เยี่ยมเยือนคารวะอิหม่ามมัสยิดริยาดิ้สสุนัน ตลาดแก้ว

21 กันยายน 2569

10.30 น.

ผศ.มัสลัน มาหะมะ ประธานมูลนิธิเรือนร่างเดียวกัน  คุณเมธา เมฆารัฐ รองประธานมูลนิธิฯ คุณวสุ เซ็นสม ผู้ประสานงาน และทีมงานมูลนิธิเรือนร่างเดียวกัน ได้เข้าเยี่ยมคารวะท่านอิมามและคณะกรรมการมัสยิดริยาดิ้สสุนัน ตลาดแก้ว อ. นนทบุรี จ.นนทบุรี เพื่อเรียนเชิญและประชาสัมพันธ์งาน SUMUD #4UGAZA @ BANKOK Meeting Mall มีตติ้งมอลล์ บางอ้อ ในวันที่ 3 ตุลาคม 2569 ระหว่างเวลา 15.00-21.30 น.และได้รับการต้อนรับด้วยความอบอุ่นและมิตรไมตรียิ่ง

جزاكم الله خيرا

ประวัติมัสยิดโดยสังเขป

มัสยิดรี่ยาดิ๊สสุนันตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาฝั่งซ้าย(ตะวันออก) ณ หมู่บ้านตลาดแก้ว ปัจจุบันเลขที่ 43 หมู่ที่ 9 ถนนพิบุลสงคราม 1 (ซอยโรงเรียนสตรีนนทบุรี หรือซอยวัดปากน้ำ) ตำบลส่วนใหญ่ อำเภอเมืองนนทบุรี

มัสยิดรี่ยาดีสสุนัน แต่เดิมชื่อมัสยิดตลาดแก้วใช้ชื่อตามสถานที่ คือ ตลาดแก้ว ทะเบียนเลขที่ 2 เมื่อวันที่ 26 มกราคม 2492 เปลี่ยนชื่อเป็น “มัสยิดรี่ยาดีสสุนัน”ตั้งแต่วันที่ 8 มกราคม 2500 เป้นต้นมาจนถึงปัจจุบัน

ประวัติความเป็นมาของชุมชนตลาดแก้ว เป็นที่รู้จักคุ้นเคยของชาวไทยในจังหวัดนนทบุรี และยังเป็นที่รู้จักดียิ่งสำหรับชาวไทยมุสลิม เพราะชุมชนตลาดแก้ว เป็นหมู่บ้านที่ได้ถูกจารึกความเป็นมาและมีความสัมพันธ์ต่อเนื่องกับเรื่องประวัติศาสตร์ชาติไทยก่อนสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ เพราะตลาดแก้ว ถูกกล่าวขานนามควบคู่กับ ตลาดขวัญ อันเป็นหมู่บ้านชุมชนที่มีบทบาททางประวัติศาสตร์เพราะ “ตลาดขวัญ” เป็นที่ตั้งจังหวัดนนทบุรี ครั้งแรก

ชุมชนหมู่บ้านตลาดแก้ว ส่วนใหญ่ของอาคารบ้านเรือนยังอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา นับแต่ริมคลองวัดพลับพลา ไปถึงปากคลองบางเขน(เก่า)วัดปากน้ำ ถัดมาจนถึงถนนพิบูลสงครามนับเป็นชุมนุมเมืองหนาแน่น ทั้งศาสนสถาน วัด โบสถ์ วิหารของวัดพลับพลา และวัดปากน้ำ แม้ทุกคนจะมีศาสนาแตกต่างกันตามความเชื่อถือ ต่างอยู่รวมกันด้วยความเข้าใจด้วยความช่วยเหลือเกื้อกูลต่อกันฉันท์พี่น้องนับแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ในชุมชนนี้มีศึกษาทั้งภาครัฐและเอกชน เยาชนในชุมชนเกือบร้อยเปอร์เซนต์ต่างเข้ารับการศึกษาทั้งภาครัฐและเอกชน เยาชนในชุมชนเกือบร้อยเปอร์เซนต์ต่างเข้ารับการศึกษานับจากระดับอนุบาลจนถึงมัธยมศึกษาจากสถานศึกษาในชุมชนและใกล้เคียง อาทิ ดรงเรียนกลาโหมอุทิศ โรงเรียนวัดปากน้ำ(พิบูลสงคราม) โรงเรียนวัดเขมาภิรตาราม โรงเรียนสตรีนนทบุรี โรงเรียนเขมะพิทยา โรงเรียนพลับพลาศิริ

โดยที่ชุมชนตลาดแก้วส่วนใหญ่นับถือศาสนาอิสลาม มีมัสยิดรี่ยาดิ๊สสุนัน(ตลาดแก้ว) เป็นจุดศุนย์รวมแห่งการปฎิบัติศาสนกิจทุกวัน วันละ 5 เวลา ทุกวันศุกรืในรอบสัปดาห์มีทั้งการเทศนาสั่งสอนศาสนิกชนให้เป็นสาธุชน พร้อมการปฏิบัติ และมัสยิดนั้นเป็นทั้งสถานที่ปฎิบัติศาสนกิจ และเป็นสถานที่ให้ความรู้ทางโลกทางธรรม และเป็นที่ชุมนุมของชุมชนอันจะยังประโยชน์แก่ประเทศชาติ

มัสยิดรี่ยาดิ๊สสุนันปัจจุบัน เป็นอาคารคอนกรีตเสริมเหล็ก 2 ชั้นครึ่ง ตั้งอยุ่บนที่ดิน 1 ไร่ 3 งาน 90 ตารางวา อาคารสองชั้น และชั้นลอย ใช้เป็นศาสนสถาน จุคนได้ไม่ต่ำกว่า 1,000 คน อาคารชั้นล่าง ใช้เป็นห้องเอนกประสงค์ทั้งด้านศาสนาและสังคม อาทิ เป็นห้องประชุม ห้องจัดเลี้ยง ห้องอบรมสัมมนา ห้องบรรยายศาสนธรรม จุคนได้ 600 คน ปัจจุบันห้องเอนกประสงค์ใช้ประโยชน์ประจำในชุมชนประกอบด้วย 1.แพทย์ประจำหมู่บ้าน 2.ศูนย์สงเคราะห์อำเภอประจำหมู่บ้าน 3.ที่ทำการคณะกรรมการกองทุนหมู่บ้านวัดปากน้ำ และกองทุนบุรีรังสฤษดิ์ 4.สำนักงานเยาวชนมุสลิม 5. สำนักงานคณะกรรมการประจำมัสยิดฯ ประกอบด้วยอีหม่าม (ผู้นำประจำมัสยิด) คอเต็บ ผู้เทศนา บิหลั่น ผู้ประกาศบอกเวลาปฎิบัติตามศาสนกิจ และกรรมการมัสยิดอีก 12 ท่าน 6.ที่ทำการคณะกรรมการชุมชน หมู่ 9 วัดปากน้ำ

มัสยิดรี่ยาดิ๊สสุนัน มีสุมานฝังศพ 3 แห่ง โรงเรียนสอนศาสนาบังคับแก่เยาวชนมุสลิมทั้งหญิงและชาย เรียนฟรี สอนฟรี และมีศูนย์พัฒนาเด็กเล็กตลาดแก้ว ทั้งหมดอยู่ในการดูแลบริหารของคณะกรรมการมัสยิด โดยมีศรัทธาชนในชุมชนเป็นผู้อุปถัมภ์กิจกรรมต่าง ๆ ที่นำไปสู่การทุนบำรุงศึกษา และการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง

#ข้อมูลจาก

https://www.m-culture.in.th/album/144365/มัสยิดรี่ยาดิ๊สสุนัน

#SUMUD4UGAZA@BANGKOK

#เพราะเราคือประชาขาติเดียวกัน

#ต่างเสียง_บนสายน้ำเดียวกัน

#เพราะเราคือเรือนร่างเดียวกัน

ม.ฟาฏอนีจัดพิธีประสาทปริญญาบัตร ครั้งที่ 21

ปัตตานี

[16  สิงหาคม 2569] — มหาวิทยาลัยฟาฏอนี จัดพิธีประสาทปริญญาบัตรแก่ผู้สำเร็จการศึกษา ประจำปีการศึกษา 2568 เป็นครั้งที่ 21 ณ หอประชุมวันมูหะมัดนอร์ มะทา มหาวิทยาลัยฟาฏอนี ตำบลเขาตูม อำเภอยะรัง จังหวัดปัตตานี เพื่อร่วมแสดงความยินดีในความสำเร็จทางการศึกษาของบัณฑิตที่สำเร็จการศึกษาจากคณะต่าง ๆ โดยมี ฯพณฯ วันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี ในฐานะนายกสภามหาวิทยาลัยฟาฏอนี เป็นประธานในพิธี

พิธีในครั้งนี้จัดขึ้น เพื่อเป็นการเชิดชูเกียรติและแสดงความยินดีแก่บัณฑิต มหาบัณฑิต และดุษฎีบัณฑิตที่สำเร็จการศึกษาจากคณะต่าง ๆ ของมหาวิทยาลัย ซึ่งถือเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนสังคมในอนาคต โดยมีหน่วยงานภาครัฐและภาคส่วนต่าง ๆ ร่วมแสดงความยินดีกับบัณฑิตอย่างอบอุ่น

“มหาวิทยาลัยฟาฏอนี ยังคงเดินหน้าพัฒนาอย่างไม่หยุดยั้งเพื่อรักษาตำแหน่งการเป็นสถาบันการศึกษาชั้นนำ โดยมุ่งเน้นการผลิตบัณฑิตที่เป็น “แสงสว่างแห่งการชี้นำ” และเป็นศูนย์กลางแห่งความรู้ที่ถูกต้อง การจัดพิธีประสาทปริญญาบัตรครั้งนี้ไม่เพียงแต่เป็นการเฉลิมฉลองความสำเร็จของปัจเจกบุคคล แต่เป็นการยืนยันถึงความสำเร็จของพันธกิจในการสร้างสังคมแห่งความรู้และจริยธรรมสืบไป” — [รศ.ดร.อิสมาอีลลุตฟี จะปะกียา อธิการบดีมหาวิทยาลัยฟาฏอนี]

มหาวิทยาลัยฟาฏอนีมุ่งเน้นการผลิตบัณฑิตที่มีความรู้ความสามารถทางวิชาการควบคู่กับคุณธรรมจริยธรรมตามแนวทางอิสลาม เพื่อเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาสังคมทั้งในระดับท้องถิ่นและประเทศ โดยในปีการศึกษานี้มีผู้สำเร็จการศึกษาในระดับปริญญาตรี ป.บัณฑิต ปริญญาโท และปริญญาเอก จากหลากหลายคณะวิชา รวมจำนวนทั้งสิ้น รวมทั้งสิ้น 599 คน โดยปัจจุบันมหาวิทยาลัยฯมีคณะทั้งหมด 4 คณะ 32 สาขาวิชา และ 1 สถาบันภาษานานาชาติ

พิธีประสาทปริญญาบัตรถือเป็นหนึ่งในกิจกรรมสำคัญประจำปีของมหาวิทยาลัย ซึ่งไม่เพียงเป็นการเฉลิมฉลองความสำเร็จของบัณฑิตเท่านั้น แต่ยังสะท้อนถึงพันธกิจของมหาวิทยาลัยฟาฏอนีในการเป็นศูนย์กลางการศึกษาที่ผสมผสานองค์ความรู้ทางวิชาการเข้ากับคุณค่าทางศาสนาและจริยธรรม เพื่อสร้างบัณฑิตที่มีคุณภาพออกไปรับใช้สังคมต่อไป

หลักชีวิต 3 ประการสำหรับบัณฑิต

ก่อนที่บัณฑิตจะก้าวออกจากรั้วมหาวิทยาลัย นายกสภามหาวิทยาลัยได้มอบหลักการดำเนินชีวิตที่สำคัญ 3 ข้อ เพื่อเป็นเข็มทิศในการประกอบอาชีพและดำเนินชีวิต:

  1. การเรียนรู้ตลอดชีวิต

    การได้รับปริญญาไม่ใช่จุดสิ้นสุดของการศึกษา แต่เป็นเพียงก้าวหนึ่ง บัณฑิตต้องแสวงหาความรู้ต่อไปตราบเท่าที่ยังมีลมหายใจ เพราะความรู้ในโลกนี้กว้างขวางเกินกว่าจะเรียนรู้จบสิ้น

    2.คุณธรรมและจริยธรรม

    ความสำเร็จในการทำงานไม่ได้ขึ้นอยู่กับความรู้เพียงอย่างเดียว แต่ต้องมีคุณธรรม จริยธรรม และความซื่อสัตย์ โดยเฉพาะการยึดมั่นในหลักการของอัลกุรอานและซุนนะห์ของท่านนบีมุฮัมมัด (ซ.ล.)

    3. การอุทิศตนเพื่อส่วนรวม

    การทำหน้าที่อย่างเหมาะสมและยิ่งใหญ่ที่สุดคือการไม่ทำเพื่อตนเองหรือพวกพ้อง แต่ต้องทำประโยชน์ให้แก่ผู้อื่น สังคม และประเทศชาติ ซึ่งจะได้รับการตอบแทนความดีงามจากพระผู้เป็นเจ้าทั้งในโลกนี้และโลกหน้า [ฯพณฯ วันมูหะมัดนอร์ มะทา นายกสภามหาวิทยาลัยฟาฏอนี ]


    ทีมข่าว theustaz.com

    สงครามล้างเผ่าพันธุ์ที่กาซ่าจะยุติเมื่อไหร่

    ประกาศหยุดยิงในฉนวนกาซ่าเมื่อเดือนตุลาคมปีที่แล้ว  ถือเป็นก้าวสำคัญที่ประชาชนชาวปาเลสไตน์รอคอยมาน พวกเขาหวังว่าการประกาศครั้งนี้จะเป็นจุดจบของการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ที่ถูกก่อขึ้นโดยระบอบไซออนิสต์ผู้ยึดครอง ต่อประชาชนในกาซ่า

    ความขัดแย้งนี้คร่าชีวิตผู้บริสุทธิ์มากกว่า 100 ชีวิตต่อวัน ทั้งเด็ก ผู้หญิงและพลเรือน ไม่นับรวมการทิ้งระเบิดอย่างบ้าคลั่งที่ทำลายทุกด้านของชีวิตในฉนวนกาซ่าที่ถูกอิสราเอลปิดล้อม ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ย่ำแย่อยู่แล้วก่อนการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์นี้จะเริ่มขึ้น

    สงครามฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ทำให้การปิดล้อมเลวร้ายลงไปอีก และนำไปสู่การละเมิดกฎหมายและอาชญากรรมต่อมนุษยชาติ เช่น  ตัดน้ำของประชาชน ปิดกั้นการรักษาพยาบาลและอาหาร ใช้ความอดอยากเป็นอาวุธที่ชั่วร้าย บุกโรงพยาบาลและสังหารผู้ป่วย จับกุมเด็กและผู้หญิงโดยพลการ และมีการข่มขืนในเรือนจำ 

    นี่เป็นเพียงส่วนหนึ่งของรายการการละเมิดอย่างร้ายแรงและอาชญากรรมสงคราม

    การหยุดยิงควรจะเป็นพื้นที่ที่เหยื่อของการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ในกาซ่ารอคอย เพื่อฟื้นฟูชีวิตปกติบางส่วน พักจากการถูกสังหารแบบสุ่มทุกวัน รักษาผู้บาดเจ็บ ดูแลเด็กกำพร้า ฟื้นฟูการศึกษาให้ลูกหลาน ซ่อมแซมเต็นท์ และกลับไปยังซากบ้านและที่ดินที่ถูกอิสราเอลทำลาย

    แผนสันติภาพ

    ความหวังนี้ตั้งอยู่บน “แผนสันติภาพสำหรับกาซ่า” ที่เรียกว่า “แผนครอบคลุมของประธานาธิบดีโดนัลด์ เจ. ทรัมป์ เพื่อยุติสงครามในกาซ่า” 

    ในแผนระบุว่า: “หากทั้งสองฝ่ายตกลงตามข้อเสนอนี้ สงครามจะยุติทันที”

    การหยุดยิงยังไม่ได้นำมาซึ่งสันติภาพที่แท้จริงสำหรับกาซ่า เพราะการสังหาร การปิดล้อม และความทุกข์ของชาวปาเลสไตน์ยังคงดำเนินต่อไป

    สัญญาที่กลายเป็นแค่ลมปาก

    ประเด็นสำคัญหนึ่งในแผนคือการส่งคืนตัวประกันชาวอิสราเอล และข้อความที่ว่า 

    “ทันทีที่ข้อตกลงนี้ได้รับการเห็นชอบ ความช่วยเหลือครั้งใหญ่จะถูกส่งไปยังฉนวนกาซ่าทันที” 

    “อย่างน้อย ปริมาณความช่วยเหลือต้องเทียบเท่ากับที่ระบุในข้อตกลงวันที่ 19 มกราคม 2025 เกี่ยวกับความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม รวมถึงการฟื้นฟูโครงสร้างพื้นฐาน เช่น น้ำ ไฟฟ้า สุขาภิบาล โรงพยาบาล และร้านขนมปัง รวมถึงอุปกรณ์ที่จำเป็นในการเคลียร์ซากปรักหักพังและเปิดถนน”

    แต่สิ่งที่เกิดขึ้นจริงกลับตรงข้ามกับแผนที่ได้รับการยกย่องและได้รับการสนับสนุนจากประชาคมระหว่างประเทศส่วนใหญ่ 

    ทันทีที่อิสราเอลได้ตัวประกันทั้งหมดคืน พวกเขากลับมาเริ่มการสังหารหมู่และการฆ่าชาวปาเลสไตน์ในฉนวนกาซ่าอีกครั้ง และมีอัตราเพิ่มขึ้นทุกวัน 

    พวกเขายังไม่ปฏิบัติตามคำมั่นที่จะส่งความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมและรถบรรทุกสินค้าตามจำนวนที่ตกลงกัน โดยปริมาณที่เข้ามาจริงไม่ถึงหนึ่งในสาม

    แม้ว่าอิสราเอลจะอนุญาตให้เชื้อเพลิงเข้ามาเล็กน้อยเพื่อใช้กับเครื่องปั่นไฟในโรงพยาบาลและร้านขนมปังบางแห่ง แต่พวกเขายังคงห้ามสินค้าพื้นฐานหลายพันรายการที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตของประชาชนไม่ให้เข้ากาซ่า ซึ่งทำให้สถานการณ์ด้านมนุษยธรรมเลวร้ายลงไปอีก

    เพื่อให้เห็นภาพชัดขึ้น สินค้าที่ถูกห้ามนำเข้ากาซ่าได้แก่ ตะปู สกรู ไขควง แบตเตอรี่ ไฟแช็ก ไม้ ฟืนสำหรับหุงต้ม ซีเมนต์ คอมพิวเตอร์ โทรศัพท์มือถือ นาฬิกา แผงโซล่าเซลล์ น้ำมันเครื่องรถยนต์ และอื่นๆ

    นอกจากนี้ยังมีการขยายและรุกล้ำพื้นที่ที่เรียกว่า “เส้นสีเหลือง” ทุกวัน 

    “เส้นสีเหลือง” คือเส้นสมมติที่หมายถึงเขตแดนที่ทหารอิสราเอลควรจะถอนกำลังออกไปตามข้อตกลงหยุดยิงที่ลงนามในเดือนตุลาคม 2025 

    แต่ในความเป็นจริง พวกเขากลับทำตรงข้าม ทหารไซออนิสต์ยิงทุกคนที่พยายามเข้าใกล้บ้านหรือไร่นาของพวกเขาที่อยู่หลังเส้นนี้ 

    พื้นที่นี้ครอบคลุม 52% ของพื้นที่กาซ่าในวันที่ประกาศหยุดยิง แต่ตอนนี้ขยายไปถึงประมาณ 70% ของพื้นที่ทั้งหมดของฉนวนกาซ่าแล้ว

    แม้ข้อตกลงจะระบุให้มีการถอนกำลังของฝ่ายยึดครองแบบเป็นขั้นเป็นตอน แต่สิ่งที่เกิดขึ้นจริงคือตรงกันข้าม 

    กล่าวอีกนัยหนึ่ง ฝ่ายยึดครองกำลังกักขังมนุษย์ 2.3 ล้านคนไว้ในพื้นที่ที่มีนาดน้อยกว่า 30% ของฉนวนกาซ่า (ประมาณ 100 ตารางกิโลเมตร) 

    ส่วนใหญ่พวกเขาอาศัยอยู่ในเต็นท์ผ้าใบเก่าๆ ที่ร้อนเหมือนเตาอบในฤดูร้อน และเน่าเปื่อยเหมือนผ้าขี้ริ้วในฤดูหนาว เพราะไม่สามารถกันความหนาวหรือฝนได้

    กลับมาที่เรื่องการสังหารรายวัน ตัวเลขชัดเจนว่า ณ วันที่เขียนบทความนี้ มี “ชูฮาดา” หรือผู้เสียชีวิตประมาณ 1,200 คนที่ถูกอิสราเอลสังหารนับตั้งแต่เริ่มหยุดยิง 

    ไม่นับรวมผู้บาดเจ็บอีกหลายพันคน ทำให้ยอดผู้บาดเจ็บสะสมตั้งแต่เริ่มการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์เกิน 130,000 คน

    ลองนึกภาพโศกนาฏกรรมเมื่อเครื่องบินรบหรือโดรนของผู้ยึดครองทิ้งระเบิดใส่ครอบครัวที่กำลังรวมตัวกันใต้เต็นท์ผ้าและพลาสติกเก่าๆ 

    หรือการยิงจรวดใส่ขบวนแห่ศพ หรือผู้ชายคนหนึ่งที่กำลังเดินกลับเต็นท์พร้อมขนมปังให้ลูกๆ

    การปิดล้อม การทำลาย และการสังหารที่ยังคงดำเนินอยู่ เป็นการยืนยันข้อเท็จจริงที่หายไปหรือถูกทำให้หายไปจากสื่อและข่าวระหว่างประเทศ นั่นคือ การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์นี้ยังไม่หยุด แต่ยังคงดำเนินต่อไปด้วยความโหดร้ายเช่นเดิม

    กาซายังคงหลั่งเลือด ในขณะที่ประชาคมระหว่างประเทศ รวมถึงคณะมนตรีความมั่นคงและผู้ไกล่เกลี่ย ล้มเหลวที่จะนำสันติภาพมาให้แม้เพียงไม่กี่วันแก่ประชาชนที่ยังคงประสบภัยพิบัติ 

    ผู้ยึดครองไซออนิสต์ยังคงเดินหน้าตามแผนของพวกเขาเพื่อกำจัดชาวปาเลสไตน์ผ่านการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์และการกวาดล้างชาติพันธุ์

    ข้อเรียกร้องในตอนนี้มีความเร่งด่วนและสำคัญอย่างยิ่ง โลกต้องลุกขึ้นมารวมกันเพื่อฟื้นฟูคุณค่าความเป็นมนุษย์ ปกป้องชีวิตของเด็กเล็กๆ ที่ต้องตายทุกวัน และหยุดการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ที่ยังคงดำเนินอยู่ เพื่อที่ความเงียบของโลกจะไม่ถูกมองว่าเป็นการสมรู้ร่วมคิดและมีส่วนร่วมในอาชญากรรมนี้

    ดร. ชารีฟ อาบู ชัมมาลา  ประธานมูลนิธิอัลกุดส์ มาเลเซีย

    CR: https://www.utusan.com.my/premium/2026/07/sejauh-mana-kebenaran-perang-genosid-di-gaza-berhenti/


    ทีมข่าวต่างประเทศ

    อธิการบดี ม.ฟาฏอนี ร่วมประชุมอธิการบดีมหาวิทยาลัยอิสลามโลก ณ ตุรกี

    ทั้งนี้ มหาวิทยาลัยฟาฏอนีเป็นมหาวิทยาลัยอิสลามแห่งเดียวจากประเทศไทยที่ได้รับเชิญเข้าร่วมการประชุมในครั้งนี้ สะท้อนถึงการยอมรับในบทบาทและศักยภาพของมหาวิทยาลัยในฐานะสถาบันอุดมศึกษาอิสลามที่มีบทบาทโดดเด่นในระดับนานาชาติ และมีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนความร่วมมือด้านการอุดมศึกษาของโลกมุสลิม

    การประชุมครั้งนี้นับเป็นเวทีความร่วมมือระดับนานาชาติครั้งสำคัญที่รวบรวมอธิการบดีและผู้บริหารระดับสูงของมหาวิทยาลัยอิสลามจาก 41 ประเทศ 73 มหาวิทยาลัย ครอบคลุม 4 ทวีป เพื่อร่วมกันกำหนดทิศทางการพัฒนาการอุดมศึกษาอิสลามในระดับโลก ภายใต้แนวคิด “Towards an Effective Global Islamic University Space” หรือ “สู่พื้นที่ความร่วมมือของมหาวิทยาลัยอิสลามระดับโลกที่มีประสิทธิภาพ”

    สาระสำคัญของการประชุมมุ่งเน้นการสร้างวิสัยทัศน์ร่วมของมหาวิทยาลัยอิสลาม การพัฒนาความร่วมมือทางวิชาการ การกำหนดวาระการวิจัยร่วม การแลกเปลี่ยนคณาจารย์ นักวิจัย และนักศึกษา ตลอดจนการพัฒนากลไกความร่วมมือที่ยั่งยืนผ่านเครือข่ายและแพลตฟอร์มดิจิทัล เพื่อยกระดับบทบาทของมหาวิทยาลัยอิสลามในการรับมือกับความท้าทายของโลกยุคใหม่

    นอกจากนี้ การเข้าร่วมเวทีระดับโลกครั้งนี้ยังเป็นโอกาสสำคัญในการนำเสนอศักยภาพของระบบการศึกษาไทย โดยเฉพาะการศึกษาที่ผสานองค์ความรู้สมัยใหม่กับอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมและศาสนา ซึ่งเป็นจุดแข็งของประเทศไทยในการสร้างความเข้าใจข้ามวัฒนธรรมและการอยู่ร่วมกันอย่างสันติในสังคมพหุวัฒนธรรม การมีส่วนร่วมของมหาวิทยาลัยฟาฏอนีจึงไม่เพียงสะท้อนบทบาทของสถาบันเท่านั้น แต่ยังเป็นการยกระดับภาพลักษณ์ของการศึกษาไทยในเวทีนานาชาติ

    การเข้าร่วมประชุมของรองศาสตราจารย์ ดร.อิสมาอีลลุตฟี จะปะกียา ในฐานะผู้แทนประเทศไทย สะท้อนถึงบทบาทและการยอมรับของมหาวิทยาลัยฟาฏอนีในเวทีการอุดมศึกษานานาชาติ และเป็นโอกาสสำคัญในการขยายเครือข่ายความร่วมมือด้านการศึกษา การวิจัย และการพัฒนาวิชาการกับมหาวิทยาลัยอิสลามชั้นนำจากทั่วโลก อันจะนำไปสู่การยกระดับคุณภาพการศึกษาของมหาวิทยาลัยและการสร้างประโยชน์ต่อสังคมไทยและประชาคมมุสลิมในระดับสากลต่อไป อินชาอัลลอฮฺ


    Credit :

    ข่าว : กองประชาสัมพันธ์ สสน. มฟน.

    ภาพ : ผู้ติดตามอธิการบดี

    4UGAZA 15th (2/2026)

    มูลนิธิเรือนร่างเดียวกัน ส่งมอบเงินบริจาค 7 แสนบาท ร่วมโครงการ #QURBAN4UGAZA1447 H.

    ณ เมือง Arau รัฐเปอร์ลิส ประเทศมาเลเซีย

    เมื่อวันที่ 20 มิถุนายน 2569 ผศ.มัสลัน มาหะมะ ประธานมูลนิธิเรือนร่างเดียวกัน พร้อมด้วยคณะกรรมการมูลนิธิฯ เดินทางไปยังเมือง Arau รัฐเปอร์ลิส (Perlis) ประเทศมาเลเซีย เพื่อส่งมอบเงินบริจาคในโครงการ #Qurban4UGAZA1447 ซึ่งมีเป้าหมายช่วยเหลือประชาชนชาวกาซ่า ปาเลสไตน์ ที่กำลังเผชิญกับความยากลำบากจากสถานการณ์ความขัดแย้งในพื้นที่

    โครงการดังกล่าว สามารถระดมเงินบริจาครวมทั้งสิ้น 700,000 บาท โดยมูลนิธิฯ ได้แบ่งมอบให้แก่ 2 องค์กรด้านมนุษยธรรม องค์กรละ 350,000 บาท ได้แก่

    1. Al-Quds Foundation โดยมี Dr. Sharif Abu Shammalah ประธานมูลนิธิฯ เป็นผู้รับมอบ

    2. Peace for Humanity โดยมี Mr. Bilal A.K. Alhamadin ผู้อำนวยการสำนักงานฯ ให้เกียรติเป็นผู้รับมอบ

    ทั้งสององค์กรจะนำเงินบริจาคดังกล่าวไปดำเนินการเชือดวัวกุรบานจำนวน 30 ตัว เพื่อแจกจ่ายเนื้อกุรบานให้แก่ประชาชนชาวกาซ่าที่ได้รับผลกระทบ ตามเจตนารมณ์ของผู้บริจาคในโครงการ Qurban4UGAZA1447

    การส่งมอบเงินบริจาคในครั้งนี้ถือเป็นอีกหนึ่งภารกิจของมูลนิธิเรือนร่างเดียวกันในการให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมแก่ประชาชนในพื้นที่ความขัดแย้ง ผ่านความร่วมมือกับองค์กรระหว่างประเทศ เพื่อให้ความช่วยเหลือเข้าถึงผู้ที่ต้องการอย่างทันท่วงที อินชาอัลลอฮ์

    ——————–

    พี่น้องสามารถโอนความช่วยเหลือได้อย่างต่อเนื่องได้ที่

    ธนาคารอิสลาม

    เลขบัญชี : 054-1-30697-9

    ชื่อบัญชี : กองทุนกาซ่าเพื่อกุรบานและปัจจัยยังชีพ

    جزاكم الله خيرا

    #อัลกุดส์คือความรับผิดชอบของทุกคน

    #ช่วงเหลือด้านมนุษยธรรมคือภารหลักของมุสลิม

    #อย่าทอดทิ้งพี่น้องที่กำลังเดือดร้อน

    #เราจะช่วยเหลือชายกาซ่าอย่างต่อเนื่อง

    อธิการบดี ม.ฟาฏอนี รับเสด็จมกุฎราชกุมารรัฐเปอร์ลิส-พระชายา พร้อมร่วมเป็นองค์ปาฐกงาน Perkampungan Sunnah 11/2026

    วันศุกร์ที่ 24 เมษายน 2569

    ต่วนกูไซยิดฟาอิสซุดดิน ไซยิดจามาลุลไลล์ มกุฎราชกุมารแห่งรัฐเปอร์ลิส ประเทศมาเลเซีย พร้อมด้วยพระชายา เสด็จฯ เป็นองค์ประธานเปิดงาน Program Perkampungan Sunnah  Siri 11/2026 ณ มัสยิดอัลอาลาวี กางาร์ รัฐเปอร์ลิส ประเทศมาเลเซีย ที่จัดขึ้นระหว่างวันที่   24-26 เมษายน 2569 โดยมี Datuk Dr.  Mohd Asri Zainul Abidin มุฟตีรัฐเปอร์ลิสในฐานะประธานจัดงาน หัวหน้าส่วนราชการ แขกผู้มีเกียรติและประขาชนมาร่วมเฝ้ารับเสด็จมกุฎราชกุมารแห่งรัฐเปอร์ลิส ประเทศมาเลเซียและพระชายาอย่างล้นหลาม

    ในโอกาสนี้ รศ. ดร.อิสมาอีลลุตฟี จะปะกียา อธิการบดีมหาวิทยาลัยฟาฏอนีได้รับเกียรติอย่างสูงจากสำนักมุฟตีแห่งรัฐเปอร์ลิส เชิญเป็นแขกพิเศษร่วมเฝ้ารับเสด็จมกุฏราชกุมารแห่งรัฐเปอร์ลิส ประเทศมาเลเซียและพระชายา  รวมทั้งได้รับเชิญจาก Program Perkampungan Sunnah  Siri 11/2026 เป็นองค์ปาฐกในงานอีกด้วย

    ในนามชาวมหาวิทยาลัยฟาฏอนี คณะผู้บริหาร คณาจารย์ นักศึกษา ศิษย์เก่าและผู้ปกครองขอน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้น ขออัลลอฮ์ ผู้ทรงกรุณา โปรดประทานเตาฟิกและทรงชี้นำตวนกูไซยิดฟาอิสซุดดิน ไซยิดจามาลุลไลล์ มกุฎราชกุมารแห่งรัฐเปอร์ลิส ประเทศมาเลเซียและพระชายา  อันนำมาซึ่งความผาสุขและสงบสันติทั้งในดุนยาและอาคิเราะฮ์สืบไป


    Cr: https://www.facebook.com/muhammad.mazlan.98/posts/pfbid0k2BiHjWD4WVjzAtVAiXdZ9uFLYeiYS4tBBdMBhxnXFfhBGgwXbX4MsaeFffbfeVl

    ส่งมอบความช่วยเหลือแก่ชาวกาซ่ารอบสองในเดือนรอมฎอน 1447

    18 มีนาคม 2569

    ผศ. มัสลัน มาหะมะ ประธานมูลนิธิเรือนร่างเดียวกันแจ้งว่า หลังจากมูลนิธิ ฯ ได้ดำเนินโครงการมอบอาหารละศีลอดแก่ชาวกาซ่าในเดือนรอมฎอน 1447 จำนวน 2,222,222 บาท เมื่อวันที่ 8 มีนาคม 2569 ปรากฏว่า มีพี่น้องให้ความสนใจบริจาคอย่างต่อเนื่อง ทางมูลนิธิฯ จึงได้มีมติส่งมอบความช่วยเหลือรอบสองในเดือนรอมฎอนนี้เป็นเงินจำนวน 320,000 บาท ( ประมาณ 10,000 ดอลล่าร์) เพื่อจัดซื้อเสื้อผ้าและมอบของขวัญให้กับหนูน้อยขาวกาซ่าจำนวน 500 คน ในจำนวนนี้มีเด็กกำพร้า 300 คน โดยมีมูลนิธิ AL-Quds Foundation เป็นฝ่ายรับผิดชอบดำเนินโครงการและประสานงานในพื้นที่

    “บรรดาการสรรเสริญ เป็นสิทธิ์ของอัลลอฮ์ ผลจากการจัดงาน 4UGAZA@TABA เมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา เราสามารถระดมเงินบริจาคจำนวน 2,542,222 บาท  ส่วนการบริจาคที่เกิดขึ้นหลังจากนี้ มูลนิธิ ฯ จะจัดสรรในโครงการต่อไป  إن شاء الله จึงใคร่ถือโอกาสนี้ขอบคุณทุกท่านที่มีส่วนร่วมในการทำความดีครั้งนี้ และขอเชิญชวนพี่น้องบริจาคเพื่อชาวกาซ่าอย่างต่อเนื่องผ่านบัญชีทางการของมูลนิธิ” ประธานมูลนิธิเรือนร่างเดียวกันกล่าวทิ้งท้าย

    ——————–

    โดยสามารถโอนความช่วยเหลือได้อย่างต่อเนื่องได้ที่

    ธนาคารอิสลาม

    เลขบัญชี : 054-1-30697-9

    ชื่อบัญชี : กองทุนกาซ่าเพื่อกุรบานและปัจจัยยังชีพ

    มูลนิธิเรือนร่างเดียวกันจัดงานต้อนรับรอมฎอน 1447 และ#4UGAZA@TABA

    เมื่อวันอาทิตย์ที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569 ที่ผ่านมา ณ ตลาดการค้าชายแดนเมืองตากใบ อำเภอตากใบ จังหวัดนราธิวาส “มูลนิธิเรือนร่างเดียวกัน” ได้จัดกิจกรรม “โครงการต้อนรับรอมฎอน 1447 และระดมทุนช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมแก่ชาวกาซ่า” โดยบรรยากาศภายในงานเต็มไปด้วยความอบอุ่นและพลังแห่งการแบ่งปัน มีนักเรียน ผู้ปกครอง ตลอดจนประชาชนทั่วไปในพื้นที่ให้ความสนใจเข้าร่วมงานอย่างเนืองแน่นกว่า 1,000 คน

    การจัดโครงการในครั้งนี้ ได้รับเกียรติจาก บาบอซาฟีอี เจ๊ะเลาะ ประธานคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดนราธิวาส เดินทางมาเป็นประธานในพิธี พร้อมกล่าวให้โอวาทและพบปะปะพี่น้องประชาชนที่มาร่วมงาน

    สำหรับวัตถุประสงค์หลักของโครงการ จัดขึ้นเพื่อรณรงค์ให้ประชาชนได้ตระหนักรู้ถึงความประเสริฐและเตรียมความพร้อมต้อนรับเดือนรอมฎอน ฮ.ศ. 1447 ที่กำลังจะมาถึง ควบคู่ไปกับการเปิดพื้นที่ระดมทุนเพื่อนำปัจจัยไปช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมและจัดเตรียมอาหารละศีลอด (อิฟฏอร) ส่งมอบให้แก่พี่น้องชาวกาซ่าที่กำลังประสบความเดือดร้อนและอยู่ในภาวะขาดแคลนอาหารอย่างหนัก

    นอกจากนี้ กิจกรรมดังกล่าวยังมุ่งหวังที่จะเป็นเวทีในการขัดเกลาจิตใจ ส่งเสริมการพัฒนาตนเองของผู้เข้าร่วมงาน ให้รู้จักการเสียสละ การแบ่งปัน และการหยิบยื่นความช่วยเหลือแก่เพื่อนมนุษย์ที่กำลังตกทุกข์ได้ยาก ตลอดจนเป็นการสร้างจิตสำนึกที่ดีในการอยู่ร่วมกันอย่างสันติ เอื้ออาทร และตอกย้ำอุดมการณ์ของมูลนิธิที่เปรียบประชาชาติมุสลิมดั่งเรือนร่างเดียวกัน เมื่อส่วนใดส่วนหนึ่งได้รับความเจ็บปวด ส่วนที่เหลือย่อมรับรู้และร่วมเยียวยา

    การรวมพลังของพี่น้องชาวตากใบและพื้นที่ใกล้เคียงในครั้งนี้ จึงไม่เพียงแต่เป็นการทำบุญต้อนรับเดือนอันประเสริฐ แต่ยังเป็นการส่งต่อแสงสว่างแห่งความหวังและกำลังใจอันยิ่งใหญ่จากประเทศไทย ข้ามพรมแดนไปยังพี่น้องชาวกาซ่าอีกด้วย

    สามารถดูรูปภาพบรรยากาศงานได้ตามลิงค์ข้างล่างนี้
    https://photos.google.com/share/AF1QipOYqYorIHtNwPC05FQPeU8182E4wf4OK8gU4rFA0sXJqD71vrLMJ1_E9Bi6mWUaAQ?key=TDQ3TlcyblNQSTRBQ2JSNXBaRWhVMVowSEVhM013

    https://photos.google.com/share/AF1QipP2Wr10AvjFAHlIF59qRM-ou_bYnX-n56Ra7A_SJ2OHWACfuVSXv5uvyqqzx3eAyw?key=OEJDN2Q5YnBlX3JJdDJ1YnZUd28yQmtOTkdQLUZ3


    ภารกิจส่งมอบความช่วยเหลือกาซ่า 14th (1/26)

    การส่งมอบเงินช่วยเหลือในครั้งนี้ ได้ถูกกระจายผ่าน 3 องค์กรพันธมิตรระดับนานาชาติ เพื่อให้ความช่วยเหลือเข้าถึงพื้นที่และเกิดประโยชน์สูงสุด ดังนี้:

    องค์กรที่ 1: มอบให้ International Education Scientific and Cultural Organization (iESCO) จำนวน 740,740 บาท เพื่อนำไปจัดสรรเป็นอาหารละศีลอดและของขวัญวันอีด โดยมีผู้แทนจาก iESCO เป็นผู้รับมอบ

    ใบเสร็จรับเงิน

    องค์กรที่ 2: มอบให้ Salam for Humanity จำนวน 740,740 บาท เพื่อนำไปจัดทำถุงยังชีพรอมฎอน โดยมี Mr. Bilal A.K. Alhamadin ผู้อำนวยการสำนักงานฯ ให้เกียรติเป็นผู้รับมอบ

    ใบเสร็จรับเงิน

    องค์กรที่ 3: มอบให้ Al-Quds Foundation-Malaysia จำนวน 740,740 บาท เพื่อสมทบทุนในการจัดเตรียมอาหารละศีลอด โดยมี Dr. Sharif Abu Shammalah ประธานมูลนิธิฯ เป็นผู้รับมอบ

    ใบเสร็จรับเงิน

    ผศ. มัสลัน มาหะมะ เปิดเผยว่า เงินบริจาคจำนวนกว่า 2.2 ล้านบาทในครั้งนี้ เกิดขึ้นจากพลังศรัทธาและการรวบรวมธารน้ำใจจากพี่น้องประชาชน ภายหลังจากการจัดงานอีเว้นท์เพื่อการกุศล “IFTAR#4UGAZA@TABA” ซึ่งจัดขึ้นเมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2569 ที่ผ่านมา ณ ตลาดการค้าชายแดนตากใบ

    มูลนิธิเรือนร่างเดียวกันขอขอบคุณต่อทุกภาคส่วนและผู้มีจิตศรัทธาทุกท่าน ที่ได้ร่วมกันเป็นส่วนหนึ่งในการหยิบยื่นความช่วยเหลือ ข้ามผ่านพรมแดนเพื่อส่งต่อความหวังและกำลังใจไปยังพี่น้องชาวกาซ่าในยามยากลำบากนี้

    ——————–

    โดยสามารถโอนความช่วยเหลือได้อย่างต่อเนื่องได้ที่

    ธนาคารอิสลาม

    เลขบัญชี : 054-1-30697-9

    ชื่อบัญชี : กองทุนกาซ่าเพื่อกุรบานและปัจจัยยังชีพ

    ประธานมูลนิธิเรือนร่างเดียวกัน ร่วมแสดงความยินดี “นายกอบต.เขาตูม คนใหม่”

    เมื่อเวลา 08.40 น. ณ องค์การบริหารส่วนตำบลเขาตูม ผศ.มัสลัน มาหะมะ ประธานมูลนิธิเรือนร่างเดียวกัน พร้อมด้วยคณะทำงาน ได้เดินทางเข้าพบปะเยี่ยมเยียนและร่วมแสดงความยินดีกับ นายไซพูดิง กาโน เนื่องในโอกาสเข้ารับตำแหน่งนายกองค์การบริหารส่วนตำบลเขาตูม (อบต.เขาตูม) ท่านใหม่

    ในการพบปะครั้งนี้ นายไซพูดิง กาโน ได้แสดงวิสัยทัศน์และวางหลักการทำงานที่น่าสนใจ โดยเน้นย้ำถึงจิตสำนึกของการให้บริการประชาชนว่า

    “วิธีหนึ่งที่จะทำให้ผู้แทนและข้าราชการมีจิตสำนึกการบริการ คือการตระหนักว่า คนกินเงินเดือนทุกคนคือ ‘ลูกจ้างของประชาชน’ ประชาชนคือผู้หาเงินมาจ่ายค่าจ้าง และมอบหมายให้เราไปทำงานสาธารณะแทนเขา ไม่ใช่ไปใช้อำนาจเหนือเขา”

    นายก อบต.เขาตูม กล่าวเสริมว่า แนวคิดดังกล่าวสอดคล้องกับหลักการที่ท่านนบีมูฮัมหมัด (ซ.ล.) และบรรดาซอฮาบะห์ได้วางรากฐานไว้ เพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องว่า “ผู้นำคือผู้รับใช้ ไม่ใช่เจ้าของอำนาจ”


    โดยทีมข่าว theustaz.com