บทความ ประวัติศาสตร์

อีหร่าน : เพื่อนบ้านผู้ซื่อสัตย์หรือภัยคุกคามที่น่ากลัว [Ep.3]

บทความก่อนหน้านี้

2.ความหลงผิดเรื่อง “การเลือกข้างระหว่างสองฆาตกร”

#โครงการเศาะฟาวีย์กับไซออนิสต์

ดร. ชังกีฏีย์ได้กล่าวหาคนที่มีทัศนะแบบนี้ว่า เป็นอาการของ “อัมพาตทางปัญญา” เราขอกล่าวว่าไม่เลย มันคือ “สามัญสำนึกของการตื่นรู้” ต่างหาก เพราะโครงการไซออนิสต์ได้ปล้นสะดมแผ่นดินและหัวใจของประชาขาติอิสลาม ผนวกด้วยโครงการในมายาคติ “อิสราเอลที่ยิ่งใหญ่ ( The Greater Israel) ส่วนโครงการเศาะฟาวีย์ได้ยึดครองทั้งบ้านเมือง ทำลายหลักความเชื่อ และชีวิตจากภายใน ผนวกด้วยโครงการในมายาคติ “จันทร์เสี้ยวแห่งชีอะฮ์” (Shia Crescent ) ทั้งสองโครงการนี้มองภูมิภาคของโลกอิสลามว่าเป็น “พื้นที่ที่ยังมีชีวิตและพร้อมเคลื่อนไหวตลอดเวลา” จึงต้องเฝ้าระวังการเติบโตและยับยั้งการงอกเงยชนิดไม่พลาดสายตา และมองชาวอาหรับว่า หาใช่ใครอื่นนอกจากเป็นเครื่องมือหรืออุปสรรคกีดขวางเท่านั้น ส่วนการสนับสนุนกาซ่าของพวกเขาก็เป็นเพียงผัดชีโรยหน้าของโครงการเศาะฟาวีย์ ไม่ใช่เพราะเป็นแก่นแกนสำคัญประชาชาติอิสลาม

ดูเงื่อนไข 10 ข้อที่อีหร่านยื่นข้อเสนอเพื่อยุติสงคราม 50 วันล่าสุดดูซิ มีการพูดถึงกาซ่าและผลประโยชน์ของขาวปาเลสไตน์สักคำบ้างไหม หากถือไพ่ที่เหนือกว่าบนโต๊ะเจรจาต่อรอง ทำไมไม่วางผลประโยชน์ของชาวปาเลสไตน์เป็นที่ตั้งและสร้างเป็นเงื่อนไขอันดับต้น ๆ

3. ยุค “ผ้าโพกหัว” และการประชุมลับ (ตั้งแต่ 1979)

อิหร่านประกาศก้องโลกว่า สหรัฐฯ “เป็นศัตรูเบอร์ 1 หรือซาตานผู้ยิ่งใหญ่ ” แต่เมื่อดูเบื้องหลังโรงละครขนาดใหญ่ จะพบว่า หลังฉากจะดูย้อนแย้งกับการแสดงหน้าเวทีโลก เอกสารต่าง ๆ ได้รับการเปิดเผยความสัมพันธ์ลับระหว่างโคมัยนีกับรัฐบาลสหรัฐฯ (เคนเนดีและคาร์เตอร์) เพื่อให้หลักประกันว่าการปกครองอิสลามตามแบบฉบับอิหร่านจะไม่กระทบต่อผลประโยชน์ตะวันตก แถมจะเป็นกำแพงกั้นกระแสคอมมิวนิสต์ด้วยซ้ำ และคำขวัญ “อเมริกาจงพินาศ” ก็เป็นเพียงฉากบังหน้าสำหรับการปรับความเข้าใจใต้โต๊ะ ซึ่งปรากฏชัดในเหตุการณ์ที่ประวัติศาสตร์ต้องจดจำวันที่สหรัฐ ฯ ส่งมอบอิรักให้อิหร่านในปี 2003

4.การทรยศของ “กระแสศาสนา” ต่อวาระแห่งชาติของนายมุศ็อดดิก (1951-1953)

ตรงนี้เองที่เผย “ลัทธิประโยชน์นิยมที่ทรยศ” ของพวกมุลลาห์ ขณะที่มุฮัมมัด มุศ็อดดิกกำลังนำโครงการชาตินิยมที่แท้จริงด้วยการยึดบ่อน้ำมันคืนจากลัทธิล่าอาณานิคมอังกฤษ กระแสศาสนานำโดยอายะตุลลอฮ์ กาชานี กลับหักหลังเขา พวกมุลลาห์เลือกที่จะประสานกับหน่วยข่าวกรองสหรัฐฯ (CIA) และอังกฤษในการทำรัฐประหาร 1953 เพื่อโค่นมุศ็อดดิก เพราะกลัวแนวทางเซคิวลาร์ของเขาจะทำลายอิทธิพลดั้งเดิมของพวกเขา เหตุการณ์นี้พิสูจน์ว่ามุลลาห์พร้อมจับมือกับ “ซาตาน” ตะวันตก เพื่อต่อต้านวาระแห่งชาติใด ๆ “ไม่ว่าจะสุนหนี่หรือเซคิวลาร์” ที่มุ่งสร้างความเจริญที่แท้จริงให้รัฐ

และนี่คือเหตุผลทำไมอิหร่านยุคมุลลาห์สามารถทอดสะพานเชื่อมสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นกับพรรคบาธที่ซีเรียยุคฮาฟิศ อะซัด แต่กลับทำสงครามยาวนานกับพรรคบาธอิรักในยุคซัดดัม และในมุมกลับ เราสามารถเห็นธาตุแท้ของความปลิ้นปล้อนของพรรคบาธที่ศรัทธาต่อชาตินิยมอาหรับอย่างสุดขั้ว แต่เมื่อถึงเวลาอันเหมาะสม พวกเขาพร้อมเตะทิ้งอาหรับด้วยกันและหันไปกอดคอกับเปอร์เซียแทน เพื่อตอกย้ำว่า สโลแกนอันจอมปลอมไม่สำคัญเท่าผลประโยชน์อันยั่งยืน


cr: https://www.facebook.com/photo.php?fbid=10226274009036086&set=pb.1816673496.-2207520000&type=3