
ประกาศหยุดยิงในฉนวนกาซ่าเมื่อเดือนตุลาคมปีที่แล้ว ถือเป็นก้าวสำคัญที่ประชาชนชาวปาเลสไตน์รอคอยมาน พวกเขาหวังว่าการประกาศครั้งนี้จะเป็นจุดจบของการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ที่ถูกก่อขึ้นโดยระบอบไซออนิสต์ผู้ยึดครอง ต่อประชาชนในกาซ่า
ความขัดแย้งนี้คร่าชีวิตผู้บริสุทธิ์มากกว่า 100 ชีวิตต่อวัน ทั้งเด็ก ผู้หญิงและพลเรือน ไม่นับรวมการทิ้งระเบิดอย่างบ้าคลั่งที่ทำลายทุกด้านของชีวิตในฉนวนกาซ่าที่ถูกอิสราเอลปิดล้อม ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ย่ำแย่อยู่แล้วก่อนการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์นี้จะเริ่มขึ้น
สงครามฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ทำให้การปิดล้อมเลวร้ายลงไปอีก และนำไปสู่การละเมิดกฎหมายและอาชญากรรมต่อมนุษยชาติ เช่น ตัดน้ำของประชาชน ปิดกั้นการรักษาพยาบาลและอาหาร ใช้ความอดอยากเป็นอาวุธที่ชั่วร้าย บุกโรงพยาบาลและสังหารผู้ป่วย จับกุมเด็กและผู้หญิงโดยพลการ และมีการข่มขืนในเรือนจำ
นี่เป็นเพียงส่วนหนึ่งของรายการการละเมิดอย่างร้ายแรงและอาชญากรรมสงคราม
การหยุดยิงควรจะเป็นพื้นที่ที่เหยื่อของการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ในกาซ่ารอคอย เพื่อฟื้นฟูชีวิตปกติบางส่วน พักจากการถูกสังหารแบบสุ่มทุกวัน รักษาผู้บาดเจ็บ ดูแลเด็กกำพร้า ฟื้นฟูการศึกษาให้ลูกหลาน ซ่อมแซมเต็นท์ และกลับไปยังซากบ้านและที่ดินที่ถูกอิสราเอลทำลาย

แผนสันติภาพ
ความหวังนี้ตั้งอยู่บน “แผนสันติภาพสำหรับกาซ่า” ที่เรียกว่า “แผนครอบคลุมของประธานาธิบดีโดนัลด์ เจ. ทรัมป์ เพื่อยุติสงครามในกาซ่า”
ในแผนระบุว่า: “หากทั้งสองฝ่ายตกลงตามข้อเสนอนี้ สงครามจะยุติทันที”
การหยุดยิงยังไม่ได้นำมาซึ่งสันติภาพที่แท้จริงสำหรับกาซ่า เพราะการสังหาร การปิดล้อม และความทุกข์ของชาวปาเลสไตน์ยังคงดำเนินต่อไป
สัญญาที่กลายเป็นแค่ลมปาก
ประเด็นสำคัญหนึ่งในแผนคือการส่งคืนตัวประกันชาวอิสราเอล และข้อความที่ว่า
“ทันทีที่ข้อตกลงนี้ได้รับการเห็นชอบ ความช่วยเหลือครั้งใหญ่จะถูกส่งไปยังฉนวนกาซ่าทันที”


“อย่างน้อย ปริมาณความช่วยเหลือต้องเทียบเท่ากับที่ระบุในข้อตกลงวันที่ 19 มกราคม 2025 เกี่ยวกับความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม รวมถึงการฟื้นฟูโครงสร้างพื้นฐาน เช่น น้ำ ไฟฟ้า สุขาภิบาล โรงพยาบาล และร้านขนมปัง รวมถึงอุปกรณ์ที่จำเป็นในการเคลียร์ซากปรักหักพังและเปิดถนน”

แต่สิ่งที่เกิดขึ้นจริงกลับตรงข้ามกับแผนที่ได้รับการยกย่องและได้รับการสนับสนุนจากประชาคมระหว่างประเทศส่วนใหญ่
ทันทีที่อิสราเอลได้ตัวประกันทั้งหมดคืน พวกเขากลับมาเริ่มการสังหารหมู่และการฆ่าชาวปาเลสไตน์ในฉนวนกาซ่าอีกครั้ง และมีอัตราเพิ่มขึ้นทุกวัน
พวกเขายังไม่ปฏิบัติตามคำมั่นที่จะส่งความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมและรถบรรทุกสินค้าตามจำนวนที่ตกลงกัน โดยปริมาณที่เข้ามาจริงไม่ถึงหนึ่งในสาม
แม้ว่าอิสราเอลจะอนุญาตให้เชื้อเพลิงเข้ามาเล็กน้อยเพื่อใช้กับเครื่องปั่นไฟในโรงพยาบาลและร้านขนมปังบางแห่ง แต่พวกเขายังคงห้ามสินค้าพื้นฐานหลายพันรายการที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตของประชาชนไม่ให้เข้ากาซ่า ซึ่งทำให้สถานการณ์ด้านมนุษยธรรมเลวร้ายลงไปอีก
เพื่อให้เห็นภาพชัดขึ้น สินค้าที่ถูกห้ามนำเข้ากาซ่าได้แก่ ตะปู สกรู ไขควง แบตเตอรี่ ไฟแช็ก ไม้ ฟืนสำหรับหุงต้ม ซีเมนต์ คอมพิวเตอร์ โทรศัพท์มือถือ นาฬิกา แผงโซล่าเซลล์ น้ำมันเครื่องรถยนต์ และอื่นๆ
นอกจากนี้ยังมีการขยายและรุกล้ำพื้นที่ที่เรียกว่า “เส้นสีเหลือง” ทุกวัน
“เส้นสีเหลือง” คือเส้นสมมติที่หมายถึงเขตแดนที่ทหารอิสราเอลควรจะถอนกำลังออกไปตามข้อตกลงหยุดยิงที่ลงนามในเดือนตุลาคม 2025

แต่ในความเป็นจริง พวกเขากลับทำตรงข้าม ทหารไซออนิสต์ยิงทุกคนที่พยายามเข้าใกล้บ้านหรือไร่นาของพวกเขาที่อยู่หลังเส้นนี้
พื้นที่นี้ครอบคลุม 52% ของพื้นที่กาซ่าในวันที่ประกาศหยุดยิง แต่ตอนนี้ขยายไปถึงประมาณ 70% ของพื้นที่ทั้งหมดของฉนวนกาซ่าแล้ว
แม้ข้อตกลงจะระบุให้มีการถอนกำลังของฝ่ายยึดครองแบบเป็นขั้นเป็นตอน แต่สิ่งที่เกิดขึ้นจริงคือตรงกันข้าม
กล่าวอีกนัยหนึ่ง ฝ่ายยึดครองกำลังกักขังมนุษย์ 2.3 ล้านคนไว้ในพื้นที่ที่มีนาดน้อยกว่า 30% ของฉนวนกาซ่า (ประมาณ 100 ตารางกิโลเมตร)
ส่วนใหญ่พวกเขาอาศัยอยู่ในเต็นท์ผ้าใบเก่าๆ ที่ร้อนเหมือนเตาอบในฤดูร้อน และเน่าเปื่อยเหมือนผ้าขี้ริ้วในฤดูหนาว เพราะไม่สามารถกันความหนาวหรือฝนได้
กลับมาที่เรื่องการสังหารรายวัน ตัวเลขชัดเจนว่า ณ วันที่เขียนบทความนี้ มี “ชูฮาดา” หรือผู้เสียชีวิตประมาณ 1,200 คนที่ถูกอิสราเอลสังหารนับตั้งแต่เริ่มหยุดยิง
ไม่นับรวมผู้บาดเจ็บอีกหลายพันคน ทำให้ยอดผู้บาดเจ็บสะสมตั้งแต่เริ่มการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์เกิน 130,000 คน

ลองนึกภาพโศกนาฏกรรมเมื่อเครื่องบินรบหรือโดรนของผู้ยึดครองทิ้งระเบิดใส่ครอบครัวที่กำลังรวมตัวกันใต้เต็นท์ผ้าและพลาสติกเก่าๆ
หรือการยิงจรวดใส่ขบวนแห่ศพ หรือผู้ชายคนหนึ่งที่กำลังเดินกลับเต็นท์พร้อมขนมปังให้ลูกๆ
การปิดล้อม การทำลาย และการสังหารที่ยังคงดำเนินอยู่ เป็นการยืนยันข้อเท็จจริงที่หายไปหรือถูกทำให้หายไปจากสื่อและข่าวระหว่างประเทศ นั่นคือ การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์นี้ยังไม่หยุด แต่ยังคงดำเนินต่อไปด้วยความโหดร้ายเช่นเดิม
กาซายังคงหลั่งเลือด ในขณะที่ประชาคมระหว่างประเทศ รวมถึงคณะมนตรีความมั่นคงและผู้ไกล่เกลี่ย ล้มเหลวที่จะนำสันติภาพมาให้แม้เพียงไม่กี่วันแก่ประชาชนที่ยังคงประสบภัยพิบัติ
ผู้ยึดครองไซออนิสต์ยังคงเดินหน้าตามแผนของพวกเขาเพื่อกำจัดชาวปาเลสไตน์ผ่านการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์และการกวาดล้างชาติพันธุ์
ข้อเรียกร้องในตอนนี้มีความเร่งด่วนและสำคัญอย่างยิ่ง โลกต้องลุกขึ้นมารวมกันเพื่อฟื้นฟูคุณค่าความเป็นมนุษย์ ปกป้องชีวิตของเด็กเล็กๆ ที่ต้องตายทุกวัน และหยุดการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ที่ยังคงดำเนินอยู่ เพื่อที่ความเงียบของโลกจะไม่ถูกมองว่าเป็นการสมรู้ร่วมคิดและมีส่วนร่วมในอาชญากรรมนี้

ดร. ชารีฟ อาบู ชัมมาลา ประธานมูลนิธิอัลกุดส์ มาเลเซีย
CR: https://www.utusan.com.my/premium/2026/07/sejauh-mana-kebenaran-perang-genosid-di-gaza-berhenti/
ทีมข่าวต่างประเทศ

