการแยกกลุ่มเพื่อเผชิญหน้ากับโรคระบาด ไปอาศัยอยู่ตามยอดเขา และลุ่มน้ำโอเอสิส เพื่อป้องกันโรค ดังนั้น จึงไม่ต้องสงสัยเลยว่าจะมีการละหมาดวันศุกร์ เพราะไม่มีหลักให้ปฏิบัตินอกจากในชุมชน หมู่บ้าน หรือในเมือง

ในแง่ของรายงานที่ขัดแย้งกันว่าผู้คนที่ใช้หรือปฏิเสธความเห็นของอัมร์ บินอาศ ผู้นำของพวกเขา เราไม่สามารถมั่นใจได้ว่าสาวกของท่านนบี และตาบิอีนผู้ที่อยู่กับพวกเขา ได้ละทิ้งละหมาดญามาอะฮ์และละหมาดวันศุกร์ อันเนื่องจากการเกิดโรคระบาด แต่เรามีหลักฐานการเรียกร้องให้งดตั้งแต่ยุคของพวกเขา

เหตุผลในการประท้วงความเห็นของอัมรจากอบูวาษิละฮ์ ซึ่งเป็นซอฮาบะฮ์ท่านหนึ่ง ไม่มีในรายงานอื่นๆนอกจากสายรายงานนี้ ในขณะที่สายรายงานอื่นๆระบุว่าผู้คัดค้านคือชุรอห์บีล บินหะซะนะฮ์ ซึ่งเป็นผู้หนึ่งที่เสียชีวิตจากโรคระบาดในแอมมาอุส ความเห็นต่างเนื่องมาจาก ความเข้าใจว่า – และพระเจ้าทรงทราบดีที่สุด – ข้อห้ามตามหะดีษนั้นคือ การหลบหนีจากโรคระบาดทุกกรณี ในขณะที่อัมร์เข้าใจว่า ข้อห้ามตามหะดีษนั้นคือ การหลบหนีจากโรคระบาดไปยังอีกเมืองหนึ่งเพราะเกรงว่าภัยพิบัติจะติดต่อไปยังเมืองนั้น และมิได้ห้ามมิให้หนีจากที่นั่นไปยังที่ที่ไม่มีใครอาศัย เช่น ยอดเขา แหล่งน้ำโอไอสิส หรือหลืบเขา

● โรคระบาดในมักกะฮ์

ตำราประวัติศาสตร์อิสลามกล่าวถึงการงดศาสนกิจที่มัสยิดต่างๆ หลายๆ ครั้งเนื่องจากโรคระบาด รวมถึงมัสยิดหะรอมมักกะห์เอง ก็ไม่ได้รอดพ้นจากเหตุการณ์นี้ ดังที่ฮาฟิซอิบนุหะญัร(ฮ.ศ.852/ค.ศ.1448 ) กล่าวไว้ในหนังสือ ‘إنباء الغُمْر بأبناء العمر โดยกล่าวถึงเหตุการณ์ในปี ฮ.ศ.827 / ค.ศ.1423 ว่า

“และต้นปีนี้ การแพร่ระบาดครั้งใหญ่เกิดขึ้นในนครมักกะห์ มีผู้เสียชีวิต 40 คนทุกวัน และจำนวนผู้เสียชีวิตในเดือนรอบีอุลเอาวัลเดือนเดียว มีมากถึง 1700 คน เล่ากันว่า อิหม่ามประจำมะกอมอิบรอฮีม ซึ่งถือมัซฮับชาฟิอีย์ มีผู้ร่วมละหมาดเพียง 2 คน และอิหม่ามมัซฮับอื่นๆ ที่เหลือ ไม่มีการละหมาดเพราะไม่มีผู้มาละหมาด

ผู้ตายเพียงเดือนเดียวที่มากถึง 1700 คน น่าจะเป็นเหตุผลทำให้การละหมาดในมัสยิดหะรอมเกือบงดโดยสิ้นเชิง

และไม่กี่ศตวรรษก่อนหน้านั้น อิบนุอะซารีย์ อัลมะรอคิชีย์ (เสียชีวิต ฮ.ศ.695/ ค.ศ.1295 ) กล่าวในหนังสือالبيان المُغرب في أخبار الأندلس والمغرب ‘แถลงการณ์โมร็อกโกในข่าวของดาลูเซียและโมร็อกโก’ บอกเราว่า มีโรคระบาดครั้งใหญ่ในตูนีเซียในปี ฮ.ศ. 395/ค.ศ.1004 ทำให้เกิดสินค้าราคาแพง ขาดอาหารยังชีพ .. และคนมากมายเสียชีวิต มีทั้งคนรวยและยากจน ดังนั้นคุณจะไม่เห็นพฤติกรรมใดๆ ยกเว้น การรักษาหรือเยี่ยมคนป่วยหรือจัดการศพ และบรรดามัสยิดในเมืองกัยรอวาน ล้วนไร้ผู้คน “

● โรคระบาดในแอนดาลูเซีย

ในแอนดาลูเซียก็มีเหตุการณ์คล้ายกันเกิดขึ้น อิหม่ามซะฮะบีย์พูดถึงในหนังสือ “ตารีคอิสลาม ‘ประวัติศาสตร์ของศาสนาอิสลาม” บันทึกเหตุการณ์ในปี ฮ.ศ.448/ ค.ศ.1056 เขากล่าวว่า

“ในปีนี้เกิดความแห้งแล้งครั้งยิ่งใหญ่รวมถึงโรคระบาดในเมือง Seville มีคนตายจำนวนมาก มัสยิดถูกปิดตายไม่มีผู้ละหมาด”

และอิหม่ามซะฮะบีย์ กล่าวถึงเหตุการณ์นี้ ในหนังสือ “ซิยัร อะลามนุบะลาอ์” บันทึกเหตุการณ์ในปี ฮ.ศ.448/ค.ศ.1056 ว่า

“ความแห้งแล้งครั้งยิ่งใหญ่ในแอนดาลูเซีย คอร์โดบาไม่เคยพบยุคแห่งความแห้งแล้งและโรคระบาดเหมือนในปีนี้ จนกระทั่งมัสยิดถูกปิดตาย ไม่มีผู้ละหมาด และปีนี้ถูกเรียกว่า “ปีแห่งความหิวโหย”

ในปีถัดไป ( ฮ.ศ. 449/ค.ศ.1057 ) อิบนุอัลเจาซีย์ ได้ให้รายละเอียดที่น่ากลัวเกี่ยวกับโรคระบาดครั้งใหญ่ที่แพร่กระจายและคร่าชีวิตคนอย่างรวดเร็ว โรคระบาดนี้แพร่กระจายไปในดินแดนที่ปัจจุบันเรียกว่า “เอเชียกลาง”คร่าชีวิตผู้คนประมาณสองล้านคน ต่อมาได้แพร่มายังด้านตะวันตกจนใกล้ถึงชายแดนอิรัก โดยอิบนุอัลเจาซีย์ กล่าวว่า “ในเดือนจุมาดัลอาคิเราะฮ์ ( ฮ.ศ. 449/ค.ศ.1057 ) จดหมายจากจากพ่อค้าเอเชียกลางระบุว่า มีการแพร่ระบาดของโรคครั้งใหญ่ในดินแดนเหล่านี้ ในภูมิภาคนี้วันหนึ่งมีคนตายหมื่นแปดพันศพ และจำนวนคนที่ตายจนกระทั่งเวลาเขียนหนังสือนี้ มีจำนวน 1,650,000 ราย “!!

เขียนโดย Ghazali Benmad

อ่านตอนที่ 1 https://www.theustaz.com/?p=3576
บทความต้นฉบับ https://bit.ly/2V6mJhF

เหตุการณ์งดละหมาดที่มัสยิดต่างๆ ในประวัติศาสตร์ (ตอนที่ 1)

○ บทความโดย บารออ์ นิซาร ไรยาน
อาจารย์ด้านหะดีษ สาขาอุศูลุดดีน มหาวิทยาลัยอิสลาม กาซ่า

“มีโรคระบาดครั้งยิ่งใหญ่เกิดขึ้นในบ้านเมืองนี้ ผู้คนที่ผ่านไป พวกเขาเห็นแต่ตลาดที่ว่างเปล่า ถนนที่ว่างเปล่า และประตูที่ปิด และมัสยิดส่วนใหญ่ก็ว่างเปล่า” ด้วยคำพูดเหล่านี้ อิหม่ามอิบนุอัลเจาซีย์ (เสียชีวิต ค.ศ.1200 ) นักประวัติศาสตร์ อธิบายให้เห็นถึงการแพร่ของโรคระบาดที่เกิดขึ้นในปี ฮ.ศ. 449/ค.ศ.1057 และทำให้โลกในเวลานั้นและชีวิตของผู้คนเต็มไปด้วยความหวาดกลัว เหมือนกับภาพของโลกอันเนื่องการระบาดของโควิด 19 ในวันนี้

การแพร่ระบาดครั้งใหม่นี้ส่งผลกระทบต่อรายละเอียดของโลกของเรามากที่สุด โลกหยุดการทำงาน ชะลอการศึกษา เลื่อนการเดินทาง ล้มเลิกแผนการที่วางไว้ และทำให้พวกเขาที่อยู่บ้านเดียวกันต้องกระจัดกระจายในขณะที่กักตัวอยู่ในบ้าน

อย่างไรก็ตาม ชาวมุสลิมไม่เห็นด้วยและไม่สับสนเกี่ยวกับสิ่งนี้ เหมือนกับความสับสนเกี่ยวกับปัญหารูปแบบการละหมาดของพวกเขา ทั้งละหมาดวันศุกร์และละหมาดญามาอะฮ์ ที่พวกเขารวมตัวกันที่มัสยิดวันละ 5 ครั้ง

ในขณะที่รัฐบาลของประเทศอิสลามส่วนใหญ่เห็นด้วย – แม้ว่าจะมีความแตกต่างทางการเมือง – แต่ก็เห็นพ้องกันในการปิดสถานที่ชุมนุมทั้งหมดรวมถึงมัสยิดและศาสนสถาน โดยความเห็นชอบของสภาฟิกฮ์และสภาฟัตวาจำนวนมาก ท่ามกลางการคัดค้านของนักฟิกฮ์และนักเผยแผ่ศาสนาจำนวนหนึ่ง

อย่างไรก็ตาม ทุกคนเห็นด้วยกับการถือว่าการปิดมัสยิดเป็นเรื่องกระทบกระเทือนหัวใจของชาวมุสลิม โดยเฉพาะอย่างยิ่งภาพของกะอฺบะห์และลานเตาวาฟที่ปราศจากผู้คนมาทำพิธีเตาวาฟ พิธีละหมาด สุหยุดหรือรุกั๊วะ

ทั้งนี้ หนังสือนิติศาสตร์อิสลามและประวัติศาสตร์อิสลาม ได้ถ่ายทอดข้อเท็จจริงและเหตุการณ์ต่าง ๆ มากมาย ที่ยืนยันการงดละหมาด ทั้งละหมาดวันศุกร์และละหมาดญามาอะฮ์ด้วยเหตุผลหลายประการ ซึ่งหนึ่งในนั้นคือการแพร่ระบาดของโรค รวมถึงการงดละหมาดในมัสยิดหะรอมมักกะฮ์และมาดีนะฮ์ ตลอดจนมัสยิดอักซอ

จุดประสงค์ของบทความนี้คือการตรวจสอบข้อเท็จจริงที่โดดเด่นที่สุดและตรวจสอบสาเหตุที่สำคัญที่สุดโดยไม่เน้นรายละเอียดของการถกเถียงในประเด็นหลักนิติศาสตร์อิสลาม

○ การงดไปมัสยิดในส่วนของปัจเจกบุคคล

ในระดับปัจเจกบุคคลชาวมุสลิม หนังสือกฎหมายอิสลามมากมายกล่าวถึงรายละเอียดกรณีอนุโลมงดไปมัสยิดและการขาดการเข้าร่วมละหมาดวันศุกร์และละหมาดญามาอะฮ์ หากกลัวว่าจะเป็นอันตรายต่อตัวเองหรือคนอื่น ๆ ไม่ว่าด้วยเหตุผลเกี่ยวกับโรคร้าย ความปลอดภัย ภัยธรรมชาติ หรือผลกระทบทางจิตใจ

หนังสือฟิกฮ์ในมัซฮับต่างๆ ได้กล่าวถึงเรื่องนี้ ในบรรดาบุคคลแรกสุดที่อธิบายเรื่องนี้ คือ อิหม่ามอัลชาฟีอีย์ (เสียชีวิต ฮ.ศ.204/ค.ศ.819 ) ได้ขยายรายละเอียดเกี่ยวกับเหตุผลต่างๆ ที่อนุโลมให้งดไปละหมาดวันศุกร์ได้ โดยหลักแล้วเป็นเหตุผลด้านสุขภาพอนามัย สิ่งที่ประหลาดที่สุดที่อิหม่ามพูดถึงคือ การงดไปละหมาดวันศุกร์เพราะกลัวอำนาจทางการเมือง

อิหม่ามอัลชาฟีอีย์กล่าวในหนังสือ “อัลอุมม์” ว่า

“إن كان خائفا إذا خرج إلى الجمعة أن يحبسه السلطان بغير حق كان له التخلف عن الجمعة”.
“ถ้าเขากลัวว่าถ้าออกไปรัฐจะกักขังเขาโดยไม่ชอบธรรม เขามีสิทธิงดไปละหมาดวันศุกร์”

ที่น่ารักกว่านั้น หนึ่งในเหตุผลงดไปละหมาดวันศุกร์ กรณีลูกหนี้ที่ไม่สามารถหาเงินมาชำระหนี้ได้และกลัวว่าเจ้าหนี้จะคุกคามและกักขัง โดยอัลชาฟีอีย์ที่กล่าวว่าใน “อัลอุมม์” ว่า

وإن كان تغيّبه عن غريم لعُسرة وَسِعَه التخلّف عن الجمعة
“ลูกหนี้ที่ไม่สามารถหาเงินมาชำระหนี้ได้ มีสิทธิงดไปละหมาดวันศุกร์”

ในทางกลับกัน นักกฎหมายอิสลามอนุญาตให้เจ้าหนี้งดเว้นละหมาดญามาอะฮ์ได้ ถ้าเขากลัวการหายตัวไปของลูกหนี้และเสียสิทธิของเขา เนื่องจากอิหม่ามบัดรุดดีน อัลอัยนีย์ ( เสียชีวิต ฮ.ศ. 855/ค.ศ.1451 ) ในหนังสือ “อุมดะตุลกอรี ฟีชัรห์ ศอเหียะห์ อัลบุคอรีย์” วิเคราะห์บทบัญญัติจากหะดีษบทหนึ่งว่า

جواز التخلف عن الجماعة خوف فوات الغريم
“อนุญาตให้เจ้าหนี้งดเว้นละหมาดญามาอะฮ์ได้ ถ้าเขากลัวการหายตัวไปของลูกหนี้”

ปราชญ์จำนวนไม่น้อยอนุญาตให้งดการเข้าร่วมละหมาดที่มัสยิด เพราะกลัวความวุ่นวายทางการเมืองหรืออื่นๆ ดังที่อิหม่ามซะฮะบีย์ (เสียชีวิต ฮ.ศ.748/ค.ศ.1347) รายงานใน “ซิยัรอะลามนุบะลาอ์” – จากมุตริบ บินอับดุลลอฮ์ อัชชุกัยรี (ฮ.ศ.95/ค.ศ.713 ) ว่า “เมื่อผู้คนเข่นฆ่ากัน ก็จงอยู่กับบ้าน ไม่ต้องไปละหมาดวันศุกร์หรือละหมาดญามาอะฮ์ร่วมกับผู้คนจนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลาย”

บางที แนวปฏิบัติของอิหม่ามผู้ยิ่งใหญ่คนนี้ในการงดละหมาดวันศุกร์และละหมาดญามาอะฮ์ กรณีกลัวว่าจะได้รับอันตรายร้ายแรง เป็นพื้นฐานในการงดละหมาดวันศุกร์และละหมาดญามาอะฮ์ไว้สำหรับทุกกรณีที่สามารถนำมาซึ่งความเสียหายร้ายแรง มีรายงานว่า ท่านอิหม่ามมาลิกปฏิบัติแนวนี้ โดยในบั้นปลายชีวิต ท่านละหมาดที่บ้านและไม่ได้ไปละหมาดที่มัสยิดนาบาวี เป็นเวลาถึง 18 ปี ดังที่อัลกุรตูบี ( ฮ.ศ. 672 ) ที่กล่าวไว้ในหนังสือ “อัตตัซกิเราะฮ์”

ในทำนองเดียวกัน นักวิชาการบางคนกระทำในการประท้วงต่อต้านการบังคับใช้อำนาจของราชวงศ์อับบาสิด ในรัชสมัยของคอลีฟะฮ์อัลมะมูน ( ฮ.ศ.218/ค.ศ.833 ) ให้คนเชื่อว่า “อัลกุรอานเป็นมัคลูก” ดังที่อิบนุอัยบัก อัดดะวาดะรีย์ (เสียชีวิตหลัง ฮ.ศ. 736/ค.ศ.1335 )กล่าวในหนังสือ كنز الدرر وجامع الغرر ว่า ในปี ฮ.ศ.218/ค.ศ. 833 เกิดวิฤติใหญ่ และเกิดทัศนะว่า “อัลกุรอานเป็นมัคลูก-สิ่งที่อัลลอฮ์สร้างขึ้น” ผู้เห็นต่างถูกประหารชีวิต ทำให้อุลามาอ์และผู้นำศาสนาต่างพากันกักตัวอยู่แต่ในบ้าน ไม่ออกไปละหมาดญามาอะฮ์ในมัสยิด และมีผู้ถูกฆ่าจำนวนมาก”

อย่างไรก็ตาม การที่บุคคลหนึ่งหรือคนจำนวนเล็กน้อยละทิ้งการละหมาดวันศุกร์และละหมาดญามาอะฮ์ แตกต่างจากการปิดมัสยิดที่ประชาชนทุกคนต้องละทิ้งการละหมาดวันศุกร์และละหมาดญามาอะฮ์ ด้วยเหตุนี้ แม้ว่านักฟิกฮ์ยุคก่อนๆ ไม่ได้วินิจถึงเรื่องนี้ แต่มันก็เคยเกิดขึ้นมาแล้วหลายครั้งในประวัติศาสตร์อิสลาม ดังรายละเอียดที่จะกล่าวถึงต่อไป

เขียนโดย Ghazali Benmad

อ่านตอนที่ 2 https://www.theustaz.com/?p=3578
บทความต้นฉบับ https://bit.ly/2V6mJhF