ตำรวจอังกฤษสู่การเป็นอิสลาม

หนังสือ “ซาตานิกเวอร์เซส” นำพันเอกริชาร์ด  แฟร์ลี่ ตำรวจอังกฤษสู่การเป็นอิสลาม

พันเอกริชาร์ด  แฟร์ลี่ Richard Fairley ขณะเป็นหัวหน้าผู้ตรวจการหน่วยต่อต้านการก่อการร้ายของสหราชอาณาจักร  กล่าวในการให้สัมภาษณ์พิเศษกับหนังสือพิมพ์ Asharq Al-Awsat ของอังกฤษ  เมื่อปี 2010 ว่า ❝ผมเข้าอิสลามหลังจากอ่านและการไตร่ตรอง ❞

ในการให้สัมภาษณ์ พันเอกริชาร์ด  แฟร์ลี่ กล่าวว่า เป็นอิสลามไม่ได้เกิดขึ้นอย่างเร่งรีบ การตัดสินใจใช้เวลา 2 ปี ในระหว่างที่พยายามสัมผัสถึงหัวใจและความคิดของตนเอง  ได้แวะเวียนมาที่ศูนย์อิสลามใน Regent’s Park ในใจกลางลอนดอนเป็นเวลา 2 ปี  ก่อนที่จะให้การปฏิญาณตนเป็นมุสลิมในเดือนสิงหาคม 1993  ต่อหน้าชีคจำนวนหนึ่งที่มัสยิดในลอนดอน และต่อหน้า ยูซุฟ อิสลาม หรือแคทส์ สตีเวน อดีตนักร้องเพลงป็อปชาวอังกฤษที่เปลี่ยนมานับถืออิสลาม

ริชาร์ด  แฟร์ลี่ ยังภูมิใจในชื่อเดิมและยืนยันที่จะใช้ชื่อเดิม ซึ่งเป็นจุดยืนที่ถูกต้อง การเปลี่ยนมานับถือศาสนาอิสลาม ไม่ได้มีหลักการให้เปลี่ยนชื่อเป็นภาษาอาหรับแต่อย่างใด เว้นแต่เป็นที่มีความหมายไม่ดี ซึ่งมีหลักการสำหรับทุกคน ไม่ว่ามุสลิมใหม่หรือมุสลิมเดิม ให้ทำการเปลี่ยนชื่อให้ถูกต้อง

บทสัมภาษณ์น่าสนใจบางตอน

Asharq Al-Awsat :   คุณเริ่มอ่านอัลกุรอานเมื่อใด ?

– หลังจากการตีพิมพ์หนังสือ “The Satanic Verses” โดยซัลมาน  รุชดี ผมอ่านอัลกุรอานซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของงานในหน้าที่ของผม และในฐานะเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ต้องการทราบบางอย่างเกี่ยวกับศาสนาอิสลาม และสาเหตุที่ชาวมุสลิมโกรธและออกไปประท้วงต่อต้านหนังสือเล่มนี้

Asharq Al-Awsat :  อะไรดึงดูดคุณให้นับถือศาสนาอิสลาม ?

– ผมเข้าสู่ศาสนาหลังจากอ่านและศึกษา ผมเป็นบัณฑิตด้านธรณีวิทยาจาก British University of Exeter และหนึ่งในเพื่อนร่วมงานของผมที่มหาวิทยาลัยเดียวกันคือ Frank Gardner นักข่าวของ BBC ซึ่งกำลังศึกษาภาษาอาหรับและตะวันออกกลาง

ผมยังคงชื่นชอบวิทยาศาสตร์และค้นคว้าเกี่ยวกับมัน แต่ผมพบโองการอัลกุรอานที่ถูกประทานเมื่อ 14 ศตวรรษก่อนที่พูดเชิงลึกเกี่ยวกับบิ๊กแบง อีกกรณีหนึ่งเกี่ยวกับการขยายตัวของจักรวาล และกรณีที่สามที่อธิบายบทบาทหน้าที่ของภูเขาในการดูแลโลก

มี 3 โองการอัลกุรอานที่ทำให้ชีวิตของผมกลับหัวกลับหางและเปิดใจของผมไปสู่การชี้นำ แสงสว่าง และความลึกของศรัทธา มันคือโองการ

وَالسَّمَاءَ بَنَيْنَاهَا بِأَيْدٍ وَإِنَّا لَمُوسِعُونَ

 “และชั้นฟ้าทั้งหลายที่เราสร้างขึ้นด้วยมือ และเราได้ขยายออก” (อัล-ดาริยะต ฉบับที่ 47)

และโองการอื่นในซูเราะห์อัลอันบิยา กล่าวว่า

أَوَ لَمْ يَرَ الَّذِينَ كَفَرُوا أَنَّ السَّمَاوَاتِ وَالأَرْضَ كَانَتَا رَتْقًا فَفَتَقْنَاهُمَا

“บรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธาไม่เห็นหรือว่าชั้นฟ้าทั้งหลายและแผ่นดิน ถูกเชื่อมเข้าด้วยกัน แล้วเราก็ได้แยกมันทั้งสองออกจากกัน ?”

และอีกโองการในซูเราะห์อัลนะบะ กล่าวว่า:

أَلَمْ نَجْعَلِ الأَرْضَ مِهَادًا * وَالْجِبَالَ أَوْتَادًا

 “เรามิได้ทำให้แผ่นดินเป็นเปลและภูเขาเป็นหมุดหรือ?”

พันเอกริชาร์ด  แฟร์ลี่   กล่าวว่า  ❝ โองการเหล่านี้ไม่สามารถมองข้ามได้เลย ไม่มีหนังสือเล่มใดที่สามารถค้นพบความจริงข้อนี้เมื่อ 1,400 ปีก่อน และไม่ต้องสงสัยเลยว่าเบื้องหลังมันคือเจ้าแห่งอำนาจอันยิ่งใหญ่ ❞

ที่มา

หนังสือพิมพ์ Asharq Al-Awsat  ฉบับที่ 11400 ที่ 13 กุมภาพันธ์  2010

https://archive.aawsat.com/details.asp?issueno=11700…


เครดิต : Ghazali Benmad

หนุ่มจากนราธิวาส ล่ามสองผู้นำครั้งประวัติศาสตร์

นายหุเซ็น แวนาแว หนุ่มจากตำบลมะนังตายอ อำเภอเมืองจังหวัดนราธิวาส บัณฑิตอักษรศาสตร์(อาหรับ) จากมหาวิทยาลัยอิสลามอิมามมุฮัมมัดบินซะอูด นครริยาด ศิษย์เก่าโรงเรียนสุกัญศาสน์วิทยา อ. เมือง จ. นราธิวาส และม.ปลายจากโรงเรียนบำรุงอิสลาม (ปอเนาะบราโอ) อ. เมือง จ. ปัตตานี ได้รับหน้าที่ครั้งประวัติศาสตร์เมื่อมีโอกาสเป็นล่ามให้แก่สองผู้นำไทย-ซาอุฯ ในคราวพบปะรื้อฟื้นความสัมพันธ์ที่รอคอยมานานกว่า 30 ปี

หุเซ็นได้รับหน้าที่เป็นล่ามสานสัมพันธ์ครั้งประวัติศาสตร์ระหว่างสองผู้นำของทั้งสองประเทศที่กรุงริยาด เมื่อ 25 มกราคม 2565 ซึ่งถือเป็นครั้งแรกในรอบ 32 ปีที่ผู้นำทั้งสองประเทศพบปะแลกเปลี่ยนข้อตกลงร่วมกัน หลังจากทั้งสองประเทศได้ลดความสัมพันธ์ระดับต่ำสุดในช่วง 3 ทศวรรษที่ผ่านมา

การพบปะของผู้นำทั้งสองประเทศ ถือเป็นความสำเร็จในการฟื้นฟูความสัมพันธ์ไทย – ซาอุดีอาระเบีย ให้กลับมาอยู่ในระดับปกติอย่างสมบูรณ์ นับตั้งแต่วันนี้สืบไป และถือเป็นการสิ้นสุด 3 ทศวรรษแห่งความห่างเหิน โดยมีหนุ่มจากนราธิวาสเป็นฟันเฟืองเล็ก ๆ แต่สำคัญคอยถ่ายทอดภาษาให้ผู้นำทั้งสองท่าน จนได้รับเสียงชื่นชมจากหน่วยงานและองค์กรต่าง ๆ ที่ซาอุดิอาระเบียในขณะนี้ 

‎جزاه الله خيرا


โดย Mazlan Muhammad

บิดาโดรนแห่งตุรกี เสียชีวิต

มะเร็งคร่าชีวิต Ozdemir Bayraktar 72 ปี วันจันทร์ที่ 18 ตุลาคม 2564 นับเป็นการสูญเสียทรัพยากรบุคคลอันทรงคุณค่าของตุรกี

Ozdemir Bayraktar ประธานบริษัท Baykar Makina เพื่อผลิตโดรน และประธานการขับเคลื่อนและพัฒนาเทคโนโลยีแห่งตุรกี ซึ่งในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา เขาได้ทุ่มเทและใช้เวลาส่วนใหญ่บนคอมพิวเตอร์ที่สำนักงาน เพื่อค้นคว้าผลิตโดรนจนกระทั่ง เขาตั้งบริษัท 2 บริษัทเพื่อผลิตโครน นับเป็น 2 ใน 4 บริษัทของตุรกีที่ผลิตโครน โดยโดรนที่มีชื่อว่า Bayraktar Mini UAV ถือเป็นโครนรุ่นแรกที่ผลิตโดยตุรกี และมีการพัฒนาจนกระทั่งกลายเป็นเขี้ยวเล็บอันมีประสิทธิภาพสูงสุดของโลกขณะนี้ จนกระทั่งเขาได้รับรางวัลสูงสุดจากประธานาธิบดีอาเซอร์ไบจาน เมื่อปีที่แล้ว ในฐานะให้ส่วนสำคัญที่สามารถยึดคืนคาราบัคจากการยึดครองของอาร์เมเนีย

ขอบคุณภาพ จาก TRT عربي

เขาพร้อมด้วยลูกชาย 3 คนจัดตั้งบริษัทผลิตโดรน โดยลูกชายคนหนึ่งชื่อSelcuk Bayraktar 42 ปี ได้แต่งงานกับลูกสาวคนสุดท้องของประธานาธิบดีแอร์โดอานชื่อสุมัยยะฮ์

เขาเสียชีวิตพร้อมฝากผลงานอันยิ่งใหญ่ซึ่งเป็นที่เกรงขามของชาติตะวันตกในขณะนี้

เชื่อว่า ลูกชายทั้ง 3 คน คงรับช่วงต่อภารกิจนี้

رحمه الله رحمة واسعة

وغفر له وأسكنه فسيح جناته


https://mubasher.aljazeera.net/news/politics/2021/10/18/وفاة-رائد-صناعة-الطائرات-المسيرة

โดย Mazlan Muhammad

16 กันยายน รำลึกวันประหารชีวิตอุมัร มุคตาร์

16 กันยายน รำลึกวันประหารชีวิตอุมัร มุคตาร์ (1880-1931) นักรบซานูซีย์ ราชสีห์ทะเลทราย

●  ตอนที่ 1 มุฮัมมัด อะซัด กับ อุมัร มุคตาร์

มุฮัมมัด อะซัด ( 1900-1992) นักคิดและนักเดินทางชาวออสเตรียเชื้อสายยิว หลังจากเข้ารับอิสลาม ในปี 1926 ได้หมกมุ่นอยู่กับการญิฮาดและการสถาปนารัฐอิสลาม  ได้เป็นที่ปรึกษาคิงอับดุลอาซีซ ผู้ก่อตั้งราชวงศ์ซาอุดิอาระเบีย   ตลอดจนร่วมกับมุฮัมมัด อิกบาลในการสถาปนนาปากีสถาน และร่วมต่อสู้กับกลุ่มซานูซีย์และอุมัร  มุคตาร์ ในลิเบีย ในการต่อต้านการยึดครองของอิตาลี รวมถึงร่วมมือในการกอบกู้เอกราชของอินโดนีเซีย และยังเขียนหนังสือขจัดความสงสัยเกี่ยวกับอิสลาม และเชื่อมโยงความสัมพันธ์ระหว่างตะวันตกกับอิสลาม

● การเกิดและการเลี้ยงดู

มุฮัมมัด อะซัด  ซึ่งมีชื่อเดิมว่า Leopold Weiss เกิดเมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 1900 ในเมือง Liebmerg ในครอบครัวชาวยิวที่เคร่งศาสนา ปู่ของเขาเป็นแรบไบ มุฮัมมัด อะซัดเชี่ยวชาญภาษาฮีบรูเมื่ออายุ 13 ปี และศึกษาคัมภีร์โตราห์และทัลมุด

● การเรียน

Leopold Weiss เริ่มเรียนที่มหาวิทยาลัยเวียนนา แต่ไม่นานก็หยุด และเดินทางไปยังกรุงเบอร์ลินในวัยยี่สิบต้นๆ  ซึ่งได้เข้าร่วมกับวงการวัฒนธรรมที่หมกมุ่นอยู่กับการศึกษาเรื่องราวของชาวตะวันออก

● หน้าที่การงาน

Leopold Weiss ทำงานในกรุงเบอร์ลินที่สาขาหนึ่งของหน่วยงาน “United Brass of America” ​​และในปี 1921 ก็กลายเป็นบรรณาธิการด้านวัฒนธรรมของหนังสือพิมพ์ Frankfurter Allgemeine

หลังจากเปลี่ยนมานับถือศาสนาอิสลามในปี 1926 ใช้ชื่อว่า มุฮัมมัด อะซัด ได้เดินทางไปประกอบพิธีฮัจญ์ ตั้งรกรากอยู่ในนครมะดีนะฮ์ และได้พบกับอับดุลอาซิซ อาลซาอูด ผู้ก่อตั้งและกษัตริย์องค์แรกของซาอุดีอาระเบีย และทำงานเป็นที่ปรึกษาของเขา

ระหว่างที่พำนักอยู่ในอินเดีย เขาได้ร่วมกับมูฮัมหมัด อิกบาลในการก่อตั้งรัฐอิสลามแห่งปากีสถาน ซึ่งให้เกียรติอย่างสูงแก่มุฮัมมัด อะซัด โดยการให้สัญชาติแก่เขา และแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งต่างๆ ซึ่งสุดท้าย ได้เป็นรัฐมนตรีผู้มีอำนาจเต็มของปากีสถานในสหประชาชาติ

ในปี 1952 ได้ลาออกจากงานในสหประชาชาติ และออกจากนิวยอร์คเพื่อไปยังสวิตเซอร์แลนด์และทุ่มเทให้กับการเขียนและการเขียนเป็นเวลา 10 ปี จากนั้นเขาก็ย้ายไปที่เมืองแทนเจียร์ของโมร็อกโกซึ่งเขาใช้เวลา 20 ปี

● ประสบการณ์ทางความคิด

ความสนใจของมุฮัมมัด อะซัด ต่อตะวันออก อาหรับ และปาเลสไตน์ เป็นปัจจัยสำคัญในการเปลี่ยนวิถีชีวิต ความเชื่อและความคิดของเขา หลังจากที่ไปเยือนปาเลสไตน์ในปี 1922 มุฮัมมัด อะซัด ได้เขียนบทความชุดหนึ่งซึ่งทำให้โดนข้อหาเป็นยิวแอนตี้เซมิติกส์- ซึ่งเขาเตือนชาวอาหรับถึงแผนการอพยพชาวยิว ที่นั่น เขาได้สัมภาษณ์อย่างร้อนแรงกับจิม ไวซ์แมนน์  ประธานองค์กรไซออนิสต์สากล World Zionist Congress

ในปี 1926 การเปลี่ยนแปลงทางปัญญาที่โดดเด่นที่สุดเกิดขึ้นในชีวิตของ Leopold Weiss โดยเขาเปลี่ยนมานับถือศาสนาอิสลามในปี 1926 ที่มัสยิด Wilmsdorf ซึ่งเป็นมัสยิดที่เก่าแก่ที่สุดในเมืองเบอร์ลินของเยอรมนี

Leopold Weiss ออกเดินทางเพื่อปกป้องศาสนาอิสลามและขจัดต่อข้อสงสัยเกี่ยวกับศาสนานี้ และพยายามเชื่อมช่องว่างระหว่างอารยธรรมอิสลามและอารยธรรมตะวันตกในหนังสือของเขา ซึ่งมุร๊อด  ฮอฟแมนน์  นักคิดชาวเยอรมันมุสลิมเชื้อสายยิว อธิบายว่าเป็นของขวัญจากตะวันตกสำหรับอิสลาม

ในปี 2008 เมืองหลวงของออสเตรียได้ยกย่องความพยายามของมูฮัมหมัด อะซัด ซึ่งเป็นเพื่อนร่วมชาติผู้ล่วงลับไปแล้ว ในการส่งเสริมการเจรจาทางวัฒนธรรมระหว่างโลกอิสลามกับโลกตะวันตก และตั้งชื่อถนนในจัตุรัสสหประชาชาติตามชื่อของเขา และได้เข้าร่วมในการผลิตสารคดีเรื่อง “The Road to Mecca” ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจากชีวประวัติตอนปลายของนักคิดมุสลิมคนนี้

กรุงเบอร์ลิน เมืองหลวงของเยอรมนีได้ดำเนินตามตัวอย่างในออสเตรีย โดยให้เกียรติแก่เขาด้วยการสร้างสัญลักษณ์ที่ระลึกในชื่อของเขาไว้ในหมู่บ้านที่เขาอาศัยอยู่ในช่วงปี ค.ศ. 1920

● งานเขียน

เขามีหนังสือหลายเล่ม ที่สะดุดตาที่สุด: อิสลาม ณ ทางแยก, รากฐานของรัฐและการปกครองในศาสนาอิสลาม, ถนนสู่มักกะฮ์, การแปลความหมายของคัมภีร์กุรอ่าน และการแปลซอเหียะห์อัลบุคอรี, และศาสนาจากอดีต.

● การเสียชีวิตของมุฮัมมัด อะซัด

มุฮัมมัด อะซัด เสียชีวิตในเมือง Mijas ของสเปน เมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 1992 และถูกฝังตามความประสงค์ของเขาในสุสานอิสลามในเมืองกรานาดา ตามคำสั่งเสียของเขา


โดย Ghazali Benmad

ซีรี่ส์ “รู้จักชัยค์ยูซุฟ กอรฎอวีย์” [ตอนที่5]

อ่านไดอะรี่ส่วนตัว ชัยค์ยูซุฟ  กอรฎอวีย์”

เหตุการณ์นี้ก็ได้เกิดขึ้นกับข้าพเจ้า ข้าพเจ้าจะต้องถูกลงโทษ แต่ว่าญาติของมารดาซึ่งอยู่ไกล้กุตตาบผ่านมาพอดี จึงได้ขอร้องให้เว้นโทษแก่ข้าพเจ้า ทำให้ข้าพเจ้าไม่ถูกลงโทษ ข้าพเจ้าไม่ทราบว่าเป็นความบังเอิญหรือไม่ แต่ความเป็นไปได้กรณีหลังน่าจะมากกว่า ด้วยความร่วมมือระหว่างมารดากับชัยค์

ชัยค์หามิดเป็นฮาฟิซผู้จำอัลกุรอานที่มีศักดิ์ศรี  ปกติแล้วฮาฟิซทั่วไปมักจะรับจ้างอ่านอัลกุรอานแก่ผู้ล่วงลับที่สุสานในวันพฤหัสบดี  โดยรับค่าจ้างเล็กๆน้อยๆ จากญาติผู้ตาย  ซึ่งส่วนใหญ่มักจะเป็นอาหาร แต่ชัยค์ไม่กระทำเช่นนั้น

ท่านเป็นคนเรียบง่าย สะอาดสะอ้าน ละหมาด 5 เวลาที่มัสยิดเป็นประจำ มัสยิดอยู่ไกล้กุตตาบ ท่านมักจะเป็นอิหม่ามหากอิหม่ามประจำมัสยิดไม่อยู่

ที่กุตตาบ เราจะท่องจำอัลกุรอานส่วนหนึ่งตามความเหมาะสม  โดยเราจะเขียนลงไปในแผ่นไม้ทาน้ำมันพืช ที่สามารถเขียนด้วยน้ำหมึกได้ เราซื้อน้ำหมึกจากช่างย้อมผ้าในตำบลของเรา  โดยเกษตรกรมักจะใส่เสื้อโต้บสีน้ำเงิน ซึ่งเดิมสีขาวแล้วนำมาย้อมด้วยสีน้ำเงิน  เช่นเดียวกับผู้หญิงที่ใส่ผ้าใหมดำซึ่งเดิมเป็นสีขาว

เราซื้อหมึกแล้วนำใส่ไว้ในที่ใส่ แล้วใช้ปากกาไม้ที่เราเหลาเป็นปากเป็ด บางครั้งชัยค์หามิดเหลาให้เรา  ทุกวันเราจะเขียนจำนวนอายะฮฺที่เราต้องท่องตามกำหนด  ให้ชัยค์ตรวจสอบความถูกต้องก่อนท่องจำ  และกลับมาท่องต่อที่บ้าน วันต่อมาเราก็จะท่องให้ผู้ช่วยของชัยค์ฟัง หากใครจำไม่ดีก็จะถูกให้กลับไปท่องใหม่  หลังจากท่องจำส่วนที่ต้องท่องจำประจำวันแล้ว ก็จะทบทวนที่จำมาแล้วให้ชัยค์ฟัง

ในการฝึกเขียน เด็กๆจะลอกเลียนแบบกันเอง เพราะการสอนเขียนขณะนั้นยังไม่มีระบบ  แม้ว่าบางครั้งชัยค์จะเขียนให้เราดูบนกระดานดำ หรือเขียนบางคำให้นักเรียนเขียนตาม  ท่านจะเขียนหลายๆครั้งให้นักเรียนเรียนรู้วิธีการเขียน

ทุกๆวันเราจะท่องจำทำนองเสนาะโดยที่เราไม่เข้าใจความหมายอะไรเลย เราจะท่องจำพร้อมๆกันว่า

บา บา อะลิฟ

บี  บา ยี

บู  บา  วาว

ตา  ตา อลิฟ

ตี   ตา   ยี

ตู  ตา  วาว

และทุกๆวัน ชัยค์ให้เราท่องจำคุณลักษณะของอัลลอฮฺยี่สิบประการ คือ

الوجود والقدم والبقاء ومخالفته تعالى للحوادث، وقيامه بنفسه، والوحدانية، والعلم والإرادة والقدرة والحياة والسمع والبصر والكلام، وكونه تعالى عالمًا ومريدًا وقادرًا وحيًا وسميعًا وبصيرًا ومتكلمًا.

และท่องจำลูกๆทั้งเจ็ดของท่านนบี ศอลฯ  อับดุลลอฮฺ  กอเซ็ม  อิบรอฮีม  ฟาติหม๊ะ  ซัยนับ รุกัยยะฮฺ  และอุมมุกัลษูม

การท่องประวัติศาสดาแบบนี้พอจะมีประโยชน์บ้าง  แต่การท่องจำหลักศรัทธาด้วยวิธีนี้ข้าพเจ้าคิดว่าไม่ถูกต้อง เพราะศรัทธาไม่ก่อเกิดด้วยวิธีเช่นนี้  การท่องจำเช่นนี้ไม่ก่อให้เกิดแนวคิดที่ถูกต้องหรือความรู้สึกอันใด

ชัยค์หามิดให้ข้าพเจ้าท่องจำญุซอัมมะ โดยเริ่มจากหลังถัดๆมา จนจบ  แล้วตามด้วยญุซตะบารอกะ  และญุซซะริยาต จนกระทั่งซูเราะฮฺอันนัจญม์ด้วยวิธีนี้


ที่มา เพจ อ่านบันทึกส่วนตัว ชัยค์ยูซุฟ กอรฎอวีย์

ซีรี่ส์ “รู้จักชัยค์ยูซุฟ กอรฎอวีย์” [ตอนที่4]

อ่านไดอะรี่ส่วนตัว ชัยค์ยูซุฟ  กอรฎอวีย์”

ตำบลของเราค่อนข้างใหญ่ ขณะที่ข้าพเจ้ายังเด็ก มีประชากรมากกว่า 20,000   คน มีกุตตาบ 4  แห่ง แห่งหนึ่งอยู่บริเวณใจกลางตำบล ซึ่งเป็นที่ตั้งของบ้านและซอยของเรา  และที่เหลืออยู่ทิศตะวันออกและตะวันออกอย่างละหนึ่งแห่ง

กุตตาบแต่ละแห่งเป็นที่รู้จักกันในนามของครูผู้สอน ซึ่งปกติแล้วก็เป็นเจ้าของและอยู่ติดกับบ้านหรือเป็นส่วนหนึ่งของบ้านครูผู้สอน

ในบริเวณบ้านของเราเป็นที่ตั้งของกุตตาบชัยค์ยะมานีย์ มุรอดและกุตตาบชัยค์หามิด อบูซูวัยล์

ครั้งแรกข้าพเจ้าไปเรียนที่กุตตาบชัยค์ยะมานีย์ มุรอด ตามคำแนะนำของญาติพี่น้องตนหนึ่งที่มีลูกเรียนอยู่ที่นั่น แต่ไปเพียงวันเดียวและไม่ไปอีกเลยหลังจากนั้น เพราะชัยค์ใช้วิธีตีเด็กทุกคนเพื่อกระตุ้นให้ท่องจำโดยไม่มีเหตุผลหรือความผิดใดๆ  ซึ่งรวมถึงข้าพเจ้าด้วยตั้งแต่วันแรกที่ไปเรียน  อาจจะเป็นข้าพเจ้าไม่ชอบการทำร้ายรังแกหรือถูกทำร้ายรังแกโดยธรรมชาติ

หลังจากนั้นข้าพเจ้าจึงไม่ยอมไปเรียนที่กุตตาบใดๆ ระยะหนึ่ง จนกระทั่งคุณแม่คะยั้นคะยอ ให้ไปเรียนที่กุตตาบชัยค์หามิด ซึ่งเป็นเพื่อนบ้านของคุณตา และรับรองว่าจะขอร้องให้ชัยค์สอนด้วยดี และขอร้องมารดาของชัยค์ ซึ่งเป็นน้าของข้าพเจ้าชื่อรัยยาด้วย

คุณแม่ได้จูงมือข้าพเจ้าไปเยี่ยมบ้านคุณตาและพาไปมอบตัวกับชัยค์  และกล่าวว่า นี้เป็นอะมานะฮฺของท่านแล้ว ชัยค์กล่าวว่า เขาคือลูกของเรา เราจะดูแลเขาอย่างดี

ชัยค์และมารดาได้ต้อนรับข้าพเจ้าอย่างดี  ข้าพเจ้ามักจะไปยังกุตตาบเป็นคนแรก ข้าพเจ้าจะไปเคาะประตูบ้านคุณน้ารัยยาตั้งแต่เช้าตรู่ แล้วเอาลูกกุญแจไปเปิดประตูกุตตาบ บ้างนางเปิดประตูให้ข้าพเจ้า  นางเตือนให้ข้าพเจ้าระวังตัวหมัดบนพื้นกุตตาบที่เป็นพื้นดินเหมือนบ้านส่วนใหญ่ทั่วไป  ตัวหมัดจะกรูกันเข้ามานักเรียนคนแรกที่ไปโรงเรียน ซึ่งก็คือข้าพเจ้าในทุกๆวัน ข้าพเจ้าก็หนีขึ้นไปบนแคร่สี่เหลี่ยม  รอจนเด็กๆมา และได้รับส่วนแบ่งจากการกัดของตัวหมัดเหมือนๆ กัน

ค่าเล่าเรียนที่กุตตาบต่ำมากๆ คือครึ่งเปียส ( หนึ่งปอนด์อียิปต์เท่ากับ  100 เปียส อัตราแลกเปลี่ยนปัจจุบัน หนึ่งดอลลาร์สหรัฐเท่ากับ …. ปอนด์อียิปต์ ) ต่อสัปดาห์ โดยเก็บทุกๆวันพุธซึ่งเป็นวันนัดของตำบล แต่จำนวนนี้ก็เป็นเรื่องใหญ่สำหรับเด็กๆหลายคน ซึ่งในจำนวนนั้นรวมข้าพเจ้าด้วย แต่ชัยค์ได้อนุโลมสำหรับข้าพเจ้าโดยเก็บครึ่งเปียสต่อสองสัปดาห์ เนื่องจาก หนึ่งข้าพเจ้ากำพร้าบิดา และสองข้าพเจ้าเรียนเก่ง

คุณลักษณะที่ดีอีกประการหนึ่งของชัยค์คือ ท่านไม่เคยตีข้าพเจ้าเลย แม้ว่าท่านจะตีเด็กอื่นๆทั้งหมด

ข้าพเจ้ายังจำได้ ครั้งหนึ่งชัยค์จะตีข้าพเจ้า มิใช่เป็นเพราะความบกพร่องในการท่องจำ แต่เพราะสาเหตุอื่น โดยผู้ปกครองส่วนใหญ่กลัวลูกหลานจะไปอาบน้ำที่เหมืองน้ำ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในวันศุกร์ชัยค์จะใช้ดินสอทำเครื่องหมายที่ขาของเด็กๆ  และในวันเสาร์ก็จะเปิดดู ใครที่เครื่องหมายดังกล่าวยังคงอยู่ก็โชคดี หากใครไม่มีก็แสดงว่าไปอาบน้ำที่เหมืองน้ำแล้ว


ที่มาเพจ อ่านบันทึกส่วนตัว ชัยค์ยูซุฟ กอรฎอวีย์

ซีรี่ส์ “รู้จักชัยค์ยูซุฟ กอรฎอวีย์” [ตอนที่3]

อ่านไดอะรี่ส่วนตัว ชัยค์ยูซุฟ  กอรฎอวีย์”

บ้านสองหลัง

สิ่งหนึ่งที่อัลลอฮฺอนุเคราะห์แก่ข้าพเจ้าคือ การมีบ้านสองหลัง

หลังแรกคือบ้านของครอบครัวเรา ที่เป็นครอบครัวใหญ่ ประกอบด้วยลุง และลูกๆ และข้าพเจ้ากับมารดา

อีกหลังหนึ่งคือบ้านของคุณตา ที่ข้าพเจ้าไปบ่อยๆ และอยู่คราวละนานๆ เพราะสองสาเหตุคือ มารดาได้มีความสุขกับครอบครัวของนาง และมีลูกของน้าๆ ที่อายุรุ่นราวคราวเดียวกับข้าพเจ้าหลายคน ที่เราได้เล่นกันอย่างสนุกสนาน ซึ่งต่างจากลุงกับป้าไม่มีลูกที่มีอายุไกล้เคียงกับข้าพเจ้า

ส่วนใหญ่เรามักจะอยู่ที่นั่นตลอดวัน และกลับจากละหมาดอีชาและอาหารค่ำ

บ้านของคุณปู่อยู่ใกล้กับตัวเมืองมากกว่า ใช้ทั้งเตาแก๊สและเตาถ่าน มีโซฟาและเก้าอี้นวม แต่ที่บ้านของเรามีม้านั่งพิงกับผนังบ้านเพียงตัวเดียว


ที่มาเพจ อ่านบันทึกส่วนตัว ชัยค์ยูซุฟ กอรฎอวีย์

ซีรี่ส์ “รู้จักชัยค์ยูซุฟ กอรฎอวีย์” [ตอนที่2]

อ่านไดอะรี่ส่วนตัว ชัยค์ยูซุฟ  กอรฎอวีย์”

ตอนที่ 2

หลังจากบิดาเสียชีวิต มารดาก็กลับไปอาศัยที่บ้านเดิมกับครอบครัวของนาง

มารดาและน้าชายของข้าพเจ้าเฉลียวฉลาดมาก นางสามารถคำนวณตัวเลขหลายหลักในใจได้อย่างรวดเร็ว

ข้าพเจ้าจะมาเล่นสนุกและสนิทสนมกับลูกๆของน้าๆอาๆ มากกว่าลูกๆของลุงๆป้าๆ ที่ไม่มีรุ่นราวคราวเดียวกับข้าพเจ้า

คุณยายรักและเอ็นดูข้าพเจ้ามาก ครั้งหนึ่งข้าพเจ้าทำผิด คุณตาจะตี แต่นางได้ขอร้องไม่ให้ตี โดยมีเงื่อนไขว่า ข้าพเจ้าจะต้องไม่ทำผิดซ้ำอีก คุณตาก็ยอมและนางมักจะเก็บอาหารไว้เป็นพิเศษสำหรับข้าพเจ้าเสมอ

คุณตาเสียชีวิตขณะที่ข้าพเจ้าอายุได้ 5 ปี คุณยายและคุณน้าคุณอาก็ยิ่งให้ความรักความเอ็นดูต่อข้าพเจ้ามากขึ้นเหมือนลูกคนหนึ่งของพวกนาง โดยเฉพาะอย่างยิ่งภายหลังจากที่มารดาของข้าพเจ้าเสียชีวิตไป ขณะที่ข้าพเจ้ามีอายุได้ 15 ปี

สภาพครอบครัวกอรอฎอวีย์ ขณะนั้นบางปีการเกษตรมีปัญหา บางครั้งหนอนฝ้ายกัดกินฝ้ายจนเสียหายไม่สามารถจ่ายค่าเช่าที่ดินได้

ปัญหาหนึ่งของครอบครัวเราที่ข้าพเจ้าเคยพบเห็นผลที่เกิดกับเราคือ ควายที่ใช้ไถนาตายลง ซึ่งมันมักจะตายในฤดูใบไม้ผลิ เพราะมีอาหารการกินสมบูรณ์เกินไป เมื่อมันเป็นโรค ก็ใช้มีดรักษาและขายเนื้อในราคาถูกๆ

ปกติเราจะมีควาย 2 ตัวหรือควายหนึ่งกับวัวอีกหนึ่งไว้สำหรับไถนา เมื่อควายตายลงก็เหมือนโศกนาฏกรรมสำหรับชาวนา เพราะการหาเงินซื้อควายตัวใหม่ไม่ใช่เป็นเรื่องง่ายสำหรับชาวนาจนๆ ดังนั้น บางครั้งเพื่อนบ้านจึงไปแสดงความเสียใจกับเจ้าของเหมือนหนึ่งการได้สูญเสียสมาชิกคนหนึ่งในครอบครัวไป

สำหรับครอบครัวเราแล้ว ควายมีความสำคัญอย่างยิ่งเพราะเราใช้นมสดของมันดื่มแทนการรับประทานเนื้อ ที่เราไม่สามารถซื้อรับประทานได้เป็นประจำนอกจากในวันพุธ ซึ่งเป็นวันตลาดนัดของตำบล


ที่มา เพจ อ่านบันทึกส่วนตัว ชัยค์ยูซุฟ กอรฎอวีย์

ซีรี่ส์ “รู้จักชัยค์ยูซุฟ กอรฎอวีย์” [ตอนที่ 1]

อ่านไดอะรี่ส่วนตัว ชัยค์ยูซุฟ  กอรฎอวีย์

ตอนที่ 1

ข้าพเจ้าเกิดในชนบทที่ตำบลเล็กๆ ของอียิปต์ ไม่มีประปา  ไฟฟ้า ถนนลาดยาง  ห้องสมุด สโมสร หรือลักษณะของความทันสมัยใดๆทั้งสิ้น

ตำบลของเราคือ  ศุฟต์ตุรอบ ตั้งอยู่ระหว่างเมืองตอนตอซึ่งเป็นอำเภอเมืองของจังหวัดฆอร์บียะฮฺและอำเภอมะหัลละต์กุบรอ เมืองใหญ่อีกเมืองหนึ่งของจังหวัด ห่างจากตอนตอ ประมาน 21 กม. จากมะหัลละต์ ประมาณ   9 กม.

ตระกูล กอรอฎอวีย์ ของเราเดิมอพยพมาจากตำบลกอรอเฎาะต์ จังหวัดกัฟรูชัยค์ เป็นตระกูลเล็กๆในตำบล ที่สืบทอดตระกูลมาจากปู่ของข้าพเจ้าที่ชื่อ ฮัจญีอาลี    กอรอฎอวีย์  ซึ่งเป็นฮัจญีเพียงไม่กี่คนในตำบล

มารดาของข้าพเจ้าเป็นหญิงหม้าย นางสมรสครั้งแรกขณะยังเยาว์วัยกับบุตรลุงของนางที่อยู่กรุงไคโร ไม่ค่อยเคร่งครัดในศาสนา  เขามักดื่มเหล้าและกลับบ้านดึกๆดื่นๆ ในสภาพเมามาย มารดาซึ่งเป็นหญิงชนบทที่ไม่คุ้นเคยกับสภาพเช่นนี้ จึงกลัวเขามาก

เมื่อคุณตาไปเยี่ยมมารดา รู้เห็นสภาพดังกล่าว จึงสั่งให้เขาซึ่งเป็นหลานชาย(บุตรของน้องชาย)หย่ากับกับนางเสีย  แล้วพากลับบ้านทันที ซึ่งขณะนั้นนางกำลังตั้งครรภ์พี่สาวร่วมมารดาของข้าพเจ้าที่มีอายุมากกว่าข้าพเจ้า  8 ปี

บิดาของข้าพเจ้าก็เคยสมรสและได้หย่ากับภรรยาคนแรกแล้ว จึงมาสู่ขอมารดาของข้าพเจ้าภายหลังจากที่นางคลอดบุตร  7 ปี และการสมรสก็มีขึ้น นางก็ตั้งครรภ์ข้าพเจ้าในทันที เมื่อคลอดข้าพเจ้าพวกเขาตกลงกันตั้งชื่อข้าพเจ้าว่ายูซุฟ  ตามชื่อลุงของข้าพเจ้าที่ตายไปโดยไม่มีบุตร ซึ่งชื่อลุงก็ถูกตั้งตามชื่อของปู่ของเขา ฉะนั้นวงศ์ตระกูลของข้าพเจ้าคือ ยูซุฟ บุตร อับดุลลอฮฺ  บุตร อะลีย์ บุตร ยูซุฟ

บิดาของข้าพเจ้าเสียชีวิตตั้งแต่ข้าพเจ้าอายุได้ 2  ปี ด้วยโรคทางเดินปัสสาวะ ด้วยในสมัยการแพทย์ยังล้าหลังมาก  ลุงอะหมัดจึงดูแลข้าพเจ้าต่อมา ลุงเป็นเกษตรกร ไม่รู้หนังสือ ไม่มีทรัพย์สินรวมทั้งที่ดิน  มีเพียงที่ดินอยู่อาศัยของป้าประมาณครึ่งเอเคอร์ ( ประมาณ  12.5  ไร่ – ผู้แปล ) และได้เช่าที่ดินทำกินจากผู้อื่น

ตอนนั้นลุงอายุประมาณ  50  ปี  ท่านเป็นที่นับหน้าถือตาของชาวบ้าน มีความขยันขันแข็งในการทำงาน  เคร่งครัดศาสนาและละหมาดญะมาอะต์ห้าเวลาที่มัสยิดเป็นกิจวัตร

ท่านเป็นคนสมถะ รับประทานโรตีแข็ง ที่ทำจากข้าวโพด กับเนยแข็งดอง กับผักดองที่ตัวหนอนเล็กๆคลานอยู่ต้วมเตี้ยม  เสร็จแล้วดื่มน้ำจากเหยือกดินเผา แล้วกล่าวว่า  ขอบคุณอัลลอฮฺ ที่ให้ความสุขนี้แก่เราและรักษาไว้มิให้สูญหาย

ลุงและชาวชนบททั่วไป พอใจกับสิ่งที่อยู่ ตามที่ท่านนบี  ศอลลัลลอฮูอะลัยฮิวะสัลลัม  สอนไว้ว่า

   ارض بما قسم الله لك تكن أغنى الناس

“จงพอใจในสิ่งที่อัลลอฮฺแบ่งสรรให้ แล้วท่านจะเป็นมหาเศรษฐี ”

แม้ว่าลุงจะไม่รู้หนังสือแต่ก็ชอบทายปัญหาและเล่านิทานให้เราฟัง

ท่านเคยทายว่า  “ป้าของเจ้า พี่สาวของบิดาของเจ้า  แล้วน้าชายของลูกชายของป้าเจ้าเป็นอะไรกับเจ้า”

ข้าพเจ้าตอบว่า “เป็นบิดาหรือลุงของฉัน”

ลุงเคยเล่านิทานตลกเรื่อง ญุฮา ( ตัวละครเอกของนิทานพื้นบ้านอาหรับ เช่นเดียวกับ ศรีธนญชัยของไทย หรืออบูนาวาสของมาลายู – ผู้แปล)ให้เราฟังบ่อยๆ


ที่มา เพจ อ่านบันทึกส่วนตัว ชัยค์ยูซุฟ กอรฎอวีย์

ชัยคุลอิสลามแห่งตูนีเซีย

ท่านคือชัยคุลอิสลามแห่งตูนีเซีย เป็นทั้งอิมามใหญ่ยามิอฺซัยตูนะฮ์ มุฟตีและกอฎีชัรอีย์ (ผู้พิพากษาสูงสุดแห่งกฎหมายอิสลาม) ผู้มีนามว่า มูฮัมมัด ฏอฮิร บินอาชูร (มีชีวิตระหว่างปีค.ศ. 1879-1973) สายตระกูลของท่านเป็นชาวอพยพมาจากอันดาลูเซีย นอกจากนี้ท่านยังดำรงตำแหน่งคณบดีคณะนิติศาสตร์อิสลามและอุศูลุดดีนของมหาวิทยาลัยซัยตูนะฮ์  มหาวิทยาลัยที่เก่าแก่ที่สุดในโลกอิสลาม

ช่วงนั้นรัฐบาลตูนิเซียโดยประธานาธิบดีบูรฆีบาห์ รณรงค์ให้สตรีตูนีเซียถอดฮิญาบ โดยครั้งหนึ่งนายบูรฆีบาห์ ได้ลงจากรถ แล้วไปถอดฮิญาบของสตรีนางหนึ่งในใจกลางเมืองตูนิเซีย พร้อมกล่าวว่า ยุคมืดได้ผ่านพ้นไปแล้ว

ทำให้ชัยคุลอิสลามมูฮัมมัดฏอฮิร บินอาชูร อ่านคุตบะฮ์สั้นๆด้วยประโยคว่า “สตรีมุสลิมะฮ์นางหนึ่งได้มาร้องเรียนยังข้าพเจ้า” ท่านทวนประโยคนี้ 2 ครั้งแล้วนั่งลง และลุกใหม่ พร้อมกล่าวว่า “ละหมาดของท่านไม่สร้างความดีงามใดๆ ตราบใดที่ภรรยาและลูกสาวของท่านเปลือยกาย(ไม่ใส่ฮิญาบ)” จงละหมาดเถิด

นายบูรฆีบาห์ได้รณรงค์ไม่ให้ชาวตูนิเซียถือศีลอดในเดือนรอมฎอน ซึ่งเขาถือว่า การถือศีลอดเป็นเหตุให้เศรษฐกิจของประเทศย่ำแย่ ทำให้ผู้คนเกียจคร้านทำงาน เขาจึงดื่มน้ำและสูบซิการ์ในรัฐสภาช่วงเดือนรอมฎอน เพื่อรณรงค์ให้ประชาชนไม่ถือศีลอด

เท่านั้นยังไม่พอ เขาได้ไปหาชัยคุลอิสลามอิบนุอาชูร์ ในฐานะมุฟตีและบุคคลสัญลักษณ์ทางศาสนา ผู้มีบทบาทสูงในขณะนั้น พร้อมขอร้องให้ออกคำฟัตวาเรื่องการถือศีลอดให้เป็นไปตามนโยบายอันชั่วร้ายของเขา ซึ่งก็ได้รับการตอบรับด้วยดีจากท่านมุฟตี โดยมีเงื่อนไขว่า รัฐบาลจะต้องเชิญชวนผู้คนมารวมตัวกันเพื่อฟังคำฟัตวานี้

เมื่อถึงเวลาที่กำหนด รัฐบาลได้เกณฑ์ผู้คนจำนวนมากมาย เพื่อฟังคำชี้ขาดทางศาสนาที่มีความสำคัญนี้ หลังจากที่นายบูรฆีบาห์ให้โอวาทเสร็จ ชัยคุลอิสลามจึงถูกเชิญให้คำฟัตวา ชัยค์จึงพูดว่า

โอ้ชาวมุสลิมทั้งหลาย แท้จริงการทานอาหารในกลางวันรอมฎอน โดยไม่ใช่เป็นการผ่อนปรนทางศาสนา ถือเป็นบาปใหญ่ เพราะการถือศีลอดเป็นหลักปฏิบัติตามศาสนบัญญัติที่สำคัญประการหนึ่งในอิสลาม ผู้ใดที่ปฏิเสธหลักศาสนบัญญัติข้อนี้ ผู้นั้นย่อมเป็นคนตกศาสนาโดยปริยาย พร้อมอ่านอายัตกุรอาน

يَا أَيُّهَا الَّذِينَ آمَنُوا كُتِبَ عَلَيْكُمُ الصِّيَامُ كَمَا كُتِبَ عَلَى الَّذِينَ مِن قَبْلِكُمْ لَعَلَّكُمْ تَتَّقُونَ (البقرة/١٨٣)

อัลลอฮ์ตรัสจริงเสมอ

บูรฆีบาห์ต่างหากคือจอมโกหก

บูรฆีบาห์ต่างหากคือจอมโกหก

บูรฆีบาห์ต่างหากคือจอมโกหก

นายบูรฆีบาห์หน้าแตกยับเยินชนิดหมอไม่รับเย็บ

หลังจากนั้นท่านจึงถูกปลดออกจากทุกตำแหน่งที่ท่านดำรงอยู่ รวมทั้งรัฐบาลยังได้สั่งปิดมหาวิทยาลัยซัยตูนะฮ์เป็นเวลาหลายปี

เกือบ 50 ปีแล้วที่ท่านเสียชีวิต แต่ชาวตูนิเซียก็ยังคงกล่าวดูอาให้กับท่านด้วยดีมาโดยตลอด ชีวประวัติของท่านถูกกล่าวขานอย่างสง่างามต่อไป

แต่สำหรับนายบูรฆีบาห์ ทาสผู้ซื่อสัตย์ของกรุงปารีส ถึงแม้เขาจะเถลิงอำนาจอยู่ในตำแหน่งประธานาธิบดีตูนิเซียนานถึง 30 ปี และเพิ่งปิดฉากตำนานแห่งความชั่วร้ายในปี 2000 ที่ผ่านมา ในประเทศตูนีเซียปัจจุบัน เชื่อว่าไม่มีใครคนไหนที่สดุดีและชื่นชมเขา นอกจากชาวเซคิวล่าร์ สาวกแห่งกรุงปารีส ผู้ชิงชังต่ออิสลามและประชาชาติมุสลิมเท่านั้น


โดย Mazlan Muhammad