บทสรุปของละครสั้น 50 วัน : ทำไมชาวซุนนีถึงไม่เข้าข้าง “ศึกของฝ่ายที่ขัดแย้งกัน”

ในโลกของการเมืองและสงครามอันปลิ้นปล้อน บางคนเคลิ้มกับวาทกรรม “ศัตรูของศัตรูคือมิตรของเรา” แต่ในตาชั่งแห่งหลักความเชื่อและวิจารณญาณ เรื่องนี้ต่างออกไปโดยสิ้นเชิง นี่คือเรื่องราวจากมุมจริง ห่างไกลจากเสียงตะโกนของคำขวัญอันจอมปลอม

1 • ตาชั่งทองคำ : หลักการ “ให้ผู้อธรรมตีกันเอง”
ตั้งแต่อดีต บรรดาปราชญ์อิสลามผู้ทรงธรรมสรุปท่าทีไว้ด้วยคำพูดสั้น ๆ แต่หนักแน่นดุจภูเขา ดังนี้
👉 ชัยคุลอิสลาม อิบนุตัยมียะฮ์ – ขออัลลอฮ์เมตตาท่าน – กล่าวว่า: เมื่อพวกมะญูซีย์ พวกชีอะฮ์รอฟิเฎาะฮ์และพวกยิวรบกัน จงขอบคุณอัลลอฮ์ที่ทรงให้มุสลิมพ้นจากพิษภัยของพวกเขา และจงวิงวอนต่ออัลลอฮ์ว่าอย่าให้ฟิตนะฮ์ของท่านอยู่ในฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเลย (อัลฟะตาวา อัลกุบรอ : 13/4)
👉 และนักหะดีษ อิมามอัลบานีย์ – ขออัลลอฮ์เมตตาท่าน – กล่าวว่า: ชาวซุนนีจะไม่ยืนเคียงข้างรอฟิเฎาะฮ์เพื่อต่อต้านยิว และไม่ยืนเคียงข้างยิวเพื่อต่อต้านรอฟิเฎาะฮ์

2 • เปิด “สมุดบันทึกแห่งการทรยศ” : อิหร่านทำอะไรกับประเทศอิสลามสุนหนี่บ้าง อิหร่านคือภัยคุกคามต่อภูมิรัฐศาสตร์ของชาติอาหรับอย่างไรบ้าง
สำหรับผู้ที่สงสัย: ทำไมต้องเฝ้าระวัง “อิหร่าน” และบรรดาเครือข่าย ลองดูแผนที่แล้วถามตัวเอง
ที่อิรักและอัฟกานิสถาน อิหร่านคือ “กุญแจไข” ที่ผู้ยึดครองอเมริกันใช้กุญแจดอกนี้แง้มประตูเข้ามา แถมยังสนับสนุนกองกำลังต่างชาติเพื่อทำลายอัตลักษณ์ของประชาชนเหล่านี้ ปัจจุบัน อัฟกานิสถานได้หลุดรอดจากกรงเล็บอันชั่วร้ายนี้ เหลือแต่อิรักผู้น่าสงสารที่ตกเป็นจังหวัดหนึ่งของเตหะรานโดยสมบูรณ์ไปแล้ว
ที่ซีเรียและเลบานอน: อิหร่านกลายเป็น “ดาบ” ที่คร่าชีวิตผู้คนนับแสนนับล้าน และเปลี่ยนเบรุตที่งดงามให้เป็น “ตัวประกัน” ในมือกองกำลังติดอาวุธ (หิซบุลลาต) ที่รับใช้ผลประโยชน์ของตนเท่านั้น แต่ด้วยความประสงค์ของอัลลอฮ์ ซีเรียรอดพ้นจากแผนร้ายนี้ เหลือแต่เลบานอนที่อยู่ยังอยู่ในฝันร้ายอันยาวนานภายใต้อุ้งมือมารของฮิสบุลลาต ผลผลิตชั้นพรีเมี่ยมจากเตหะราน
ที่เยเมนและแอลจีเรีย เชื้อไฟปฏิวัติของวิลายุตุลฟะกีฮ์ได้สนับสนุนรัฐประหารและความพินาศย่อยยับ เปลี่ยนความฝันของคนหนุ่มสาวให้แตกสลายบนซากปรักหักพัง และพยายามแทรกแซงความมั่นคงของประเทศแอฟริกาเหนือตั้งแต่ยุค 90 เยเมนในปัจจุบันยังหวาดผวากับฝันร้ายของกลุ่มฮูซีย์ ผู้ภักดีและได้รับท่อน้ำเลี้ยงอย่างดีจากเตหะรานเช่นเดียวกัน
ในปาเลสไตน์ เตหะรานใช้ “อัลอักศอ” เป็นเพียงแค่คำขวัญ เพื่อซื้อใจผู้คน และประกาศความเป็นฮีโร่ให้โลกรับรู้ ขณะเดียวกันกลับพยายามสร้างความแตกแยกในกลุ่มชาวปาเลสไตน์ และปลูกฝังพิธีกรรมแปลกๆ ของตนในกาซา
กองกำลังปฏิวัติอิหร่านไม่เคยมองชาวปาเลสไตน์ที่อาศัยในกรุงแบกแดดอยู่ในสายตาเลย แถมยังขับไล่พวกเขานับแสนคน เข่นฆ่าพวกเขาอย่างโหดเหี้ยม จำนวน 50 กว่าราย และยังยึดหมู่บ้านปาเลสไตน์ในกรุงแบกแดดให้เป็นที่อยู่อาศัยของกองกำลังทมิฬที่มาจากอีหร่าน
เช่นเดียวกันกับชาวปาเลสไตน์ที่ลี้ภัยที่เลบานอนก็มีชะตากรรมไม่แพ้กัน พวกเขาต้องหลบ ๆ ซ่อน ๆ จากสายตาอันเคียดแค้นของฮิสบุลลาตอยู่เสมอ
กลุ่มชนเหล่านี้หรือ ที่ชาวซุนหนี่ไว้วางใจให้ปกป้องชาวปาเลสไตน์และทวงคืนมัสยิดอักศอ

3 • สิ่งที่อยู่ใต้ผ้าคลุมสีดำ : ความจริงที่น่าตกใจเกี่ยวกับ “หลักความเชื่อ”
บางคนอาจถาม “แต่พวกเขาก็ละหมาดถือศีลอดนี่!” ความจริงล้ำลึกกว่านั้นมาก เราไม่ได้ฟัตวาพวกเขาโดยเหมารวมว่า มีฐานะเป็นกาฟิร แต่เราขอยืนยันว่าทั้งผู้รู้ นักการเมืองและประชาชนทั่วไปของพวกเขา มีพฤติกรรมและความเชื่อบางอย่างซึ่งมีเหตุจูงใจบางอย่างที่นำไปสู่ความเป็นกาฟิร ตัวอย่างเช่น
– มัสยิดและกุโบร์: ในเตหะราน ไม่อนุญาตให้สร้างมัสยิดของชาวซุนนีแม้แต่หลังเดียว แต่กลับมีโบสถ์และศาสนสถานของยิวอยู่ทุกที่ พวกเขาทำให้กุโบร์กลายเป็น “ศาสนสถาน” ที่ถูกเคารพบูชาแทนอัลลอฮ์
– สิ่งศักดิ์สิทธิ์: อ้างว่ารักท่านนบี ﷺ แต่กลับใส่ร้ายเกียรติของบรรดาภริยาของท่าน (มารดาแห่งศรัทธาชน) และด่าทอบรรดาเศาะฮาบะฮ์ผู้ถ่ายทอดศาสนามาให้เรา มิหนำซ้ำยังสร้างสุสานใหญ่โตเพื่อนเป็นเกียรติประวัติให้แก่ “อบูลุอ์ลุอะฮ์ อัลมะญูซีย์” มือสังหารอุมัร บิน อัลค็อฏอบ ถึงแม้จะมีฟัตวาห้ามด่าเศาะฮาบะฮ์จากอดีตผู้นำสูงสุดที่เสียชีวิต แต่โลกอิสลามเชื่อว่าเป็นเพียงตะกียะฮ์คำโต ที่ตั้งใจหลอกชาวซุนหนี่ผู้ไร้เดียงสาเท่านั้น มันไม่ทางได้รับการปฏิบัติในโลกแห่งความเป็นจริง
– อัลกุรอานและซุนนะฮ์ เชื่อว่าอัลกุรอาน “ถูกบิดเบือน” ปฏิเสธซุนนะฮ์ของท่านนบี ﷺ และการละหมาดการอิบาดะฮ์ของพวกเขาแตกต่างอย่างสิ้นเชิงจากสิ่งที่ท่านนบี ﷺ นำมา
– ด้านจริยธรรม: บัญญัติให้โกหกได้ในนามตะกียะฮ์ กินทรัพย์สินของผู้คน (คุมุส) โดยอธรรม และเผยแพร่สิ่งลามกภายใต้ชื่อการแต่งงานชั่วคราว – มุตอะฮ์
สิ่งเหล่านี้ ถือเป็นมูลเหตุที่นำไปสู่การเป็นกาฟิร ( ตกศาสนา) ไม่ว่าจะมาจากใครก็ตาม

4 • สงครามปัจจุบัน เป็นการช่วยเหลือศาสนาหรือไม่
สงครามครั้งนี้คือ #บททดสอบวิจารณญาณ มันเปิดเผยให้เราเห็นสิ่งต่อไปนี้
– ความอ่อนหัดของความตระหนักรู้ หลายคนปล่อยตัวไปตามอารมณ์ กระแสการโฆษณาชวนเชื่อและลืมหลักการที่มั่นคง
– ความสำคัญของการตื่นรู้ หากไม่มีความรู้ศาสนาที่ถูกต้อง สมองของเราจะถูกชักจูงได้ง่าย และกลายเป็นกระบอกเสียงให้แก่ระบอบวิลายะตุลฟะกีฮ์โดยไม่รู้ตัว
– ความเป็นเด็กอมมือของประชาขาติอิสลามโดยเฉพาะประเทศอ่าวที่กลายเป็นลูกไก่ในกำมือ บีบก็ตาย คลายก็รอด แต่ยังสนุกสนานกับการเป็นผู้ชมบนอัฒจรรย์ของการต่อสู้ของเหล่าเสือสิงห์กระทิงแรด ที่พวกมันอาจประลองฝีมือและพละกำลังตามโอกาสต่าง ๆ พอเป็นพิธี แต่เหยื่อที่พวกมันหมายปอง จ้องตาเป็นมัน หาใช่ใครอื่น นอกจากผู้ชมบนอัฒจรรย์นั่นเอง

#การกลั่นกรอง
นี่คือช่วงเวลาที่อัลลอฮ์จะแยกแยะคนจริงใจออกจากคนโกหก ผู้ที่ยึดซุนนะฮ์ของท่านนบี ﷺ ออกจากผู้ที่ไหลไปตามกระแสและปรากฏการณ์
👉👉 สรุปสั้น ๆ
สัจธรรมไม่ได้รับการช่วยเหลือด้วยความเท็จ ผู้ที่ทรยศต่อเศาะฮาบะฮ์และใส่ร้ายเกียรติของท่านนบี ﷺ จะไม่มีวันเป็นผู้พิชิตอัลอักศอได้ เรายืนอยู่กับความจริงไม่ว่าจะอยู่ที่ใด และเราขอปลีกตัวต่ออัลลอฮ์จากทุกคนที่ทำร้ายมุสลิมหรือบิดเบือนศาสนา
🤲 โอ้อัลลอฮ์ โปรดให้เราเห็นสัจธรรมเป็นสัจธรรม และประทานให้เราได้ปฏิบัติตามมัน และโปรดให้เราเห็นความเท็จเป็นความเท็จ และประทานให้เราได้ออกห่างจากมันด้วยเถิด

ที่มา : https://www.facebook.com/photo/?fbid=10226259331909167&set=pb.1816673496.-2207520000

