ศาสตร์อิสลามว่าด้วยการเลี้ยงลูก [ตอนที่ 1]

ศาสตร์ว่าด้วยการเลี้ยงลูก เสาเข็มแรก ๆ ในการก่อสร้างสังคมคุณภาพ

วันหนึ่ง ผ้าขาวอาจเป็นแพรพรรณงามตาหรือผ้าขี้ริ้วโสโครก

“คุณเคยได้เห็นส่วนหนึ่งของเรือกสวนที่ถูกทอดทิ้ง แล้วทั้งวัชพืชและหญ้าหนามก็ผุดงอกขึ้นมา  กลายเป็นพื้นที่รกร้างที่ปลูกพืชไม่ได้หรือใช้กักเก็บน้ำก็ไม่ได้ 

และอีกแปลงหนึ่งที่ชาวนามืออาชีพ หมั่นปรับปรุงดินและไถหว่าน จนกลายเป็นสวนอันอุดมสมบูรณ์เขียวขจีงดงามตา

หนึ่งเป็นอุทาหรณ์สำหรับบุคคลและสังคม ที่ผู้มีหน้าที่อบรมบ่มนิสัยปล่อยปละละเลย และไม่สนใจกลไกการปรับปรุงและส่งเสริมพัฒนา และอีกหนึ่งนี้ สำหรับที่ดูแลและนำไปสู่เป้าหมาย”

  • อ้างอิง

หะซัน อัลบันนา

วารสารชุบบานมุสลิมีน ปี 1930


โดย Ghazali Benmad

เออร์โดกาน & กุเลน จุดแตกหักแห่งสัมพันธภาพ [ตอนที่ 2]

ในโลกอิสลามปัจจุบัน ตุรกีน่าจะเป็นประเทศเดียวที่มีศักยภาพในการท้าทายตะวันตก คำแถลงการณ์อันดุเด็ดเผ็ดร้อนของเออร์โดกานในเวทีโลกต่อกรณีสำคัญ ๆ ได้สร้างความอึดอัดใจของบรรดาชาติมหาอำนาจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเติบโตทางเศรษฐกิจที่โตวันโตคืน

จนกระทั่งในปี 2011 ตุรกีเคยมีอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจสูงสุดเป็นอันดับ 2 ของโลก (8.8%) รองจากประเทศจีน (9.1%) ในปี 2013 ตุรกีมีผลิตภัณฑ์มวลรวมประเทศสูงสุดเป็นอันดับที่ 17 ของโลก และได้กำหนดยุทธศาสตร์ว่าภายในปี 2023 ตุรกีจะเป็น 1 ใน 10 ประเทศที่มีผลิตภัณฑ์มวลรวมสูงสุดของโลก ในขณะที่ยุโรปและสหรัฐอเมริกากำลังประสบกับภาวะวิกฤติเศรษฐกิจแบบสาละวันเตี้ยลงทุกคืนวัน

ตลอดทศวรรษของการบริหารประเทศภายใต้การนำของพรรคยุติธรรมและพัฒนา ทำให้ตุรกีสามารถเปลี่ยนสถานภาพจากเด็กในคาถาหรือทาสรับใช้ตะวันตก กลายเป็นเด็กแกร่ง และมีแนวโน้มที่สามารถเดินด้วยลำแข้นของตนเองได้ และหากปล่อยให้โตวันโตคืน เด็กน้อยที่มีอายุเพียง 11 ขวบคนนี้ (ตามระยะเวลาของการเป็นนายกรมต.ของ ERDOGAN ซึ่งมีความหมายว่า หนุ่มผู้กล้าหาญ – ER แปลว่า กล้าหาญเข้มแข็ง และ DOGAN แปลว่า เด็กหนุ่ม – ) จะกลายเป็นเด็กหนุ่มที่แข็งแกร่งและสร้างปัญหาแก่ตะวันตกก็ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกระบวนการปฏิรูปสังคมที่รัฐบาลตุรกีกำลังปลดแอกจากระบอบคามาลิสต์อันศักดิ์สิทธิ์สู่คำสอนของอิสลามมากขึ้นเรื่อย ๆ ยิ่งสร้างความหวั่นวิตกของชาติมหาอำนาจมากขึ้น 

ตุรกี นอกจากสามารถสร้างประเทศที่มีเสถียรภาพทางสังคมเศรษฐกิจที่มั่นคงที่สุดแล้ว ยังเป็นประเทศเดียวในโลกอิสลามที่มุสลิมทั่วโลกฝากความหวังว่าจะกอบกู้ศักดิ์ศรีของประชาชาติมุสลิม ที่ตกอยู่ภายใต้การควบคุมโดยเจ้าของสวนชาวตะวันตก ที่ได้ว่าจ้างกากมนุษย์ที่มีเลือดเนื้อเชื้อไขมาจากประเทศมุสลิมด้วยกันเอง มีเชื้อชาติและสัญชาติเดียวกันกับพี่น้องมุสลิมเหมือนกัน แต่กลับสร้างความหายนะให้กับสวนแห่งนี้ ที่แม้แต่ศัตรูอิสลามก็ไม่สามารถสร้างความเสียหายได้มากเท่า

ชาติมหาอำนาจได้ประดิษฐ์วาทกรรมอันสวยหรูของประชาธิปไตยว่า “โดยประชาชน จากประชาชน เพื่อประชาชน”แต่เมื่อใดก็ตามที่ต้นกล้าแห่งประชาธิปไตยงอกเงยในโลกอิสลามแล้ว วาทกรรมที่สวยหรูนี้จะถูกพลิกแพลงให้เป็น “โดยตะวันตก จากตะวันตก เพื่อตะวันตก” โดยทันที

ท่านผู้อ่านลองย้อนไปศึกษาการปฏิวัติที่แอลจีเรียในปี 1992 ซึ่งพรรค Inqaz (พรรคกู้ชีพ) ได้รับชัยชนะท่วมท้นถึง 80 % การล้มกระดานการเลือกตั้งที่ฟิลัสฏีนในปี 2006 ที่พรรคหะมาสลงสมัครเลือกตั้งครั้งแรกและได้รับชัยชนะด้วยเสียงส่วนใหญ่ และล่าสุดในวันที่ 3-7-2013 ประธานาธิบดีพลเรือนคนแรกในประวัติศาสตร์อิยิปต์ท่าน ดร.มุรซีย์ ได้รับชัยชนะในการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตย จนกระทั่งสามารถจัดตั้งรัฐบาลบริหารประเทศเพียงแค่ปีเดียว สุดท้ายก็ถูกพล.อ.ซีซีย์ยึดอำนาจและสถาปนารัฐเผด็จการกระหายเลือดที่ยังยืดเยื้อจนกระทั่งปัจจุบัน

ทั้ง 3 กรณีนี้ น่าจะเป็นตัวอย่างที่ยืนยันถึงคุณค่าของคำว่าประชาธิปไตยในสายตาของตะวันตกได้เป็นอย่างดี

สิ่งดี ๆ ควรแก่การสนับสนุนยกย่อง ไม่ใช่หรือ

แล้วอะไรคือเหตุผลที่ตะวันตก ผู้เป็นต้นแบบประชาธิปไตย ศรัทธาและเลื่อมใสประชาธิปไตย แต่กลับบ่มเพาะและเผยแพร่เชื้อเผด็จการในโลกอิสลาม


โดย Mazlan Muhammad

เออร์โดกาน & กุเลน จุดแตกหักแห่งสัมพันธภาพ [ตอนที่ 1]

มุฮัมมัดฟัตฮุลลอฮฺ กุเลน (เกิดปี ค.ศ. 1941) ถือเป็นนักคิดและผู้นำทางจิตวิญญาณที่มีอิทธิพลทางความคิดสูงมากในตุรกีและอีกหลายๆ ประเทศทั่วโลก ท่องจำอัลกุรอานทั้งเล่มจากมารดาในขณะอายุยังเล็ก ๆ เขาเริ่มทำงานด้านศาสนาในตำแหน่งอิมามประจำมัสยิดที่เมือง Adranah ขณะที่มีอายุเพียง 20 ปี เขาใช้ชีวิตเกือบ 2 ปีครึ่งในช่วงนี้ด้วยการเอี้ยะติก้าฟในมัสยิดแห่งนี้ และไม่ออกจากมัสยิดยกเว้นด้วยเหตุจำเป็นเท่านั้น เขาเคยเป็นครูสอนท่องจำอัลกุรอานที่เมือง Izmir ซึ่งเป็นมหานครทางตะวันตกของอานาโตเลียและเป็นเมืองอันดับ 3 ที่มีประชากรมากที่สุดในตุรกี เขาเริ่มเป็นที่รู้จักในนามนักบรรยายศาสนาทั้งในมัสยิด และแม้กระทั่งในผับบาร์ เนื้อหาการบรรยายของเขาจะเน้นเรื่องคุณค่าและพื้นฐานสำคัญของอิสลาม โดยเฉพาะอย่างยิ่งการให้ความสำคัญในเรื่องการศึกษาและการปฏิรูปสังคม

เขาสรุปว่า มีโรคร้าย 3 ชนิดที่กำลังรุมเร้าโลกมุสลิม นั่นคือ

ความเขลาไร้การศึกษา ความยากจน และความแตกแยก

เขาได้วางยุทธศาสตร์ที่เป็นรูปธรรมในการแก้ปัญหาความเขลาไร้การศึกษา ด้วยการทุ่มเทความพยายามในการเผยแพร่อิสลามด้วยแนวคิดที่บูรณาการระหว่างภาคทฤษฎีและปฏิบัติ เขาสามารถจุดประกายและโน้มน้าวให้บรรดาเศรษฐีและนักธุรกิจมุสลิมที่มีอาคารใหญ่โตทั่วตุรกี หันไปสร้างตึกอาคารในสวนสวรรค์ควบคู่กับการสร้างตึกอาคารบนโลกดุนยา ด้วยการแปลงตึกอาคารเหล่านี้ให้เป็นสถานศึกษา และด้วยแนวคิดนี้กุเลนสามารถเปิดสถานศึกษาทั่วตุรกีตั้งแต่ระดับอนุบาลประถมจนถึงระดับอุดมศึกษามากกว่า 300 แห่ง และเปิดสาขาทางการศึกษาทั่วโลก เช่นมอร็อกโค เคนยา อูกันดา รัสเซียและประเทศแถบเอเชียกลาง ในปัจจุบัน เฉพาะในสหรัฐอเมริกา บรรดาลูกศิษย์ของเขาได้จัดตั้งโรงเรียนทุกระดับทั่วอเมริกาเกือบ 100 แห่งทีเดียว และอาศัยบรรดาสานุศิษย์ที่กระจัดกระจายไปทั่วบ้านทั่วเมืองตามสาขาอาชีพต่าง ๆ ไม่ว่าเจ้าหน้าที่ข้าราชการ นักการเมือง ทหารตำรวจ นักธุรกิจ นักกีฬาหรือแม้กระทั่งนักร้องนักแสดง ทำให้กุเลนกลายเป็นผู้มีบารมีเหนือรัฐธรรมนูญและพยายามสถาปนาตนเองเป็นผู้นำเงาของตุรกี ซึ่งเจ้าตัวก็ปฏิเสธข้อกล่าวหานี้ตลอดเวลา ในช่วงปลายสมัยอดีตนายกรัฐมนตรี Mustafa Bulent Ecevit เขาได้ออกคำแถลงการณ์ในรายการโทรทัศน์ครั้งหนึ่ง ที่สร้างความไม่พอใจให้กับฝ่ายความมั่นคงของประเทศ ทำให้เขาตัดสินใจลี้ภัยไปยังสหรัฐอเมริกา จนกระทั่งปัจจุบัน แต่เขามักอ้างเหตุผลว่าเพื่อรักษาโรคประจำตัว

กุเลนจึงกลายเป็นปูชนียบุคคลทางการศึกษาระดับโลก และเป็นที่ยกย่องในตุรกีว่าเป็น “บิดาแห่งนักสังคมสงเคราะห์อิสลาม” (ซึ่งควบคู่กับนัจมุดดีน อัรบะกาน เราะฮิมะฮุลลอฮฺ ที่ได้รับฉายาว่า เป็นบิดาแห่งนักการเมืองอิสลาม) จนกระทั่งได้รับการยกย่องจากนิตยสาร Foreign Policy และ Prospect Megazine จากประเทศอังกฤษให้เป็นบุคคลอันดับ 1 ใน 100 คนจากบรรดานักวิชาการทั่วโลกที่ทรงอิทธิพลสูงสุดในปี 2008 นอกจากนี้ มหาวิทยาลัยชื่อดังระดับโลกในสหรัฐอเมริกา อินโดนีเซีย ออสเตรเลีย ได้ประสาทปริญญาระดับศาสตราเมธาจารย์ (Chair Professor) เพื่อเป็นเกียรติประวัติและยกย่องในคุณงามความดีของเขา

นอกจากเปิดสถานศึกษาในทุกระดับชั้นแล้ว กุเลนยังเปิดสถานีวิทยุและโทรทัศน์อีก 7 ช่อง สร้างโรงพิมพ์ 30 แห่ง ผลิตหนังสือ 100กว่าชื่อเรื่องต่อปี ผลิตวารสารทางวิชาการ 15 ชื่อเรื่อง ผลิตหนังสือพิมพ์รายวันที่มียอดจำหน่าย 1 ล้านฉบับ และหลายสิบเว็บไซต์เพื่อเป็นกระบอกเสียงเผยแพร่อิสลามและเป็นเวทีประชาสัมพันธ์กิจกรรมขององค์กรอีกด้วย

ส่วนยุทธศาสตร์เพื่อขจัดความยากจน กุเลนเปิดบริษัทและดำเนินธุรกิจมากมาย จัดตั้งองค์กรสาธารณกุศลมากมายที่ให้ความช่วยเหลือเด็กกำพร้าและผู้ยากไร้ เขาสามารถจุดประกายคนหนุ่มสาวและนักธุรกิจให้มีจิตอาสาทำงานอย่างมุ่งมั่น หวังในความพึงพอใจของอัลลอฮฺมากกว่าการแสวงหาผลประโยชน์บนโลกดุนยา ซึ่งองค์กรเหล่านี้ไม่เพียงแต่ให้บริการเฉพาะผู้คนในประเทศตุรกีเท่านั้น แต่หลายๆประเทศทั่วโลกต่างก็ได้รับความดีงามเหล่านี้ไปด้วย องค์กรของกุเลนหรือเป็นที่รู้จักในตุรกีว่า องค์กร Khidmat ถือเป็นองค์กรเอ็นจีโอ ที่มีบทบาทสำคัญในการให้ความช่วยเหลือแก่ผู้ยากไร้        เหยื่อผู้ประสบภัยทางธรรมชาติทั่วโลก

หนึ่งในผลงานแห่งความสำเร็จของกุเลนด้านยุทธศาสตร์ขจัดความยากจนคือการจัดตั้งธนาคารปราศจากดอกเบี้ยด้วยฐานเงินทุนจำนวน 125 ล้านดอลล่าร์ 

ส่วนยุทธศาสตร์การสร้างความสมัครสมานของผู้คนนั้น ฟัตฮุลลอฮฺ กูเลน ใช้การสานเสวนาระหว่างวัฒนธรรมต่าง ๆ เป็นกลไกขับเคลื่อนโดยมีหน่วยงานเอกชนและนักธุรกิจชาวตุรกีให้การสนับสนุนโดยการจัดประชุม การพบปะพูดคุยถึงปัญหาที่มนุษยชาติประสบร่วมกัน มีการแสดงออกที่งดงามในการสานเสวนากับผู้อื่น การวางตัวที่เหมาะสม และมีท่าทีที่ชัดเจนในการมีปฏิสัมพันธ์กับชนต่างศาสนา โดยยึดหลักของความอดทน สันติภาพ และการมีความคิดที่เปิดกว้างเพื่อนำอิสลามไปสู่ผู้คนอย่างสมบูรณ์

บนแนวคิดนี้ กุเลนได้รับการยกย่องจากตะวันตกว่าเป็น “ต้นแบบ” แห่งการใช้ชีวิตร่วมกันท่ามกลางสังคมพหุวัฒนธรรม เขาประณามความรุนแรงและมองว่าผู้นิยมความรุนแรงในการแก้ปัญหาทางสังคมคือ กลุ่มที่ล้มละลายทางความคิด เขาเห็นว่าโลกยุคใหม่ควรเป็นยุคแห่งการเปิดกว้าง การสร้างความเข้าใจและความร่วมมือระหว่างกัน โดยผ่านการสานเสวนา แลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างวัฒนธรรม เน้นการเคารพสิทธิของผู้อื่น เขามองว่าประชาธิปไตย สามารถแก้ปัญหาที่มีประสิทธิภาพ แนวคิดของเขาอาจเป็นแนวคิดที่อยู่ตรงกันข้ามกับแนวคิดของนัจมุดดีน อัรบะกาน เราะฮิมะฮุลลอฮฺที่มองว่าสหรัฐอเมริกาคือศัตรูของโลกอิสลาม เนื่องจากการครอบงำของไซออนิสต์สากล แต่กูเลนกลับมองว่าอเมริกาและยุโรปคือชาติมหาอำนาจที่เราต้องเชื่อมสัมพันธไมตรีและสร้างความร่วมมือระหว่างกัน

ท่านได้ทุ่มเทความพยายามในการจัดให้มีการสานเสวนาแลกเปลี่ยนความเห็นกัน ระหว่างกลุ่มตัวแทนที่ต่างอุดมการณ์ วัฒนธรรม ศาสนาจากชาติต่าง ๆ ในปี ค.ศ. 1999 ผลงานของท่านที่ชื่อว่า “The Necessity of Interfaith Dialogue” หรือ “ความจำเป็นของการสานเสวนาแลกเปลี่ยนความเห็นกันระหว่างศาสนา” ได้รับการนำเสนอต่อสภาศาสนาโลก การยืนยันว่า การสนทนาแลกเปลี่ยนความเห็นกันเป็นสิ่งจำเป็น และผู้คนไม่ว่าจะมาจากชาติใดหรือระบการเมืองใดมีอะไรสิ่งที่เหมือนกันมากมายกว่าที่พวกเขาคิดไว้ ในปี ค.ศ. 1994 กูเลนได้ช่วยจัดตั้งมูลนิธินักหนังสือพิมพ์และนักเขียนขึ้นมาเพื่อทำกิจกรรมส่งเสริมการพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็น และได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากผู้คนในทุกระดับชั้นทุกสาขาในสังคม นอกจากนั้นกูเลนยังได้เดินทางไปเยี่ยมเยียนและให้การต้อนรับบุคคลสำคัญทั้งในตุรกีและทั่วโลก เช่น พระสันตปาปา จอห์น ปอลที่2 แห่งวาติกัน อาร์คิบิชอปแห่งนิวยอร์ค สังฆราซแห่งคริสตจักรออร์โธดอกซ์ตุรกี สังฆราซแห่งชุมชนอาเมเนียตุรกี หัวหน้าแรบไบของชมชนชาวยิวตุรกี ผู้นำคนอื่น ๆ อีกหลายคนก็ได้มาพบท่านเป็นประจำ ซึ่งเป็นตัวอย่างแสดงให้เห็นว่าการพูดคุยแลกเปลี่ยนความเห็นระหว่างผู้คนที่นับถือศาสนาต่าง ๆ นั้นสามารถเกิดขึ้นได้อย่างไร

เป็นที่ทราบกันดีว่า กุเลนได้รับอิทธิพลทางความคิดจากเชคสะอี้ด อันนูรซีย์ เราะฮิมะฮุลลอฮฺ ผู้มีฉายาบะดีอุซซะมาน (1877-1960) ชัยค์ซูฟี เชื้อสายกุรดี (เคิร์ด)และอาลิมผู้ยิ่งใหญ่ตลอดจนนักเคลื่อนไหวที่สำคัญของโลกอิสลาม เจ้าของวลีเด็ด 

اعوذ بالله من الشيطان الرجيم والسياسة

(ฉันขอความคุ้มครองจากมารร้่ายที่ได้รับการสาปแช่งและการเมือง)

บนพื้นฐานแนวคิดนี้ กุเลนจึงมีความถ่อมตนและพอเพียงในประเด็นการเมืองมาก บรรดาสานุศิษย์ของเขาถูกอบรมให้ความสำคัญกับการศึกษา การตัรบียะฮฺและสังคมสงเคราะห์ และไม่เปลืองตัวเข้ายุ่งเกี่ยวกับการเมืองโดยตรง แต่จะเข้าไปมีบทบาทในการสนับสนุนผู้สมัครเลือกตั้งจากทุกคนที่พร้อมให้การสนับสนุนและปกป้ององค์กร ด้วยเหตุนี้องค์กรของกุเลนจึงสามารถเชื่อมสัมพันธไมตรีและเป็นผู้สนับสนุนหลักรัฐบาลและพรรคการเมืองต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นพรรคแซคิวล่าร์ กลุ่มใฝ่สังคมนิยมหรือกลุ่มสาวกคามาลิสต์ (ผู้นิยมยกย่องมุสตาฟา คามาล อะตาร์เตอร์ก) กลุ่มของเขาจึงสามารถตั้งตนเป็นรัฐบาลเงาหรือสร้างมุ้งเล็กในมุ้งใหญ่ในทุกรัฐบาล รวมทั้งรัฐบาลภายใต้การนำของเออร์โดกาน

กล่าวได้ว่า กลุ่มของกุเลนที่มีฐานเสียงทั่วตุรกีที่ครอบคลุมผู้คนทุกสาขาอาชีพ เป็นผู้มีบทบาทสำคัญที่ทำให้เออร์โดกานก้าวขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี 3 สมัยติดต่อกัน และตลอดระยะเวลา 11 ปีภายใต้การนำของพรรคยุติธรรมและพัฒนา กลุ่มของกุเลนก็สยายปีกทำงานทางภาคประชาสังคมอย่างแข็งขัน จนหลายคนเชื่อว่า เออร์โดกานเป็นศิษย์เอกและเด็กในคาถาของกุเลนเลยทีเดียว 

แต่การเมืองเป็นเรื่องของผลประโยชน์ วลีที่ว่า ไม่มีมิตรและศัตรูที่ถาวร ผลประโยชน์เท่านั้นที่นิรันดร ยังใช้ได้อยู่ตราบทุกวันนี้

เรื่องราวจะเป็นเช่นไร และเกี่ยวโยงกับการเลือกตั้งระดับท้องถิ่นและระดับชาติตุรกีในปี 2014 และ 2015 อย่างไรบ้าง อะไรคือเบื้องหลังคดีคอร์รัปชั่นที่อื้อฉาว อะไรคือฟางเส้นสุดท้ายของความสัมพันธ์ระหว่าง 2 สถาบันอิสลามนี้ องค์กรของกุเลนจะสวมบทบาทพรรคนูรที่อิยิปต์หรือไม่ และอะไรที่ทำให้เออร์โดกานตอบโต้ด้วยคำพูดอันดุดันว่า ตุรกีกำลังต่อสู้เพื่อประกาศเอกราชของประเทศครั้งที่ 2 

ติดตามตอนต่อไป


โดย Mazlan Muhammad

ส่งคืนอะมานะฮ์ 100 ปี

เรื่องราวดี ๆ  ความงดงามของมุสลิมที่สื่อโลกมองข้าม…ชาวปาเลสไตน์มอบคืนธนบัตรออตโตมัน มูลค่าราว ๆ 9 แสนบาท  ของนายทหารตุรกีที่เก็บไว้กว่า 100 ปี ให้กับรัฐบาลตุรกี

อัลจาซีร่า  -หลังจากเวลาผ่านไป 105 ปี หรือมากกว่านั้น ของฝากที่เก็บรักษาไว้อย่างดีกลับคืนสู่บ้านเกิด และยุติเรื่องราวที่สืบทอดกันมาของตระกูลอัลอะลูล  ในเมืองนับลูส  กาซ่า ปาเลสไตน์  จากรุ่นปู่สู่รุ่นพ่อ เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 4 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา

ในวันพฤหัสบดี มีพิธีทหารต่อหน้าเจ้าหน้าที่ชาวปาเลสไตน์และรัฐบาลตุรกี และการรวมตัวครั้งใหญ่ของทายาทตระกูลอัลอะลูล ตลอดจนหน่วยงานต่าง ๆ ในเมืองนับลูส  เขตเวสแบงก์  โดยตระกูลอัลอะลูลได้มอบของฝากร้อยปีของนายทหารตุรกีให้กับอะหมัด  เดมิเรอ เอกอัครราชทูตตุรกีประจำปาเลสไตน์  เป็นของฝากที่นายทหารตุรกีฝากไว้ก่อนสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง

ทายาทของปู่ทวดอุมัร  อัลอะลูล เล่าที่มาของเรื่องราวที่เล่าให้กับนักข่าวอัลจาซีร่า ว่าพ่อแม่ของเขาเล่าว่า มุตีดีบ อะลูล  น้องชายของฮัจญีอุมัรเป็นทหารเกณฑ์ในกองทัพออตโตมันในเวลานั้น  แนะนำตามคำขอของนายทหารตุรกีให้ฝากเงิน 152 ลีราออตโตมันกับอุมัร พี่ชายของเขา พ่อค้าที่เป็นที่รู้จักซึ่งมีผู้ฝากเงินจำนวนมากไว้ในคลังของเขาในขณะนั้น และบอกว่าจะกลับมารับหลังจากที่กลับมาจากสงคราม แต่สุดท้ายก็หายไปโดยไม่ทราบข่าวคราว รวมถึงน้องชายของฮัจญีอุมัรด้วย

เรื่องราวของฝากดังกล่าว เปิดเผยเมื่อหลายปีก่อน เมื่อคณะนักท่องเที่ยวชาวตุรกีเข้าเยี่ยมชมโรงงานโม่แป้งที่ครอบครัวอัล-อะลูลเป็นเจ้าของในเมืองเก่าของนับลุส ในเวลานั้น ฮัจญีรอฆิบ อัลอะลูล  เปิดเผยต่อคณะเกี่ยวกับของฝาก และจากนั้นก็เริ่มติดต่อกับทางการปาเลสไตน์เพื่อหาช่องทางการสื่อสารกับตุรกี

ในตู้เซฟเหล็กที่แข็งแรงภายในโรงงานของครอบครัวที่อายุมากกว่า 120 ปี ถูกเก็บรักษาไว้ และกุญแจของตู้นิรภัยนั้นถูกเก็บไว้ในตู้นิรภัยอีกอันหนึ่งซึ่งทนทานไม่น้อยกว่ากัน ในลักษณะที่สะท้อนให้เห็นถึงความกระตือรือร้นของครอบครัวในสิ่งที่ได้รับของฝากซึ่งเป็นที่ทราบในเรื่องความซื่อสัตย์ในการรักษาของฝากของประชาชนในเมืองจนถึงต้นศตวรรษที่แล้วครั้งเมื่อยังไม่มีธนาคารปฏิบัติการ

จนถึงวันนี้ ผ้าที่นายทหารห่อเงินธนบัตรประเภท  5, 1 และครึ่งลีร่า  ยังคงไม่ถูกแตะต้องและถูกนำออกมาเพียงไม่กี่ครั้งเพื่อจุดประสงค์ในการให้ข้อมูลเท่านั้น

ทายาทตระกูลอะลูลกล่าวว่า หากจะส่งคืนไปให้ครอบครัวนายทหารตุรกีที่บ้านเกิดก็ไม่รู้จัก  ของฝากที่เจ้าของฝากไว้โดยไม่กลับมาเอา  เขาสูญหายไปพร้อมมุตี อะลูล  น้องชายฮัจญีอุมัร ซึ่งไม่มีข่าวคราวใด ๆ นอกจากจากชาวนับลูสคนหนึ่งผู้เห็นเขาเป็นคนสุดท้าย บอกว่า กำลังถูกหามร่วมกับคนอื่น ๆ ขณะได้รับบาดเจ็บในสมรภูมิเกลิโปลี  

ทั้งนี้  ปาเลสไตน์ตกอยู่ภายใต้การปกครองของออตโตมัน ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1516 หลังจากยุทธการที่มาร์จ ดาบิก ซึ่งออตโตมานเติร์กเอาชนะมัมลุกส์เติร์ก และในปี ค.ศ. 1917 การปกครองของชาวออตโตมานเหนือปาเลสไตน์สิ้นสุดลง และอังกฤษเข้ายึดครองในเวลาต่อมา

ขณะที่ของฝากถูกส่งมอบให้กับตุรกีที่สำนักงานใหญ่ของผู้ว่าการเมืองนับลูส  อัลจาซีราเน็ตได้พบกับอะหมัด  ดีมิเร เอกอัครราชทูตตุรกี ซึ่งเน้นย้ำถึงความแข็งแกร่งและความลึกของความสัมพันธ์ระหว่างชาวปาเลสไตน์และชาวตุรกี

เอกอัครราชทูตตุรกี กล่าวกับอัลจาซีร่าว่า  ตระกูลอัลอะลูลดูแลของฝากด้วยความทุ่มเทและจริงใจ  และหลังจาก 105 ปี ก็จะกลับคืนสู่ผู้มีสิทธิ  และเราใช้สิ่งนี้เพื่อบ่งบอกถึงความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดระหว่างเราและเราจะถ่ายทอดเรื่องราวนั้นไปยังประเทศตุรกีของเรา

เกี่ยวกับอนาคตของของฝากนี้ เอกอัครราชทูตตุรกี อธิบายว่า ด้วยความร่วมมือกับรัฐบาลปาเลสไตน์และครอบครัวอัลอะลูล พวกเขาจะย้ายของฝากนี้ไปที่สำนักงานใหญ่ของสถานกงสุลตุรกีในกรุงเยรูซาเล็ม เนื่องจากเป็นดินแดนตุรกี  เพื่อตัดสินใจในภายหลังว่าจะนำไปที่ไหน

จารึกบนธนบัตรคือ “รัฐออตโตมันอาลียาห์” และคำภาษาตุรกีในตัวอักษรอาหรับ สำนักข่าวอนาโตเลียของตุรกีอ้างคำพูดของผู้เชี่ยวชาญชาวตุรกีว่ามูลค่าของเงินนั้นในขณะนั้นอยู่ที่ประมาณ 30,000ดอลลาร์สหรัฐ 

ในพิธีมอบ  เอกอัครราชทูตตุรกีกล่าวสุนทรพจน์ระหว่างพิธีมอบ โดยอิสมาอีล อัลอะลูล ตัวแทนตระกูลอัลอะลูลส่งมอบของฝากให้กับทหารปาเลสไตน์ แล้วมอบต่อให้กับผู้บัญชาการ และส่งมอบให้กับพลตรีอิบรอฮีม รอมาดอน  ผู้ว่าการเมืองนับลูส ซึ่งต่อมาได้ส่งมอบให้กับเอกอัครราชทูตตุรกีท่ามกลางสื่อจำนวนมาก

สิ่งที่เกิดขึ้นคือเครื่องบ่งชี้ถึง “ความซื่อสัตย์อย่างลึกซึ้ง” ของครอบครัวอัลอะลูลโดยเฉพาะและชาวปาเลสไตน์โดยทั่วไป ตามคำกล่าวของผู้ว่าการนับลูสที่บอกกับอัลจาซีรา และว่า ประวัติศาสตร์ความซื่อสัตย์ของชาวปาเลสไตน์มีรากหยั่งลึกเหมือนดังรากมะกอก


โดย Ghazali Benmad

2 พฤศจิกายน รำลึกลีลาการต้มตุ๋นแห่งศตวรรษกับเหยื่อไก่อ่อนแห่งศตวรรษ ปฏิญญาบัลโฟร์ Balfour Declaration

ตุลาคม 1924 อังกฤษบีบให้ชารีฟหุสเซ็น ลงจากตำแหน่งสุลต่านแห่งหิจาซ และมอบอำนาจให้ชะรีฟอาลี บุตรชาย แล้วเนรเทศไปอยู่เกาะไซปรัส ภายใต้การควบคุม จนกระทั่งเสียชีวิต

เป็นจุดจบของประมุขแห่งมักกะฮ์ผู้มีความใฝฝันทะเยอทะยานที่จะรวบรวมดินแดนอาหรับเป็นหนึ่งเดียวภายใต้ปกครองของตนเอง   อันเป็นการสิ้นสุด ‘การปฏิวัติอาหรับ’ ในแคว้นหิจาซ ต่อต้านอาณาจักรออตโตมัน

● เกมส์ปั่นหัวครั้งนี้มีความเป็นมาอย่างไร

อังกฤษปั่นหัวชะรีฟหุสเซ็น ผ่านแมคมาฮอน ข้าหลวงใหญ่ของอังกฤษประจำอียิปต์ หลังจากทราบมาว่า เขาต้องการเป็นกษัตริย์ปกครองแคว้นหิจาซ และแยกตัวออกจากออตโตมัน

อังกฤษสนับสนุนการณ์ครั้งนี้ทุกอย่าง  ทั้งคน  เงินทองและสรรพาวุธ

ในขณะที่แมกมาฮอน ส่งสาส์นติดต่อกับชะรีฟหุสเซ็น สนับสนุนการสถาปนาสหรัฐอาหรับ

ในวันที่  30 สิงหาคม 1915  แมกมาฮอนส่งสาส์นไปยังชารีฟหุสเซ็น  ระบุ  พร้อมที่จะสนับสนุนให้เป็นคอลีฟะฮ์และนำระบอบคอลีฟะฮกลับคืนสู่หิจาซ  

แมคมาฮอนกล่าวในสาส์นนั้นว่า

“บริเตนใหญ่ยินดีกับการฟื้นคืนคอลีฟะฮ์อิสลามให้อยู่ในมือของชาวอาหรับที่แท้จริงจากสายสกุลศาสนทูตผู้ทรงเกียรติ”

 แต่กลับส่งหนังสือส่วนตัวไปยังเจ้าหน้าที่อังกฤษว่า

“ฉันไม่เคยถือว่าเรื่องการเกิดรัฐอาหรับเอกราชในอนาคตที่มีความเข้มแข็งเป็นเรื่องจริงจัง เพราะเงื่อนไขในคาบสมุทรไม่เปิดช่องให้เป็นเช่นนั้น  เรื่องทำนองนี้ไม่เกิดขึ้นกับโลกอาหรับมานานแล้วและจะไม่เกิดขึ้นอีก

สิ่งที่เราทำได้ตอนนี้คือพยายามดึงดูดให้ชาวอาหรับมาถูกทาง แยกพวกเขาออกจากศัตรู และนำพวกเขามาอยู่เคียงข้างเรา  ในตอนนี้มันเป็นเรื่องของคำพูด และเพื่อให้สำเร็จ เราต้องใช้คำพูดที่โน้มน้าวใจ”

ลอร์เรนซ์ อาระเบีย  กล่าวพรรณนาถึงสถานการณ์ในปี  1916  ว่า

“มีประโยชน์กับเรา เพราะมันเป็นไปตามเป้าหมายปัจจุบันของเราในการทำลายความเป็นกลุ่มก้อนของอิสลาม ตลอดจนการปราบและโค่นล้มจักรวรรดิออตโตมัน  และเพราะชารีฟฮุสเซนมุ่งสู่ชัยชนะ พวกเติร์กจะไม่สามารถทำร้ายเราได้อีก  

ชาวอาหรับมีความมั่นคงน้อยกว่าพวกเติร์ก ถ้าเราจัดการอย่างระมัดระวัง พวกเขาก็จะอยู่ในสถานะ

แตกแยกทางการเมือง  เป็นความบาดหมาง [คู่แข่ง] ที่ไม่สามารถหลอมรวมกันได้”

● ตำนานจอมต้มตุ๋นปะทะไก่อ่อน

ในขณะที่อังกฤษตกลงกับชารีฟ หุสเซ็น ที่เข้าร่วมขบวนการโค่นออตโตมันว่า จะมอบดินแดนอาหรับเพื่อจัดตั้งสหภาพอาหรับ แต่แอบทำสัตยาบันลับๆ ข้อตกลงเซคส์-ปิโกต์ Sykes-Picot Agreement  วันที่ 16 พฤษภาคม 1916 แบ่งดินแดนปกครองกันเอง ไม่ได้ให้กับชารีฟหุสเซ็นตามสัญญาลวงๆ

ข้อตกลง Sykes-Picot ได้รับการลงนามระหว่างฝรั่งเศสและอังกฤษเกี่ยวกับการแบ่งสรรประเทศอาหรับในทะเลเมดิเตอร์เรเนียนตะวันออก ในปี 1916 ถึงระหว่างเดือนเมษายนถึงเดือนพฤษภาคมของปีนั้น  ในรูปแบบของการแลกเปลี่ยนเอกสารระหว่างกระทรวงต่างประเทศของทั้งสามประเทศ ( ฝรั่งเศส อังกฤษ  และซาแห่งร์รัสเซีย)

ข้อตกลงไตรภาคีที่เรียกว่า Sykes-Picot Agreement เพื่อกำหนดขอบเขตอิทธิพลของแต่ละประเทศดังต่อไปนี้

– ฝรั่งเศสยึดครองซีเรียตะวันตก   เลบานอนและรัฐอาดานา

– อังกฤษยึดครองอิรักทางตอนใต้และตอนกลาง  รวมถึงเมืองแบกแดด   ท่าเรือเอเคอร์และไฮฟาในปาเลสไตน์

– รัสเซียยึดครองดินแดนอาร์เมเนียในตุรกี และเคอร์ดิสถานตอนเหนือ

– สิทธิของรัสเซียในการปกป้องผลประโยชน์ของนิกายออร์โธดอกซ์ในสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ในปาเลสไตน์

– พื้นที่ที่อยู่ระหว่างดินแดนที่ฝรั่งเศสได้รับและพื้นที่ที่อังกฤษได้รับ จะเป็นสหภาพรัฐอาหรับหรือสหรัฐอาหรับ

อย่างไรก็ตามพื้นที่นี้ยังแบ่งออกเป็นเขตอิทธิพลของอังกฤษและฝรั่งเศส อิทธิพลของฝรั่งเศสครอบคลุมถึงลิแวนต์ตะวันออกและโมซุล

ในขณะที่อิทธิพลของอังกฤษแผ่ขยายไปถึงทรานส์จอร์แดนและทางตอนเหนือของรัฐแบกแดดจนถึงชายแดนอิหร่าน

– ดินแดนส่วนที่เหลืออยู่ภายใต้การบริหารระหว่างประเทศ  อันได้แก่ดินแดนของปาเลสไตน์

– ท่าเรือ Iskenderun กลายเป็นอิสระ

ข้อตกลงดังกล่าวได้รับการเปิดเผยเมื่อคอมมิวนิสต์เข้ามามีอำนาจในรัสเซียในปี 1917 ซึ่งสร้างความโกรธแค้นให้กับตระกูลชารีฟ หุสเซ็น และชาวอาหรับที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากข้อตกลงดังกล่าวและทำให้ฝรั่งเศสและอังกฤษกระอักกระอ่วน  และปฏิเสธอย่างด้านๆว่า ไม่เป็นความจริง 

ในปี 1917 พวกบอลเชวิคได้เผยแพร่เอกสารลับที่พวกเขาพบที่สำนักงานใหญ่ของกระทรวงการต่างประเทศรัสเซียในเมืองหลวงเปโตรกราด รวมทั้งเอกสารข้อตกลงเซคส์-ปิโกต์ Sykes-Picot Agreement ซึ่งถูกอธิบายโดยวิงเกต ข้าหลวงใหญ่อังกฤษ ในจดหมายถึงรัฐมนตรีต่างประเทศของอังกฤษ เมื่อวันที่ 16 มิถุนายน 1918 ว่า:

 “กษัตริย์แห่งฮิญาซได้ส่งโทรเลขที่รุนแรงไปยังตัวแทนของเขา แนะนำให้เขาดำเนินการสืบสวนข้อตกลงแองโกล-ฝรั่งเศสและขอบเขตของข้อตกลง

ให้บอกไปว่ากษัตริย์ไม่ได้รับแจ้งอย่างเป็นทางการเกี่ยวกับข้อตกลงไซคส์-ปิโกต์  ฉันแนะนำให้บอกตัวแทนว่า  ที่พวกบอลเชวิคที่พบในกระทรวงการต่างประเทศเปโตรกราด เป็นบันทึกการเจรจาฉบับเก่าและข้อตกลงชั่วคราว  ไม่ใช่สนธิสัญญาที่เป็นทางการระหว่างอังกฤษฝรั่งเศสและรัสเซีย” 

ชารีฟหุสเซ็นเชื่อในเหตุผลของอังกฤษ และด้วยความไร้เดียงสา ยังแสดงความยินดีกับพวกเขาที่ควบคุมกรุงเยรูซาเล็มโดยกล่าวว่า: “ข่าวนี้ทำให้มีความภาคภูมิใจอย่างยิ่ง” โดยเข้าใจไปว่าเมืองอัลกุดส์จะตกอยู่ในขอบเขตอาณาจักรของตน

หลังจากนั้น ก็ร่วมกระบวนการโค่นออตโตมันต่อไป

ภูมิภาคนี้ถูกแบ่งออกตามข้อตกลง  ฝรั่งเศสจึงได้ครอบครองส่วนที่ใหญ่ที่สุดของเลแวนต์  และส่วนใหญ่ของอานาโตเลียตอนใต้และภูมิภาคโมซุลในอิรัก

ในขณะที่อังกฤษขยายพื้นที่ควบคุมจากเลแวนต์ทางใต้ ขยายไปทางตะวันออก รวมถึงแบกแดด บาสรา และพื้นที่ทั้งหมดระหว่างอ่าวเปอร์เซียและภูมิภาคภายใต้ปกครองของฝรั่งเศส

นอกจากนี้ยังตัดสินใจที่จะจัดการพื้นที่ซึ่งต่อมาได้รับการตัดแยกจากทางใต้ของซีเรีย คือดินแดน “ปาเลสไตน์” ให้อยู่ภายใต้การบริหารระหว่างประเทศ ตามที่จะตกลงกันในการปรึกษาหารือระหว่างอังกฤษและฝรั่งเศส (ต่อมาตามปฏิญญาบัลโฟร์ ได้ตกลงส่งมอบให้กับชาวยิว  ให้ชาวไซออนิสต์สร้างรัฐอิสราเอล)

อย่างไรก็ตามข้อตกลงดังกล่าวระบุว่าอังกฤษจะได้รับท่าเรือไฮฟาและเอเคอร์   โดยมีเงื่อนไขว่าฝรั่งเศสจะมีอิสระในการใช้ท่าเรือไฮฟา  และฝรั่งเศสได้ตอบแทนอังกฤษโดยการให้ใช้ท่าเรือIskenderun ซึ่งจะตกอยู่ภายใต้การควบคุมของตน

ชัดเจนแจ่มชัดถึงขนาดนี้ แต่จากวันนั้นจนถึงวันนี้ ตำนานจอมต้มตุ๋นกับไก่อ่อน ยังคงดำเนินไปอย่างเข้มแข็ง 

พิสูจน์ว่า  แท้จริงแล้ว เหตุผลของเรื่องทั้งหมดไม่ใช่ความไร้เดียงสาไม่ทันเกมส์ มากไปกว่าความโลภหลงไหลในโลกดุนยา ไม่สนใจหลักการถูกผิด…


ที่มา: 

– Al Jazeera

– Meem  Magazine

โดย Ghazali Benmad

บทบาทหน้าที่ของประชาชาติอิสลามต่อสถานการณ์ในตุรกีวันนี้

บทความโดย ยัสเซอร์ อับเดลอาซิซ

นักเขียนและนักวิจัยทางการเมือง ผู้อำนวยการศูนย์การสนับสนุนการตัดสินใจ พรรควะสัต -พรรคกลุ่มอิสลาม ของอียิปต์

“ไม่แปลกที่ฝั่งตะวันตก อเมริกา และประเทศอื่น ๆ เกลียดเออร์โดกัน เพราะคนเหล่านี้ควบคุมตุรกีทั้งหมดราวกับว่าเป็นทรัพย์สินของพวกเขา ในอดีตเราต้องรอหลายๆวัน จนกว่าพวกเขาจะอนุญาตให้เราไปเยี่ยมเยียนประเทศของพวกเขา หรือแม้กระทั่งจะทำสิ่งใด ๆ ในการเปลี่ยนแปลงในตุรกี แต่เออร์โดกันมาพลิกหน้าประวัติศาสตร์ พวกเขารอหลายวันเพื่อให้เออร์โดกันรับสายและพวกเขาก็ไม่สามารถทำได้ แม้กระทั่งการควบคุมสถานทูตของพวกเขาโดยปราศจากความรับรู้ของรัฐบาลตุรกีที่นำโดยเออร์โดกัน หลังจากที่เออร์โดกันกีดกันผู้สนับสนุนส่วนใหญ่ของพวกเขาทั้งในและนอกตุรกี   ตุรกียุคแอร์โดฆานในปัจจุบันทำให้พวกเขาหวาดกลัวและพวกเขาไม่มีทางที่จะควบคุมตุรกี  ตลอดจนความเหนือกว่าและความเป็นอิสระของตุรกีได้” 

ตันซู  เซลเลอร์ 

อดีตนายกรัฐมนตรีของตุรกี

● ความเป็นมาของเรื่อง

ในสุนทรพจน์ในระหว่างการเปิดโครงการบริการในรัฐเอสกิเชฮีร์ ทางตะวันตกเฉียงเหนือของตุรกี ประธานาธิบดีตุรกี เออร์โดกัน ได้จุดชนวนระเบิดที่ประเทศที่เล็กที่สุดในโลกก็ไม่คาดคิด นับประสาบรรดาผู้ที่คิดว่าตนเป็นใหญ่ที่สุด เออร์โดกัน กล่าวด้วยความมั่นใจและแน่วแน่ เอกอัครราชทูต  10 ประเทศไม่เป็นที่พึงปรารถนาในอาณาเขตของประเทศของเขา

“ในวันที่พวกเขาไม่รู้จักหรือไม่เข้าใจตุรกี พวกเขาจะต้องจากไป” 

เออร์โดกันกล่าวเกี่ยวกับเอกอัครราชทูตทั้ง 10 คน

● ใครคือ ออสมัน คาวาลา ที่จุดชนวนให้เกิดความตึงเครียดระหว่างตุรกีกับสิบประเทศ

เรื่องราวเริ่มต้นด้วยการกลับมาของออสมัน คาวาลา ที่ตุรกีเพื่อทำธุรกิจของพ่อหลังจากที่เขาเสียชีวิตหลังจากเรียนปริญญาเอกที่อเมริกา ซึ่งเขาใช้เวลาส่วนใหญ่ที่นั่น และคุ้นเคยกับจอร์จ โซรอส มหาเศรษฐีชาวอเมริกันเชื้อสายยิวที่มีส่วนร่วมในการโค่นล้มลัทธิคอมมิวนิสต์ในยุโรปตะวันออก

ความสัมพันธ์ระหว่างคาวาลากับโซรอส กระตุ้นให้ฝ่ายหลังใช้ประโยชน์จากคาวาลาในโครงการเพื่อ “สนับสนุนประชาธิปไตย” ในลักษณะของยุโรปตะวันออก และตามแนวความคิดของโซรอส

คาวาลา ซึ่งมีต้นกำเนิดในกรีซโดยเฉพาะจากเมือง Kavala-คาวาลา ของกรีกก่อนที่ปู่ของเขาซึ่งเป็นพ่อค้ายาสูบได้อพยพไปตุรกีเพื่อตั้งถิ่นฐานที่นั่นและธุรกิจของครอบครัวก็เติบโตขึ้น ออสมัน คาวาลา ใช้เงินทุนเหล่านี้ในการต่อต้านรัฐบาลและมีส่วนร่วมในกรณีการประท้วงที่ Gazi Park ในปี 2013 และในการพยายามทำรัฐประหารโดยทหารซึ่งวางแผนโดยกุเลน 

ในแถลงการณ์ที่ลงนามโดยเอกอัครราชทูตอเมริกา เยอรมนี ฝรั่งเศส แคนาดา เดนมาร์ก เนเธอร์แลนด์ นอร์เวย์ สวีเดน ฟินแลนด์ และนิวซีแลนด์ ยื่นต่อกระทรวงการต่างประเทศตุรกี พวกเขาเรียกร้องให้ปล่อยตัวออสมัน คาวาลา โดยถือว่าการจับกุมตัวว่าเป็นประเด็นที่เบียดบัง “การเคารพในระบอบประชาธิปไตย” ของตุรกี ซึ่งประธานาธิบดีตุรกีเห็นว่าเป็นการแทรกแซงในกิจการภายในของประเทศ เออร์โดกันร้องขอต่อกระทรวงการต่างประเทศให้ประกาศว่า สิบเอกอัครราชทูตไม่เป็นที่พึงประสงค์ในดินแดนตุรกี

● การเขียนกฎใหม่ของเกมส์

อดีตนายกรัฐมนตรีตันซู เซลเลอร์  บรรยายถึงสถานการณ์ที่กระตุ้นให้ทูตทั้งสิบดำเนินการดังกล่าวว่า หลังจากการล่มสลายของออตโตมัน ประเทศเหล่านี้เคยจัดการกับตุรกีในลักษณะนี้ หลังจากการพ่ายแพ้ของจักรวรรดิออตโตมันในสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง พวกเขาสามารถกำหนดอำนาจปกครองตุรกีตามข้อตกลงที่ความไม่เป็นธรรมตกอยู่กับผู้พ่ายแพ้ อันเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดหลังจากสงครามปลดปล่อยและการประกาศเป็นสาธารณรัฐหลังจากสิ้นสุดยุคออตโตมัน

ข้อตกลงเหล่านั้นกำหนดว่า ทะเลไม่ใช่ทะเลของตุรกี ทางเดินเรือหรือกองทัพก็ไม่ใช่กองทัพของตุรกี และทรัพย์สินก็ไม่ใช่เงินของตุรกี  นกหรือสัตว์ก็ผ่านไม่ได้ ยกเว้นต้อง “ประสานงาน” กับตะวันตก 

ในช่วงสงครามเย็นระหว่างตะวันตกที่นำโดยอเมริกาและตะวันออกนำโดยสหภาพโซเวียต หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 สาธารณรัฐตุรกีกลายเป็นฐานทัพขั้นสูงสำหรับตะวันตกในการต่อสู้กับประเทศตะวันออก ฐานทัพดังกล่าวมีทหารต่างด้าวอาศัยอยู่ มีการสร้างค่ายทหาร ระเบิดนิวเคลียร์และขีปนาวุธพิสัยไกล และสนามบินทหารตามความต้องการของพวกเขา ไม่ว่ารัฐบาลตุรกีจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม แผ่นดินนี้คือดินแดนตะวันตก และการตัดสินใจคือการตัดสินใจของพวกเขา รัฐบาลตุรกีไม่มีส่วนในการตัดสินใจเหล่านี้ เว้นแต่พวกเขาจะแจ้งเรื่องนี้เพื่อทราบ เพื่อกู้หน้าให้รัฐบาล และยืนยันเอกราชปลอมๆที่ตะวันตกให้แก่ตุรกีหลังจากสงครามโลกครั้งที่สอง

หลังจากพรรคเอเค เข้ามามีอำนาจในปี 2003 สิ่งต่าง ๆ ได้เปลี่ยนไปและเงื่อนไขเปลี่ยนไป  สถานการณ์ที่โด่งดังที่สุดของประธานาธิบดีเออร์โดกัน   เกิดขึ้นที่ดาวอสฟอรั่ม เมื่อได้ออกจากการประชุมหลังจากที่นายกรัฐมนตรีอิสราเอลพูดถึง “สันติภาพ” โดยที่เออร์โดกันได้โจมตีอิสราเอลและหน่วยงานระหว่างประเทศที่ปกป้องผู้กระทำผิดแทนที่จะปกป้องเหยื่อ เป็นสัญญาณการเขียนกฎใหม่ของเกมส์ที่ตุรกีไม่มีการอยู่ใต้บังคับบัญชาของใครก็ตาม

ในช่วง 18 ปี ที่รัฐบาลพรรคเอเคปกครอง ตุรกีมีอำนาจมากมายที่เริ่มต้นจากการพึ่งพาตนเอง โดยเพิ่มขีดความสามารถให้กับตุรกีในทางเศรษฐกิจ การค้า และอุตสาหกรรม การต่างประเทศ ด้วยการถือไพ่ที่ทำให้สามารถนั่งที่โต๊ะผู้ใหญ่ได้   การล้มผู้เล่นรายใหญ่ในพื้นที่ ทำให้ทุกคนวิ่งเข้าหาตุรกีเพื่อแก้ปัญหาในระดับภูมิภาคและระดับนานาชาติ หลังจากที่กลายเป็นนักแสดงที่ไม่มีใครเทียบได้ แต่ตะวันตกไม่เคยลืมแรงยโสของพวกเขาในการทำหน้าที่กดตะวันออกและแสดงความซาดิสม์ที่ซุกซ่อนอยู่ภายใน

● สงครามที่ไม่มีวันจบ

เนื่องจากนักการเมืองตะวันตกป่วยด้วยโรคซาดิสม์การยึดครอง ความเย่อหยิ่งในความเหนือกว่า  ต้องการให้ตุรกีซึ่งได้หลุดออกมาจากการตกอยู่ใต้การปกครองของพวกเขา จะต้องกลับมาสู่การเชื่อฟัง  แต่การณ์กลับไม่ง่ายเหมือนเก่า ในเมื่อใช้ผลประโยชน์หลอกล่อไม่สำเร็จ ก็ต้องใช้ไม้เรียว

“ตุรกีกลายเป็นพันธมิตรที่ไม่น่าเชื่อถือโดยสิ้นเชิง” เอริค เอเดลมาน ซึ่งดำรงตำแหน่งเอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ประจำอังการาระหว่างปี 2003 – 2005 กล่าวในโทรเลขที่รายงานต่อกระทรวงการต่างประเทศ ดังที่วิกิลีกส์รายงาน

นี่คือทัศนะของอเมริกาต่อรัฐบาลใหม่ของตุรกีในเวลานั้น สังเกตวันที่ของโทรเลข เวลานั้นพรรคเอเคยังไม่มีข้อได้เปรียบเหมือนที่มีในขณะนี้ แต่คนฉลาดสามารถอ่านสถานการณ์นี้ได้ตั้งแต่ต้น และรู้ว่าจะต้องอ่านสถานการณ์ใหม่ในการดำเนินกลยุทธ์ใหม่ต่อตุรกีภายใต้ปกครองของพรรคเอเค

ในบทความ (Presents of a coup in Turkey!)  เราพูดถึงการเล่นอย่างเปิดเผยและการข่มขู่ ของโดนัล ทรัมป์ อดีตประธานาธิบดีสหรัฐฯ ว่า ให้ทำลายเศรษฐกิจของตุรกี บางทีด้วยความไร้เดียงสาทางการเมืองของทรัมป์ จึงได้เปิดเผยแผนดังกล่าว ที่ได้รับการดำเนินการและกำลังดำเนินการอยู่ในปัจจุบัน ในการโจมตีลีร่าของตุรกีโดยน้ำมือของตะวันตกและพี่น้องจากประเทศอ่าวอาหรับ

จากการวิเคราะห์สถานการณ์ของนักเศรษฐศาสตร์ชาวตะวันตกอย่าง Robin Brooks โรบิน บรู๊ค หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ที่ Institute of International Finance (IIF) ผู้ซึ่งเห็นกรณีที่ลีร่าตุรกีตกอย่างรุนแรงในวันนี้ ในคำอธิบายของเขาว่า  การวิเคราะห์ในปัจจุบันทั้งหมดเกี่ยวกับลีร่าตุรกีคือ “การมุ่งเป้าไปที่การแพร่กระจายความตื่นตระหนก” 

โรบิน บรู๊ค กล่าวเพิ่มเติมว่า บางคนคาดว่า สถานการณ์ปัจจุบันจะดำเนินต่อไปอย่างไม่มีกำหนด และเตือนว่านักลงทุนไม่ควรให้ความสนใจกับการวิเคราะห์เหล่านี้ ซึ่งเขาอธิบายว่า “ไร้สาระ” หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของ Institute of International Finance เน้นว่า ไม่มีข้อบ่งชี้ว่าจะเกิดสถานะ “ทิ้งเงินท้องถิ่นไปใช้เงินต่างชาติ” อันเนื่องจากความสับสน เขาย้ำว่า ค่าเฉลี่ยการเคลื่อนที่ของเงินในช่วง 13 สัปดาห์ที่ผ่านมา การไหลออกของเงินฝากต่างประเทศเป็นแนวโค้ง หมายความว่า สถานการณ์ไม่มีอะไรมากไปกว่าพายุที่กำลังจะผ่านพ้นไป วิกฤตการณ์ที่ตุรกีได้เห็นในเดือนสิงหาคม 2018 นั้นยิ่งใหญ่กว่า แต่ก็ผ่านไปแล้ว

คำพูดของโรบิน บรู๊ค จบลงแล้ว แต่สงครามยังไม่จบ และมีการใช้ทุกวิถีทางไม่ว่าเศรษฐกิจหรือสังคม เพื่อทำให้ประชาชนต่อต้านกันเองหรือต่อต้านแขกชาวซีเรีย ตะวันตกซึ่งเคยชนะในร้อยปีที่ผ่านมา ไม่ยอมรับความพ่ายแพ้ต่อประเทศกำลังพัฒนา แม้ว่าจะเป็นพันธมิตรก็ตาม

● หน้าที่และพร้อมในสงครามครั้งนี้

เนื่องจากสงครามนี้จะไม่จำกัดเฉพาะที่ตุรกีภายใต้พรรคเอเค เราทุกคนจึงมีหน้าที่ตามความจำเป็น หน้าที่  ทั้งในฐานะรัฐบาลตุรกี  หน้าที่ในฐานะชาวตุรกีและโดยเฉพาะชาวตุรกีเสรี  หน้าที่ในฐานะชาวอาหรับและชาวมุสลิม 

เนื่องจากตุรกีเป็นตัวอย่างของการพยายามหลุดพ้นจากการปกครองของตะวันตก เป็นแบบจำลองไม่ใช่ที่ตัวบุคคลหรือระบบ ความสำเร็จของแบบจำลองนี้จะสร้างแรงบันดาลใจ สู่การลอกเลียนแบบ และแม้กระทั่งการสร้างขึ้นมาใหม่ในพื้นที่ที่ทุกประเทศที่แสวงหาการปลดปล่อยที่แท้จริงและไม่ใช่ของปลอม

ชาวตุรกี โดยเฉพาะในหมู่ผู้ที่เข้าใจคุณค่าของประเทศและตัวแทนของประเทศชาติ  ต้องยืนหยัดอยู่เบื้องหลังผู้นำของพวกเขา และพึงรู้ว่านี่คือสงครามเพื่อเอกราชที่แท้จริงสำหรับประเทศของพวกเขา  ดังนั้น ไม่มีใครควรบกพร่องในหน้าที่ที่มีต่อประเทศของเขา  พวกเขาควรแปลความรักที่แท้จริงเป็นการทำงานและความมุ่งมั่น  เพื่อความเป็นเอกราชที่แท้จริง

สำหรับประชาชาติอิสลาม อันหมายถึงประชาชน ไม่รวมถึงผู้นำเพราะเป็นที่ประจักษ์ต่อประชาชนแล้ว ประชาชนแต่ละคนควรทำงานในบทบาทหน้าที่ของตนเพื่อสนับสนุนความสำเร็จของประสบการณ์ของพรรคเอเคของตุรกี เพื่อปลดปล่อยจากอำนาจที่ครอบงำอยู่ 

ทุกคนควรตระหนักว่านี่เป็นสงครามครั้งใหญ่นี้เป็นไปเพื่ออิสรภาพของโลกมุสลิม การเมืองอาจบังคับให้คุณต้องประนีประนอมและเปลี่ยนจุดยืนที่คุณยืนอยู่ แต่จงจำไว้เสมอว่า เป้าหมายคือสิ่งที่คุณมุ่งหมาย และอย่าลืมกลยุทธ์และเป้าหมายเชิงกลยุทธ์ที่คุณมี จงลุกขึ้นเพื่อการบรรลุถึงเป้าหมายเหล่านั้น

อย่างไรก็ตาม ฉันขอเตือนตุรกี ทั้งผู้นำและประชาชน กับวาทะของจอห์น เอฟ. เคนเนดี  ที่ว่า: “จงให้อภัยแก่ศัตรูของคุณ แต่อย่าลืมชื่อของพวกเขา”

□ เผยแพร่ทางเว็บไซต์สำนักข่าว TR เมื่อ 26/10/2021


อ่านบทความต้นฉบับ

แปลโดย Ghazali Benmad

บิดาโดรนแห่งตุรกี เสียชีวิต

มะเร็งคร่าชีวิต Ozdemir Bayraktar 72 ปี วันจันทร์ที่ 18 ตุลาคม 2564 นับเป็นการสูญเสียทรัพยากรบุคคลอันทรงคุณค่าของตุรกี

Ozdemir Bayraktar ประธานบริษัท Baykar Makina เพื่อผลิตโดรน และประธานการขับเคลื่อนและพัฒนาเทคโนโลยีแห่งตุรกี ซึ่งในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา เขาได้ทุ่มเทและใช้เวลาส่วนใหญ่บนคอมพิวเตอร์ที่สำนักงาน เพื่อค้นคว้าผลิตโดรนจนกระทั่ง เขาตั้งบริษัท 2 บริษัทเพื่อผลิตโครน นับเป็น 2 ใน 4 บริษัทของตุรกีที่ผลิตโครน โดยโดรนที่มีชื่อว่า Bayraktar Mini UAV ถือเป็นโครนรุ่นแรกที่ผลิตโดยตุรกี และมีการพัฒนาจนกระทั่งกลายเป็นเขี้ยวเล็บอันมีประสิทธิภาพสูงสุดของโลกขณะนี้ จนกระทั่งเขาได้รับรางวัลสูงสุดจากประธานาธิบดีอาเซอร์ไบจาน เมื่อปีที่แล้ว ในฐานะให้ส่วนสำคัญที่สามารถยึดคืนคาราบัคจากการยึดครองของอาร์เมเนีย

ขอบคุณภาพ จาก TRT عربي

เขาพร้อมด้วยลูกชาย 3 คนจัดตั้งบริษัทผลิตโดรน โดยลูกชายคนหนึ่งชื่อSelcuk Bayraktar 42 ปี ได้แต่งงานกับลูกสาวคนสุดท้องของประธานาธิบดีแอร์โดอานชื่อสุมัยยะฮ์

เขาเสียชีวิตพร้อมฝากผลงานอันยิ่งใหญ่ซึ่งเป็นที่เกรงขามของชาติตะวันตกในขณะนี้

เชื่อว่า ลูกชายทั้ง 3 คน คงรับช่วงต่อภารกิจนี้

رحمه الله رحمة واسعة

وغفر له وأسكنه فسيح جناته


https://mubasher.aljazeera.net/news/politics/2021/10/18/وفاة-رائد-صناعة-الطائرات-المسيرة

โดย Mazlan Muhammad

ตุรกีกับอัฟกานิสถาน

■ บทความโดย  ดร.ยาซีน  ออกเตย์  รองหัวหน้าพรรคเอเค พรรครัฐบาลตุรกี และอดีต สส.ของพรรค

อ่านต้นฉบับ

https://bit.ly/3Exdxre

อัฟกานิสถานมีบทบาทสำคัญในการเมืองโลกตั้งแต่ช่วงไตรมาสที่สองของศตวรรษที่ผ่านมา เนื่องจากได้เห็นการยึดครองและสงครามมากมายทั้งในฐานะประเทศและภูมิศาสตร์ อาจเป็นเรื่องยากที่จะเชื่อโดยเฉพาะอย่างยิ่งกับการมุ่งเน้นไปที่ฉากตอลิบานและฉากของสงครามกลางเมืองที่กำลังดำเนินอยู่และภาพทั่วไปที่แสดงให้เห็นว่าอัฟกานิสถานเป็นเขตขัดแย้ง แต่ภูมิศาสตร์ที่ยากลำบากนี้ บรรดามหาอำนาจทั้งหมดพากันผ่านเข้ามาตามลำดับ แต่พวกเขาทั้งหมดจำต้องถอนตัวออกไป หลังจากได้รับบทเรียนที่จำเป็น

ประเด็นนี้คือสิ่งที่กำหนดชะตากรรมของสหภาพโซเวียตช่วงที่มีอายุได้เจ็ดสิบปี และช่วงสงครามเย็นที่ตามมา  ประเทศนี้ไม่สนใจว่าใครลงทุนในมันและลงทุนอะไร เช่นเดียวกับที่ไม่สนใจว่าพันธมิตรกับใครกับใคร เพราะท้ายที่สุดเป็นที่แน่นอนว่าทุกคนที่ทำสงครามที่นั่น  ล้วนพากันสร้างความหายนะให้แก่ตนเอง

แน่นอน ตุรกีไม่สามารถเพิกเฉยต่อภูมิศาสตร์ที่สำคัญนี้ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเนื่องจากความสมดุลของโลกที่เกิดขึ้นจากที่นั่นมีผลที่ตุรกีรู้สึกได้

คำพูดที่ว่าสหรัฐฯ ถูกบังคับให้ถอนตัวจากอัฟกานิสถานหลังจากยี่สิบปีของการยึดครองอย่างเข้มงวดและความพยายามอย่างกว้างขวางในการควบคุมประเทศ หรือที่ว่า  กลุ่มตอลิบานบังคับให้สหรัฐฯ ถอนตัวออกไป แม้ตอลิบานจะมีศักยภาพที่จำกัด คำพูดทั้งสองอธิบายและสรุปได้ตรงตามความเป็นจริง

ข้าพเจ้าไม่เห็นว่า การสรุปสถานการณ์ในลักษณะนี้จะเป็นการเข้าข้างหรือเกลียดชังต่อฝ่ายใด ไม่ว่าสหรัฐอเมริกาหรือกลุ่มตอลิบาน แต่เป็นการสรุปสิ่งที่เกิดขึ้นจริง เช่นเดียวกับการกล่าวว่ากลุ่มตอลิบานประสบความสำเร็จด้วยคุณลักษณะหรือข้อได้เปรียบที่พวกเขามี เราต้องตระหนักถึงสิ่งนั้น

ด้วยเหตุนี้ เราพบว่าในที่สุดสหรัฐอเมริกาก็ถึงจุดสิ้นสุดของแบบจำลองในการวางรูปแบบ ไม่ว่าจะในด้านการเมือง สังคม หรือทางการทหาร ต่อหน้าการต่อต้านของกลุ่มตอลิบาน ที่ยืนกรานที่จะดำเนินต่อสู้ด้วยความอดทนเป็นระยะเวลานาน

ไม่ใช่เราที่พูดแบบนี้ แต่เจ้าหน้าที่ของอเมริกาเองที่ยอมรับว่า ตราบเท่าที่ประเทศของพวกเขายังคงอยู่ในอัฟกานิสถาน  จะติดหล่มอยู่ในหล่มมหึมาท่ามกลางความสูญเสียที่เพิ่มมากขึ้นทุกวัน สำหรับกลุ่มตอลิบาน พวกเขามีความสูญเสียเพียงเล็กน้อย

ไม่ต้องสงสัยเลยว่าสถานการณ์ใหม่นี้ทำให้เราจำเป็นต้องทำความรู้จักกับกลุ่มตอลิบานให้มากขึ้นอีกหน่อย หากอัฟกานิสถานมีความสำคัญต่อเรา  แต่หากวิสัยทัศน์ของตุรกีไม่กว้างพอ ก็ไม่ต้องไปแยแสต่อภูมิศาสตร์ที่กำหนดเส้นทางของโลกในช่วงสี่สิบปีที่ผ่านมา

มีอีกแง่มุมหนึ่งที่ต้องชี้ให้เห็นคือ เมื่อเราเรียกร้องให้สนับสนุนให้มองตาลีบันด้วยสายตาสื่อตะวันตกหรือสื่อต่อต้านอิสลามโดยทั่วไป ไม่ได้หมายความว่าเรามองว่าตอลิบานเป็นวีรบุรุษ สัญลักษณ์หรือคุณธรรมเหนือธรรมชาติ ความคิดแบบนี้ไม่ใช่ลักษณะของเรา แต่เป็นความคิดฝ่ายซ้าย ซึ่งฝันถึงความโกลาหลบนถนนทุกสายในตุรกี

แต่ถ้าหากว่าตุรกีมีวิสัยทัศน์ที่กว้างไกลและความเข้าใจที่ลึกซึ้ง  ที่ทำให้รู้ว่าใครคือกลุ่มตอลิบาน ธรรมชาติของกลุ่มคืออะไร และอะไรที่อัฟกานิสถานสามารถทำได้และอะไรที่ไม่สามารถ

แน่นอนว่ามีบางภาคส่วนที่ต่อต้านอิสลามมาก่อนและยิ่งเพิ่มขึ้นเมื่อกลุ่มตอลิบานก้าวมามีอำนาจ และพวกเขาปฏิเสธความจริงโดยปราศจากหลักความยุติธรรมแม้แต่น้อย  ถึงขนาดว่าหากพวกเขาพูดคำว่าตอลิบาน  พวกเขาจะคิดว่าลิ้นของพวกเขาจะไม่สะอาดเว้นแต่จะต้องสาปแช่งกลุ่มตอลิบานและแสดงปฏิกิริยาแสดงความเกลียดชังต่อพวกเขา

แต่ในทางกลับกัน พวกเขาไม่ได้พูดอะไรเกี่ยวกับผู้ยึดครองอัฟกานิสถานเป็นเวลา   50  ปี และได้สังหารชาวอัฟกัน ซึ่งอาจจะมากกว่าที่กลุ่มตอลิบานสังหารถึง  50 เท่า  ประหนึ่งว่าอัฟกานิสถานสดใสและเงียบสงบก่อนที่กลุ่มตอลิบานจะเข้าควบคุม และเมื่อมันเข้าควบคุม ทุกสิ่งที่สวยงามก็จบลง ทั้งๆที่ในความเป็นจริง สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นเพียงการถอนตัวของประเทศที่ครอบครอง

ในทางกลับกัน สิ่งที่อัฟกานิสถานจะทำในระยะต่อไปยังคงเป็นเรื่องที่น่าสนใจสำหรับทุกคน ในบริบทนี้ ความกังวลที่ร้ายแรงเกี่ยวกับการปฏิบัติของตอลิบานในอดีต จะถือว่าเป็นเรื่องไม่จริงไม่ได้  แต่จะต้องได้รับการจัดการอย่างเหมาะสม และกลั่นกรองขอบเขตการปฏิบัติของตอลิบานเกี่ยวข้องกับศาสนาอิสลาม หรือความเข้าใจอิสลามของตอลิบาน และสิ่งนี้เกี่ยวข้องกับสภาพสังคมและประเพณีในอัฟกานิสถานอย่างไร

สำหรับผู้ที่เปรียบเทียบระหว่างตุรกีกับอัฟกานิสถาน และนำแบบจำลองจากที่นี่ไปที่นั่น ฉันไม่แน่ใจว่าพวกเขาจะรู้วิธีอ่านและเขียนหรือไม่

พวกเขาพากันขอบคุณต่อเซคคิวลาร์และ Kemalist เมื่อกล่าวถึงพัฒนาการในอัฟกานิสถาน ที่ซึ่งไม่มีตรรกะในข้อเสนอเลย แต่เป็นสภาวะของอารมณ์ล้วนๆ

และอีกอย่าง ข้าพเจ้าอยากจะพูดถึงข้อเท็จจริงพื้นฐานที่นี่ อัตราการรู้หนังสือในอัฟกานิสถานมีเพียง 30% เท่านั้น และ 42% ของชาวอัฟกันมีอายุระหว่าง 0 ถึง 14 ปี ในขณะที่ 80% ของชาวอัฟกันอาศัยอยู่ในชนบท ซึ่งหมายความว่าอัตราการเป็นเมืองอยู่ที่ระดับเพียง 20% ดังนั้น ชนเผ่าจึงมีบทบาทสำคัญในชีวิตทางการเมืองและสังคมของอัฟกานิสถาน หากเราคำนึงถึงอัตราของผู้คนที่อาศัยอยู่ในชนบท

หากเราไม่พูดถึงอัฟกานิสถาน แต่เป็นชนเผ่าแอฟริกัน เราจะเห็นเหตุการณ์ที่น่าตกใจอันเนื่องจากสภาพของสังคม แต่กลับไม่มีอิทธิพลต่อสื่อเหมือนกับสิ่งที่เกิดในอัฟกานิสถาน ตัวอย่างเช่นในรวันดา การตีความทางศาสนาแบบใดในสงครามกลางเมืองของรวันดา ที่ทำให้สามารถสังหารคนกว่าล้านคนอย่างโหดเหี้ยมภายในหนึ่งสัปดาห์  มีใครพูดถึงเรื่องนี้บ้างไหม?

การตีความศาสนาอิสลามไม่ได้เป็นสิ่งที่รับผิดชอบในสิ่งที่กลุ่มตอลิบานได้ทำ และไม่ได้เป็นสาเหตุของการโฆษณาชวนเชื่อเกี่ยวกับการต่อต้านอิสลามทั่วโลก และไม่ใช่หลักนิติศาสตร์อิสลามที่ต้องรับผิดชอบต่อนโยบายของตอลิบานมากเท่ากับขนบธรรมเนียมประเพณี โดยเฉพาะเมื่อพูดถึง “ปุชตุน” ที่มีประเพณีกำหนดบุรกา (ผ้าคลุมใบหน้าและร่างกายของผู้หญิง) กล่าวอีกนัยหนึ่ง กลุ่มตอลิบานเป็นผลผลิตของความเข้าใจดั้งเดิมที่ได้รับอิทธิพลจากประเพณีท้องถิ่น

และอย่าลืมว่าต่างชาติที่ยึดครองอัฟกานิสถานมาเป็นเวลาราว 40 ปี และสงครามต่อต้านประเพณีนี้อาจทำให้อัฟกานิสถานปิดตัวเองมากขึ้น ซึ่งเป็นสาเหตุที่บุรก้าเปลี่ยนจากสัญลักษณ์ดั้งเดิมไปเป็นปฏิกิริยาโกรธแค้นต่อการยึดครองที่ดำเนินมายาวนาน

ดังนั้นจึงเป็นที่ชัดเจนว่าระยะห่างทางประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และภูมิศาสตร์ระหว่างตุรกีและอัฟกานิสถานนั้นยาวนานมาก แต่การตีความทางการเมืองดูเหมือนจะลดระยะห่างเหล่านั้นไปในทางที่ต่างออกไป


สรุปโดย Ghazali Benmad

16 กันยายน รำลึกวันประหารชีวิตอุมัร มุคตาร์

16 กันยายน รำลึกวันประหารชีวิตอุมัร มุคตาร์ (1880-1931) นักรบซานูซีย์ ราชสีห์ทะเลทราย

●  ตอนที่ 1 มุฮัมมัด อะซัด กับ อุมัร มุคตาร์

มุฮัมมัด อะซัด ( 1900-1992) นักคิดและนักเดินทางชาวออสเตรียเชื้อสายยิว หลังจากเข้ารับอิสลาม ในปี 1926 ได้หมกมุ่นอยู่กับการญิฮาดและการสถาปนารัฐอิสลาม  ได้เป็นที่ปรึกษาคิงอับดุลอาซีซ ผู้ก่อตั้งราชวงศ์ซาอุดิอาระเบีย   ตลอดจนร่วมกับมุฮัมมัด อิกบาลในการสถาปนนาปากีสถาน และร่วมต่อสู้กับกลุ่มซานูซีย์และอุมัร  มุคตาร์ ในลิเบีย ในการต่อต้านการยึดครองของอิตาลี รวมถึงร่วมมือในการกอบกู้เอกราชของอินโดนีเซีย และยังเขียนหนังสือขจัดความสงสัยเกี่ยวกับอิสลาม และเชื่อมโยงความสัมพันธ์ระหว่างตะวันตกกับอิสลาม

● การเกิดและการเลี้ยงดู

มุฮัมมัด อะซัด  ซึ่งมีชื่อเดิมว่า Leopold Weiss เกิดเมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 1900 ในเมือง Liebmerg ในครอบครัวชาวยิวที่เคร่งศาสนา ปู่ของเขาเป็นแรบไบ มุฮัมมัด อะซัดเชี่ยวชาญภาษาฮีบรูเมื่ออายุ 13 ปี และศึกษาคัมภีร์โตราห์และทัลมุด

● การเรียน

Leopold Weiss เริ่มเรียนที่มหาวิทยาลัยเวียนนา แต่ไม่นานก็หยุด และเดินทางไปยังกรุงเบอร์ลินในวัยยี่สิบต้นๆ  ซึ่งได้เข้าร่วมกับวงการวัฒนธรรมที่หมกมุ่นอยู่กับการศึกษาเรื่องราวของชาวตะวันออก

● หน้าที่การงาน

Leopold Weiss ทำงานในกรุงเบอร์ลินที่สาขาหนึ่งของหน่วยงาน “United Brass of America” ​​และในปี 1921 ก็กลายเป็นบรรณาธิการด้านวัฒนธรรมของหนังสือพิมพ์ Frankfurter Allgemeine

หลังจากเปลี่ยนมานับถือศาสนาอิสลามในปี 1926 ใช้ชื่อว่า มุฮัมมัด อะซัด ได้เดินทางไปประกอบพิธีฮัจญ์ ตั้งรกรากอยู่ในนครมะดีนะฮ์ และได้พบกับอับดุลอาซิซ อาลซาอูด ผู้ก่อตั้งและกษัตริย์องค์แรกของซาอุดีอาระเบีย และทำงานเป็นที่ปรึกษาของเขา

ระหว่างที่พำนักอยู่ในอินเดีย เขาได้ร่วมกับมูฮัมหมัด อิกบาลในการก่อตั้งรัฐอิสลามแห่งปากีสถาน ซึ่งให้เกียรติอย่างสูงแก่มุฮัมมัด อะซัด โดยการให้สัญชาติแก่เขา และแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งต่างๆ ซึ่งสุดท้าย ได้เป็นรัฐมนตรีผู้มีอำนาจเต็มของปากีสถานในสหประชาชาติ

ในปี 1952 ได้ลาออกจากงานในสหประชาชาติ และออกจากนิวยอร์คเพื่อไปยังสวิตเซอร์แลนด์และทุ่มเทให้กับการเขียนและการเขียนเป็นเวลา 10 ปี จากนั้นเขาก็ย้ายไปที่เมืองแทนเจียร์ของโมร็อกโกซึ่งเขาใช้เวลา 20 ปี

● ประสบการณ์ทางความคิด

ความสนใจของมุฮัมมัด อะซัด ต่อตะวันออก อาหรับ และปาเลสไตน์ เป็นปัจจัยสำคัญในการเปลี่ยนวิถีชีวิต ความเชื่อและความคิดของเขา หลังจากที่ไปเยือนปาเลสไตน์ในปี 1922 มุฮัมมัด อะซัด ได้เขียนบทความชุดหนึ่งซึ่งทำให้โดนข้อหาเป็นยิวแอนตี้เซมิติกส์- ซึ่งเขาเตือนชาวอาหรับถึงแผนการอพยพชาวยิว ที่นั่น เขาได้สัมภาษณ์อย่างร้อนแรงกับจิม ไวซ์แมนน์  ประธานองค์กรไซออนิสต์สากล World Zionist Congress

ในปี 1926 การเปลี่ยนแปลงทางปัญญาที่โดดเด่นที่สุดเกิดขึ้นในชีวิตของ Leopold Weiss โดยเขาเปลี่ยนมานับถือศาสนาอิสลามในปี 1926 ที่มัสยิด Wilmsdorf ซึ่งเป็นมัสยิดที่เก่าแก่ที่สุดในเมืองเบอร์ลินของเยอรมนี

Leopold Weiss ออกเดินทางเพื่อปกป้องศาสนาอิสลามและขจัดต่อข้อสงสัยเกี่ยวกับศาสนานี้ และพยายามเชื่อมช่องว่างระหว่างอารยธรรมอิสลามและอารยธรรมตะวันตกในหนังสือของเขา ซึ่งมุร๊อด  ฮอฟแมนน์  นักคิดชาวเยอรมันมุสลิมเชื้อสายยิว อธิบายว่าเป็นของขวัญจากตะวันตกสำหรับอิสลาม

ในปี 2008 เมืองหลวงของออสเตรียได้ยกย่องความพยายามของมูฮัมหมัด อะซัด ซึ่งเป็นเพื่อนร่วมชาติผู้ล่วงลับไปแล้ว ในการส่งเสริมการเจรจาทางวัฒนธรรมระหว่างโลกอิสลามกับโลกตะวันตก และตั้งชื่อถนนในจัตุรัสสหประชาชาติตามชื่อของเขา และได้เข้าร่วมในการผลิตสารคดีเรื่อง “The Road to Mecca” ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจากชีวประวัติตอนปลายของนักคิดมุสลิมคนนี้

กรุงเบอร์ลิน เมืองหลวงของเยอรมนีได้ดำเนินตามตัวอย่างในออสเตรีย โดยให้เกียรติแก่เขาด้วยการสร้างสัญลักษณ์ที่ระลึกในชื่อของเขาไว้ในหมู่บ้านที่เขาอาศัยอยู่ในช่วงปี ค.ศ. 1920

● งานเขียน

เขามีหนังสือหลายเล่ม ที่สะดุดตาที่สุด: อิสลาม ณ ทางแยก, รากฐานของรัฐและการปกครองในศาสนาอิสลาม, ถนนสู่มักกะฮ์, การแปลความหมายของคัมภีร์กุรอ่าน และการแปลซอเหียะห์อัลบุคอรี, และศาสนาจากอดีต.

● การเสียชีวิตของมุฮัมมัด อะซัด

มุฮัมมัด อะซัด เสียชีวิตในเมือง Mijas ของสเปน เมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 1992 และถูกฝังตามความประสงค์ของเขาในสุสานอิสลามในเมืองกรานาดา ตามคำสั่งเสียของเขา


โดย Ghazali Benmad

“มินฟิกฮ์เดาละฮ์ ฟิลอิสลาม – ศาสตร์ว่าด้วยรัฐในหลักการอิสลาม” ของชัยค์ยูซุฟ กอรฎอวีย์ [ตอนที่ 2 ]

  • อัตลักษณ์ของรัฐในอิสลาม

ศาสนาอิสลามผสมผสานศาสนาและรัฐเข้าด้วยกัน โดยไม่มีการแยกระหว่างทางโลกกับศาสนา  เช่นเดียวกับที่อิสลามพยายามสร้างบุคคลที่ดี ครอบครัวที่ดีและสังคมที่ดี อิสลามก็พยายามสร้างรัฐที่ดีด้วย

รัฐในศาสนาอิสลามไม่ใช่รูปแบบของรัฐที่โลกรู้จักมาก่อนหรือหลังอิสลาม แต่ค่อนข้างเป็นรัฐที่แตกต่างจากสิ่งอื่นใด โดยมีจุดมุ่งหมาย แนวทาง องค์ประกอบ และคุณลักษณะเฉพาะ

เพราะเป็นรัฐพลเรือนที่ปกครองโดยศาสนาอิสลาม และตั้งอยู่บนพื้นฐานของพันธะสัญญา(บัยอะฮ์) การปรึกษาหารือ(ชูรอ) และความยุติธรรม

เจ้าหน้าที่ของรัฐถูกคัดเลือกมาจากผู้มีความสามารถด้านต่างๆ และมีความซื่อสัตย์  ไม่มีสถานะของนักบวชหรือศาสนา และไม่เป็นรัฐเซคคิวลาร์ที่ปฏิเสธและเป็นปฏิปักษ์ต่อศาสนา หรือถือว่าเป็นยาฝิ่นของประชาชาติ แยกศาสนาออกจากชีวิตและสังคมด้านต่างๆ และไม่ใช่รัฐที่ปฏิเสธผู้ไม่เชื่อในศาสนาอิสลามในดินแดนของอิสลาม แต่ยินดีต้อนรับพวกเขาตราบเท่าที่พวกเขายอมรับบทบัญญัติทางสังคมเหนือพวกเขา  ส่วนสิ่งที่เกี่ยวกับความเชื่อ ความศรัทธาและเงื่อนไขส่วนตัวของพวกเขา ต่างศาสนิกมีอิสระที่จะปฏิบัติตามสิ่งที่ศาสนาของพวกเขาบัญญัติ

รัฐในศาสนาอิสลามเป็นสถานที่นัดพบของศาสนาและทางโลก  การผสมผสานของวัตถุสสารกับจิตวิญญาณ ความสมานฉันท์ระหว่างอารยธรรมกับความมีคุณธรรม และการรวมเป็นหนึ่งของหมู่ภูมิบุตร ภายใต้ร่มธงของอัลกุรอานที่ควบคู่กับความรู้และปัญญาพร้อมกันไป และไม่ใช่แค่เครื่องมือรักษาความปลอดภัยที่ปกป้องจากการรุกรานภายในหรือการบุกรุกจากภายนอก

เป็นรัฐที่ให้การศึกษาแก่ประชาชนเกี่ยวกับคำสอน หลักการ และศีลธรรมของศาสนาอิสลาม และทำให้หลักการและศีลธรรมเหล่านั้นเป็นจริงที่จับต้องได้  และเป็นรัฐให้คำแนะนำสั่งสอน ไม่ใช่รัฐเน้นหารายได้ภาษี

รัฐในอิสลาม ไม่มีสถานะศักดิ์สิทธิ์สำหรับผู้ปกครอง ที่ทำให้เขาอยู่เหนือความรับผิดชอบหรือการพิจารณาคดี  ผู้ปกครองเป็นเพียงตัวแทนของประชาชน  เป็นเพียงประชาชนคนหนึ่ง ที่มีถูกและผิด มีดีและชั่ว และถ้าเขาถูก ผู้คนต้องเชื่อฟังและร่วมมือช่วยเหลือ และถ้าทำผิดพลาด ประชาชนก็จะตรวจสอบสวนและปรับปรุงแก้ไข

รัฐในอิสลามไม่ได้อยู่บนพื้นฐานของการปกครองและการตัดสินใจของคนๆเดียว หรือครอบครัวใด หรือตระกูลใด  แต่สอดคล้องกับหลักประชาธิปไตยในการเลือกของผู้ปกครอง ไม่มีใครเป็นผู้นำโดยขัดต่อเจตจำนงของประชาชน

รัฐในอิสลามปกป้องสิทธิของผู้อ่อนแอ ไม่ใช่ผลประโยชน์ของผู้แข็งแกร่ง บังคับความมั่งคั่งของคนรวยให้คืนให้กับคนจนผ่านระบบซะกาต และแบ่งสรรปันส่วนให้ทุกคนที่มีความต้องการต่อปัจจัยยังชีพ 

เป็นรัฐของผู้ถูกกดขี่และผู้อ่อนแอที่ถูกเหยียบย่ำด้วยเท้าของเผด็จการ รัฐในอิสลามจะยืนเคียงข้างผู้อ่อนแอและต่อสู้เพื่อความรอดของพวกเขา

เป็นรัฐแห่งสิทธิและเสรีภาพ  ทั้งสิทธิในการมีชีวิต ความเป็นเจ้าของ ความเพียงพอในปัจจัยขั้นต่ำในการดำรงชีวิต

เป็นรัฐที่ปลอดภัยในศาสนา ชีวิต เกียรติยศ ทรัพย์สินเงินทอง และวงศ์ตระกูล  โดยที่เสรีภาพทางศาสนา เสรีภาพในความเชื่อและการสักการะเป็นของทุกคน

เป็นรัฐแห่งการยึดมั่นในกฎหมาย เสรีภาพในการพูด ความคิดเห็น และเสรีภาพในความรู้และความคิด 

ทั้งเปิดกว้างในสำนักหลักความเชื่ออะกีดะฮ์  กฎหมาย การตีความอัลกุรอาน และตะเซาวุฟ และอื่นๆ  แตกต่างกันในด้านสำนักความคิดแต่สามารถอยู่ร่วมกันได้ เป็นรัฐของหลักการและศีลธรรมโดยไม่เบี่ยงเบนไปจากนี้


แปลสรุปโดย Ghazali Benmad