สหรัฐอเมริกา_อารยธรรมแห่งอาชญากรโลก (ตอนที่ 1)

กล่าวกันว่า นับตั้งแต่ก่อนการประกาศจัดตั้งสหรัฐอเมริกา จนกระทั่งปัจจุบัน คนผิวขาวที่อพยพเข้าสู่โลกใหม่ในทวีปอเมริกาได้เข่นฆ่าชาวโลกแล้วจำนวน 112 ล้าน ที่ครอบคลุมกว่า 400 ชนชาติและอารยธรรม ถึงกระนั้นก็ตาม ทั่วโลกพากันยกย่องประเทศลุงแซมว่าเป็นต้นแบบประเทศประชาธิปไตยและต้นตำรับของการคุ้มครองสิทธิมนุษยชน

#อินเดียนแดง_ชาวพื้นเมืองผู้ทรนง

หลังจากที่คริสโตเฟอร์ โคลัมบัส นักเดินเรือชาวเจนัวเมืองท่าทางทะเลที่สำคัญของอิตาลี่ ได้ค้นพบโลกใหม่ในหมู่เกาะทะเลแคริบเบียนเมื่อปี 1492 และพบเจอชาวพื้นเมืองที่อาศัยอยู่เดิมนับพันๆปีแล้ว แต่กลับเข้าใจผิดว่าเป็นดินแดนอินเดีย จึงเรียกชาวพื้นเมืองนี้ว่า Indian แต่เมื่อความจริงปรากฏ ชาวตะวันตกจึงเรียกแก้เขินว่า อินเดียนแดง เพื่อแยกแยะกับชาวอินเดียที่แท้จริง ปัจจุบันคำนี้ถูกเลิกใช้และถือว่าเป็นคำที่ไม่สุภาพ จึงเรียกคำใหม่ว่า Native American (ชนพื้นเมืองอเมริกัน) นับแต่นั้นมา ซึ่งในบทความต่อไปนี้ ผู้เขียนขออนุญาตใช้คำสุภาพว่า”ชนพื้นเมืองอเมริกัน” แทน ชาวพื้นเมืองเหล่านี้ถูกเข่นฆ่า ล้างเผ่าพันธุ์ด้วยวิธีที่สุดป่าเถื่อน พวกเขาประกอบด้วยชนหลายเผ่าพันธุ์จำนวน 566 เผ่าที่แยกกันอยู่ตามบริเวณต่างๆของทวีปนี้ ซึ่งมีจำนวนมากถึง 40-90 ล้านคน แต่ผลของสงครามล้างเผ่าพันธุ์อันยาวนานระหว่างปลายศตวรรษที่ 15 จนถึงต้นศตวรรษที่ 20 (กว่า 400 ปี) เชื่อว่าชนพื้นเมืองอเมริกันถูกฆ่าเป็นเหยื่อสังเวยการสถาปนาประเทศสหรัฐอเมริกาเป็นจำนวน 18 ล้านคน ส่วนที่เหลือก็กระจัดกระจายตามประเทศต่างๆแถบลาตินอเมริกา ปัจจุบันชนพื้นเมืองอเมริกันมีประชากรในสหรัฐอเมริกา 1.7% ของประชากรทั้งหมด หรือจำนวน 5.2 ล้านคน

ตลอดระยะเวลาดังกล่าวพวกเขาถูกไล่ล่า ทำลายบ้านเรือน ฆ่าถลกหนัง หรือแม้กระทั่งการปล่อยเชื้อโรคคร่าชีวิตและถูกอพยพไล่ที่ให้ต่อสู้กับชีวิตตามลำพังท่ามกลางความอดอยากจนตายทั้งเผ่าอย่างทรมาน

และสิ่งที่โหดร้ายยิ่งกว่าการเข่นฆ่า คือการบิดเบือนทางประวัติศาสตร์และใส่ร้ายป้ายสีว่า พวกเขาคือกลุ่มชนที่ป่าเถื่อน กระหายเลิอด เป็นมนุษย์กินคน เป็นกลุ่มชนที่ได้รับการวิวัฒนาการจากลิงตามทฤษฎีดาร์วิน ด้วยเหตุนี้ความเชื่อเริ่องเหยียดผิวของคนขาว จึงกลายเป็นส่วนหนึ่งของชุดความคิดที่ฝังใจจนเป็นเนื้อเดียวกันชนิดที่แยกไม่ออกทีเดียว

ในช่วงปี 1622 – 1924 ได้มีการกำหนดขยายดินแดนของชาวอเมริกัน ทำให้ชาวอินเดียนแดงถูกขับไล่ออกไปอยู่บริเวณส่วนตะวันตกของประเทศ ซึ่งเป็นเขตพื้นที่ทุรกันดารที่เรียกว่า เขตสงวนชนพื้นเมืองอเมริกัน ท่ามกลางนโยบายกลืนชาติ (Assimilation) และปรัชญาเทพลิขิต (Manifest destiny) ที่ดำเนินไปควบคู่กับการต่อสู่เพื่อความอยู่รอดของชนพื้นเมือง

เรื่องราวของชนพื้นเมืองอเมริกัน จึงเป็นเรื่องราวที่เหี้ยมโหด สยดสยอง ที่กระทำทารุณโดย คนขาวที่อพยพครอบครัวมาตั้งถิ่นฐานในโลกใหม่อย่างไร้ปรานี ในขณะเดียวกัน เรามักถูกนำเสนอภาพของวีรกรรมของคนขาวที่ต้องต่อสู้เพื่อความอยู่รอดของตนและครอบครัว ในขณะที่ชนพื้นเมืองอเมริกัน กลายเป็นสัญลักษณ์ของผู้ก่อการร้ายไปโดยปริยาย ใครที่เคยดูหนังคาวบอยในอดีต ที่มีพระเอกเป็นคนขาวที่มีตำแหน่งเป็นนายอำเภอ ยิงปืนแม่น ขี่ม้าอย่างชำนาญ ที่ทางการส่งมาเพื่อปราบปรามผู้ก่อการร้ายผิวสี ก็จะเข้าใจจิตวิทยามอมเมาชาวโลกของสหรัฐอเมริกาที่ต้องการบิดเบือนประวัติศาสตร์ของชนพื้นเมืองอเมริกันผ่านสื่อภาพยนต์ได้เป็นอย่างดี

ทั้งๆที่ในความเป็นจริง ชนพื้นเมืองอเมริกันถูกรุกรานจากคนขาวเนื่องจากพวกเขาเป็นเจ้าของทุ่งกว้างและดินแดนอันกว้างใหญ่ไพศาลแห่งทวีปอเมริกาต่างหาก

ทีมข่าวต่างประเทศ

แหล่งอ้างอิง
http://www.kabbos.com/index.php?darck=402
https://docs.google.com/file/d/0B5ouQ_Ym2-loaDNqcC1nZkxYY0E/edit
https://th.m.wikipedia.org/wiki/ประวัติศาสตร์สหรัฐอเมริกา

10 กุมภาพันธ์ รำลึกวันเสียชีวิตสุลต่านอับดุลหะมีดที่ 2 แห่งอาณาจักรออตโตมัน : ตอน สัมผัสชีวิตสายสกุลออตโตมันในปัจจุบัน

บทสัมภาษณ์จากวารสารอัลมุจตามะ المجتمع ของคูเวต ฉบับ 2139 ประจำเดือน มกราคม 2020

เจ้าชายฮารูน เหลนของสุลต่านอับดุลฮามิด กล่าวกับวารสารอัลมุจตามะ : เราพบกับความยากลำบากเป็นอย่างยิ่งในการขอสัญชาติตุรกี

เจ้าชายฮารูน บินอับดุลการีม หลานชายของสุลต่านอับดุลฮามิดที่ 2 กล่าวว่าสถานการณ์สายสกุลออตโตมันในปัจจุบันภายใต้รัฐบาลแอร์โดฆาน ดีกว่าเมื่อก่อน พร้อมขอยกย่องชมเชยความสนใจและความภาคภูมิใจในประวัติศาสตร์ตุรกีของประธานาธิบดีแอร์โดฆาน

เจ้าชายฮารูน บินอับดุลการีม กล่าวในบทสนทนากับ “วารสารอัลมุจตามะ” ในการเดินทางเยือนคูเวตครั้งล่าสุดว่าสุลต่านมีทรัพย์สินในเมืองคอร์คุก อิรัก เมืองกอมิชลี และเดรซูร ทางตอนเหนือของซีเรีย เรื่องทรัพย์สินเป็นปัญหายุ่งยากมาก จากการที่ออตโตมันพ่ายแพ้สงคราม ดังนั้นทรัพย์สินเหล่านั้นจึงสูญเสียไปบนโต๊ะเจรจา

  • วารสารอัลมุจตะมะ : ก่อนอื่นเรายินดีต้อนรับท่าน และเรามีความสุขมากกับบทสนทนานี้
  • เจ้าชายฮารูน : ขอให้อัลลอฮ์อวยพรให้คุณ และผมก็พอใจกับการพบกับพี่น้องที่ดีของผมในประเทศที่ดีนี้ และรู้สึกราวกับว่าอยู่ระหว่างครอบครัวและตระกูลของผม
  • วารสารอัลมุจตะมะ : ผลทางจิตใจของการเป็นหลานชายของสุลต่านอับดุลฮามิดที่สอง มีอะไรบ้างครับ ?
  • เจ้าชายฮารูน : ผมภูมิใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวที่มีรากเหง้าอันยาวนานนี้ และตั้งแต่วัยเด็ก ตอนที่เราอยู่ในช่วงวัยเด็ก เราได้รับการบอกว่า เธอต้องรู้ว่าเธอเป็นใคร และปู่ย่าตายายของเธอเป็นใคร เราถูกอบรมแบบนี้ตั้งแต่เล็กจนเติบใหญ่ รวมถึงบอกถึงผู้รักหรือผู้ที่เกลียดชังเราในตุรกี
  • วารสารอัลมุจตะมะ : รัฐบาลตุรกีปัจจุบันปฏิบัติต่อท่านอย่างไร ในฐานะลูกหลานของสุลต่านอับดุลฮามิด?
  • เจ้าชายฮารูน : เรามาที่ตุรกีในปี 1977 รัฐบาลในเวลานั้นไม่สนใจเรา ไม่รู้สึกถึงการมีอยู่ของเรา และไม่ได้ให้ความสนใจใด ๆ กับเรา และเรารู้สึกแปลกแยกและห่างเหิน และเรากลายเป็นคนแปลกหน้าในประเทศของเรา ด้วยความค่อยเป็นค่อยไปและความอดทน เราเริ่มเรียนรู้สังคมตุรกีและวิธีที่จะจัดการกับมัน เพื่อให้เราสามารถกู้คืนสิทธิของเราคืนมา ที่สำคัญที่สุดคือการคืนสัญชาติตุรกีที่เราถูกกีดกันอย่างหนักต่อเนื่องเป็นเวลาหลายปี และเราพบปัญหามากมายในขั้นตอนนี้ โดยคุณพ่อเป็นผู้เดินเรื่องเพื่อขอรับสัญชาติอย่างลำบากยากเย็น ตั้งแต่ปี ค.ศ.1977-1985 และเมื่อประธานาธิบดีตุรฆุต โอซาล ของตุรกี ในเวลานั้น รู้เรื่องเกี่ยวกับความทุกข์ทรมานของเราในการขอสัญชาติตุรกี ท่านก็ได้เข้าแทรกแซง และมอบสัญชาติให้เราภายในเวลาหนึ่งเดือนเท่านั้น
    สำหรับสถานการณ์ปัจจุบันของเรา ภายใต้รัฐบาลของประธานาธิบดีรอญับ ตอยยิบ แอร์โดฆาน ดีกว่ามาก – เราขอสรรเสริญต่ออัลลอฮ์- สำหรับเรื่องนั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อประธานาธิบดีสนใจประวัติศาสตร์ตุรกี รู้สึกภาคภูมิใจในประวัติศาสตร์โบราณนี้ และพยายามรักษาไว้ เราจึงรู้สึกเคารพเป็นอย่างสูงต่อท่าน อันเนื่องจากนโยบายที่ถูกต้องและให้ความยุติธรรมต่อสายสกุลออตโตมาน เพราะท่านมีนโยบายให้สัญชาติแก่บุคคลใดก็ตามในตระกูลออตโตมานที่ยังไม่ได้สัญชาติตุรกี ให้มีสิทธิที่จะได้รับในทันทีโดยไม่ต้องรอเวลา 6 เดือน ผู้ใดก็ตามที่เป็นสมาชิกในครอบครัวของออตโตมานที่อาศัยอยู่นอกประเทศตุรกี ให้ยื่นเรื่องต่อสถานทูตตุรกีในประเทศนั้นๆ เพื่อขอสัญชาติ และภายในไม่กี่วันก็ได้สัญชาติในทันที
  • วารสารอัลมุจตะมะ : ท่านรู้สึกถึงความแตกต่างระหว่างระบอบการปกครองก่อนหน้านี้ที่ท่านอยู่ กับระบอบการปกครองแบบแอร์โดฆานหรือไม่?
  • เจ้าชายฮารูน : ใช่ มีความแตกต่างกันมาก ประธานาธิบดีแอร์โดฆานรักราชวงศ์ออตโตมาน และยกย่องประวัติศาสตร์ออตโตมันโบราณ ทั้งยังเป็นนักอ่านประวัติศาสตร์ที่ดี ดังนั้น เราจึงชื่นชมและเคารพต่อท่าน และเราตอบสนองต่อการเรียกร้องของท่านเกี่ยวกับวันครบรอบการเสียชีวิตของสุลต่านอับดุลฮามิด รวมถึงการรำลึกการก่อตั้งอาณาจักรออตโตมัน และโอกาสอื่นๆ แต่เราก็ตระหนักถึงสถานการณ์ดี เราเห็นใจและเข้าใจเหตุผล หากมีบางอย่างบกพร่อง
  • วารสารอัลมุจตะมะ : ชีวิตของท่านเป็นอย่างไรบ้างครับ เมื่อตอนที่ท่านอยู่นอกประเทศตุรกี ?
  • เจ้าชายฮารูน : คุณพ่อถือสัญชาติซีเรียและเลบานอน ท่านทำงานเป็นพนักงานเล็กๆ ในกระทรวงการสวัสดิการของเลบานอน ชีวิตของพวกเราค่อนข้างลำบาก ส่วนคุณปู่และคุณทวดของผม ท่านอับดุลการิม อาฟันดี และท่านซาลิม อาฟันดี พ่อของท่าน มีชีวิตที่เรียบง่ายอย่างยิ่ง ท่านทั้งสองยอมขายเหรียญตรา และเครื่องราชอิสริยาภรณ์เพื่อนำเงินมาใช้ ปัจจุบันเรายังคงได้รับความยากลำบากเหล่านี้ขณะที่เราอาศัยอยู่ในประเทศตุรกีของเรา เราทำงานด้วยแรงของเรา เราทำงานอย่างหนักเพื่อให้เราสามารถมีชีวิตที่เหมาะสมสำหรับเรา และลูก ๆ ของเรา รัฐบาลตุรกีไม่ได้ให้เงินใดๆ แก่เรา และเราเองก็ไม่ได้ร้องขอให้รัฐบาลอุ้มชูเอา เพียงแค่นี้เราก็ยังรู้สึกขอบคุณต่ออัลลอฮ์ เรารู้สึกภาคภูมิใจในความเป็นพลเมืองของประเทศที่มีสถานะอันยิ่งใหญ่ของเรา ภาคภูมิใจในประวัติศาสตร์สายสกุลอันมีเกียรติของเรา และการได้ทำงานสุจริตในประเทศของเรา
  • วารสารอัลมุจตะมะ : ท่านมีทรัพย์สินในตุรกีหรือไม่ครับ ?
  • เจ้าชายฮารูน : ใช่ เรามีทรัพย์สินในตุรกี และจนถึงตอนนี้เรายังไม่ได้อ้างสิทธิ์ สิ่งที่เราขอจากรัฐบาลได้แก่ การระบุทายาทของสุลต่านอับดุลฮามิด – ขอให้อัลลอฮ์ทรงเมตตาท่าน – และในอนาคตเราจะเดินเรื่องขอคืนที่ดินของเราที่ถูกยึดครองโดยตระกูลใหญ่บางตระกูลในตุรกี
  • วารสารอัลมุจตะมะ : สุลต่านอับดุลมาจิด อาศัยอยู่ในซาอุดิอาระเบียและถูกฝังในอัลบะเกียะ ตระกูลสุลต่านอับดุลฮามิดเป็นอย่างไรบ้าง ? มีการพบปะกันบ้างไหม?
  • เจ้าชายฮารูน : สายสกุลของสุลต่านอับดุลฮามิด กระจัดกระจายอยู่ในหลายส่วนของโลก วันเวลาได้ทำร้ายต่อพวกเขา ชีวิตของพวกเขาได้เปลี่ยนไป และสภาพของพวกเขาเปลี่ยนไป บางคนอาศัยอยู่ในสหราชอาณาจักร บางส่วนอยู่ในเยอรมนี และขอบคุณต่ออัลลอฮ์ ที่ปู่ของผมเลือกที่จะอยู่ในเลบานอน ดินแดนอิสลาม ภายใต้บรรยากาศอิสลาม
  • วารสารอัลมุจตะมะ : ท่านตอบโต้การใส่ร้ายป้ายสีต่อสุลต่านอับดุลฮามิดและอาณาจักรคอลีฟะฮ์ออตโตมันหรือไม่?
  • เจ้าชายฮารูน : อิลฮาน สุลตอน ลูกสาวของผม ได้เขียนหนังสือ 3 เล่ม และกีฮาน พี่ชายของผม เขียนหนังสือ 2 เล่มเพื่อตอบโต้ต่อการใส่ร้ายป้ายสี ในวงการสื่อ เราเป็นที่รู้จักกันดี เราได้ดำเนินคดีต่อศาลฟ้องร้องผู้ที่ดูหมิ่นสุลต่านอับดุลหะมีด ลูกสาวของผมชนะมาแล้ว 4 คดี
  • วารสารอัลมุจตะมะ : แล้วเรื่อง “ซีรี่ส์สุลต่านอับดุลฮามิด”?
  • เจ้าชายฮารูน : ผมเป็นที่ปรึกษาในการทำซีรีย์นี้ และเราใส่ข้อมูลเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ที่แท้จริงในช่วงเวลานั้นมากกว่า 60% ของซีรี่ส์ ส่วนเหตุการณ์ที่เหลือของซีรีส์ มาจากจินตนาการของการละคร
  • วารสารอัลมุจตะมะ : สุลต่านอับดุลฮามิด มีท่าทีที่แข็งกร้าวต่อชาวยิวเป็นอย่างมาก ดังนั้น ตอนนี้ท่านมองสถานการณ์ของชาวยิวอย่างไรในปาเลสไตน์ที่ถูกยึดครอง?
  • เจ้าชายฮารูน : จุดยืนเหล่านี้ของท่านสุลต่าน เริ่มขึ้นในปลายศตวรรษที่สิบเก้าต่อมา หลังจากปี 1917 หลังสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง และออตโตมันต้องออกจากปาเลสไตน์และประเทศอาหรับอื่นๆ ผู้นำอาหรับหรือผู้นำอิสลามก็ไม่สามารถรักษาปาเลสไตน์เอาไว้ได้เหมือนกับที่ออตโตมันรักษาไว้เป็นเวลานานหลายศตวรรษ จุดยืนของแอร์โดฆานกับชาวปาเลสไตน์ในฉนวนกาซาก็เป็นจุดยืนที่น่ายกย่องที่ประวัติศาสตร์จะต้องจารึกไว้อย่างภาคภูมิใจในตัวผู้นำมุสลิมท่านนี้ และแน่นอนว่าเราจะไม่เปรียบเทียบท่านกับสุลต่านอับดุลฮามิด ในการเผชิญหน้ากับกลุ่มไซออนิสต์ที่นำโดยเฮอร์เซิล และการปฏิเสธที่จะให้ปาเลสไตน์แก่พวกเขา
  • วารสารอัลมุจตะมะ : ท่านได้ทำสารคดีเกี่ยวกับสุลต่านอับดุลฮามิดหรือไม่ ?
  • เจ้าชายฮารูน : ผมได้ทำสารคดีในเรื่องนี้ 2 ตอน ระยะเวลาของแต่ละตอน 22 นาที และผมได้ลงใน YouTube สารคดีนี้พูดถึงชีวิตของสุลต่านอับดุลฮามิด ผมสัมภาษณ์อาจารย์ผู้เชี่ยวชาญที่สุดในประวัติศาสตร์ของตุรกี 14 ท่าน และการสัมภาษณ์ประสบความสำเร็จอย่างยิ่ง
  • วารสารอัลมุจตะมะ : ท่านมีทรัพย์สินในปาเลสไตน์หรือไม่ครับ ?
  • เจ้าชายฮารูน : สำหรับเรื่องทรัพย์สิน มันเป็นหัวข้อที่ยืดยาว และเป็นประเด็นทางการเมือง และการเจาะลึกเข้าไปในประเด็นนี้จะสร้างปัญหาใหญ่ให้แก่เรา ความจริง ดินแดนรอบ ๆ เยรูซาเล็มเป็นสมบัติของสุลต่านอับดุลฮามิด และท่านสุลต่านยังมีทรัพย์สินอยู่ในเมืองเคอร์คุกในอิรัก และกอมิชลี และเดรซูร์ ในภาคเหนือของซีเรีย สุลต่านรู้ว่าดินแดนนี้มีน้ำมันและก๊าซ และท่านซื้อโดยไม่แน่ใจว่ามันมีน้ำมันหรือก๊าซหรือไม่ แต่ความรู้สึกเป็นแรงบันดาลใจให้ซื้อมัน และเรามีเอกสารยืนยันกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินเหล่านั้น และท่านสุลต่านยังมีทรัพย์สินในฉนวนกาซาอีกด้วย
  • วารสารอัลมุจตะมะ : ท่านสามารถเรียกร้องทรัพย์สินเหล่านั้นคืนมาได้หรือไม่ครับ ?
  • เจ้าชายฮารูน : เราไม่สามารถเรียกร้องได้ แม้แต่ศาลระหว่างประเทศก็ยังไม่สามารถตัดสินได้ เพราะว่า -ด้วยความเสียใจอย่าง- ในช่วงเวลาที่ก่อตั้งสาธารณรัฐตุรกี จักรวรรดิออตโตมันก็พ่ายแพ้ในการสู้รบทางทหาร และทำให้ต้องสูญเสียไปบนโต๊ะเจรจา ในขณะที่การดำเนินคดีในศาลระหว่างประเทศ ต้องใช้สำนักงานทนายความใหญ่ๆ จึงจะดำเนินคดีได้
  • วารสารอัลมุจตะมะ : ท่านได้รับการต้อนรับจากชาวคูเวตอย่างไรบ้างครับ ?
  • เจ้าชายฮารูน : จริง ๆนะครับ ผมรู้สึกประหลาดใจกับการต้อนรับที่ดี และมันก็เป็นความประหลาดใจที่มีเกียรติสำหรับผม ! ผมเห็นความรักอันยิ่งใหญ่ในหัวใจคนมากมาย และผมยังคงจดจำช่วงเวลาที่เต็มไปด้วยความรักและความเสน่หาที่เราได้รับ และผมขอแสดงความเคารพต่อประชาชนชาวคูเวตผู้ยิ่งใหญ่เหล่านี้ และในอดีตระหว่างผมและกษัตริย์จาบีร – ขออัลลอฮ์ทรงเมตตาท่าน- มีการติดต่อกันอย่างสม่ำเสมอ ในช่วงการบุกของอิรัก ผมส่งจดหมายไปให้แก่พระองค์ บอกว่า ผมเป็นหลานชายของสุลต่านอับดุลฮามิด และบอกว่า ผมเสียใจที่พระองค์ต้องออกจากคูเวต พระองค์ได้ตอบจดหมายของผมด้วยดี และผมยังคงเก็บไว้จนถึงตอนนี้

เขียนโดย Ghazali Benmad

อ่านต้นฉบับ
http://mugtama.com/reports/item/97442-2020-01-06-06-19-00.html?fbclid=IwAR2WZJRl_3xiallr530mr9HcMxTSB4hoFtOmzr3jKDHOObILcWUdiQcMKaU

เรื่องเล่าชายแดนใต้ (1)

ผมเกิดที่หมู่บ้านเล็กๆแห่งหนึ่งชื่อไอกูบูหมู่ที่ 1 ตำบลสุไหงปาดี อำเภอสุไหงปาดี จังหวัดนราธิวาส ซึ่งอยู่ติดถนนจารุเสถียร ห่างจากเมืองนราธิวาสไปทางสุไหงปาดีประมาณ 40 กม. ในอดีตหมู่ที่ 1 ประกอบด้วย 3 หมู่บ้านคือตลิ่งสูง ไอกูบูและป่าหวาย

อาจเป็นเพราะไอกูบูตั้งอยู่ตรงกลางระหว่างสองหมู่บ้าน ทำให้ทางการเลือกแต่งตั้งผู้ใหญ่บ้านที่มาจากหมู่บ้านไอกูบู โดยมีคุณตาเป็นผู้ใหญ่บ้านคนแรก ปัจจุบันทั้ง 3 หมู่บ้าน ได้แยกส่วนบริหารต่างหากแล้ว

ไอกูบูมีประชากรมุสลิม 100 % แต่มีช่วงหนึ่งที่บริษัทโรงโม่หินจากสุไหงโกลก มาตั้งบริษัทระเบิดหิน ซึ่งห่างจากบ้านผมไม่ถึง 100 เมตร ผมจึงโชคดีที่ได้ยินเสียงระเบิดหินจากภูเขาหลังบ้านดังตูมตามวันละ 2 ครั้ง ทั้งเที่ยงและเย็นมาตั้งแต่เด็ก บางครั้งสะเก็ดหินได้ตกมาหน้าบ้านพอทำให้ตกใจเล่น ส่วนเสียงโม่หินจากโรงงานนั้น ก็ได้สร้างสีสันดังครึกโครมทั้งวัน หากวันไหนโรงงานหยุด จะรู้สึกเงียบเหงาชอบกล ราวกับว่าใช้ชีวิตบนโลกอีกใบ

ครอบครัวผมและเพื่อนบ้าน จึงได้รับมลพิษทางเสียง อากาศและสภาพจิตใจนานเกือบ 30 ปีจนกระทั่งบริษัทเลิกกิจการไป เพราะไม่มีหินให้ระเบิด

ตลอดระยะเวลาดังกล่าว มีชาวบ้านเพียง 2-3 คนเท่านั้นที่เป็นลูกจ้างบริษัทนี้ คนงานส่วนใหญ่เป็นชาวพุทธที่มาจากภาคใต้ตอนบนกว่า 10 ครอบครัว บางครอบครัวมาจากอีสาน

บ้านป่าหวายในอดีต มีชาวพุทธอาศัยเกือบ 100% ส่วนบ้านตลิ่งสูงเป็นหมู่บ้านพหุวัฒนธรรมโดยแท้จริง เพราะมีมุสลิมและพุทธอาศัยอยู่ในอัตราส่วน 80 : 20 ชาวพุทธที่เป็นคนเฒ่าคนแก่ในหมู่บ้านนี้ จึงสามารถพูดภาษามลายูท้องถิ่นได้คล่องแคล่ว บางคนมีชื่ออิสลามที่ชาวบ้านตั้งให้ เช่น เจ๊ะดือราแม เจ๊ะเต๊ะ เป็นต้น

เจ๊ะดือราแม เป็นชาวตลิ่งสูงโดยกำเนิดจึงสามารถพูดมลายูได้ดี ส่วนเจ๊ะเต๊ะ มีบ้านเกิดที่ป่าหวาย พูดมลายูไม่ได้แต่ฟังมลายูรู้เรื่อง ทั้งสองคนเป็นเพื่อนสนิทของคุณพ่อที่พูดไทยไม่ได้ แต่ฟังคนแหลงใต้รู้เรื่อง

ผมยังจำได้ว่าทุกครั้งที่ 3 เกลอนี้เจอกันซึ่งส่วนใหญ่จะใช้แคร่หน้าบ้านเป็นที่นัดพบ ผมจะได้ยินเสียงภาษาสนทนาที่แปลกประหลาดมาก คนหนึ่งพูดมลายูท้องถิ่นในฐานะเจ้าภาพ อีกคนแหลงใต้เสียงดังฟังชัด และอีกคนพูดมลายูท้องถิ่นสำเนียงใต้

ยิ่งบางวันที่ สองเกลอต่างถิ่น นัดขี่จักรยานมาชวนคุยหน้าบ้านในสภาพที่ทั้งสองหน้าแดงก่ำพร้อมกลิ่นเหล้าฟุ้งกระจาย บรรยากาศก็จะเก๋ไก๋ไปอีกแบบ

ผมจึงมีโอกาสซึมซับบรรยากาศความผูกพันของสหายรักต่างศาสนิกตั้งแต่เยาว์วัย

ทั้ง 3 หมู่บ้านนี้มีโรงเรียนประถมที่สร้างขึ้น ณ ที่ดินที่อยู่ระหว่างหมู่บ้านไอกูบูกับหมู่บ้านตลิ่งสูง โดยที่ดินของโรงเรียนอยู่ในเขตหมู่บ้านตลิ่งสูงจึงตั้งชื่อว่าโรงเรียนบ้านตลิ่งสูง อยู่ใกล้บ้านประมาณ 800 ม.

ผมเรียนระดับประถม ป.1 ถึง ป.4 ที่โรงเรียนแห่งนี้ สมัยนั้นมีครูวิบูลย์ บุญรอด เป็นครูใหญ่ (ชาวบ้านเรียกติดปากว่าครูแดง มีภรรยาเป็นครูเช่นกัน ชาวบ้านเรียกว่าครูแมะแย) ทั้งสองพูดภาษามลายูได้คล่องแคล่ว และค่อนข้างสนิทสนมกับคุณพ่อเช่นกัน

ตั้งแต่ ป.1 ถึง ป.4 ทุกครั้งที่เปิดเรียนวันแรก คุณพ่อจะต้องลางานประจำคือกรีดยาง เพราะต้องจูงผมไปห้องเรียนแต่เช้าและคุยกับครูประจำชั้นว่า ขอเลือกที่นั่งให้ลูกชายนั่งข้างหน้าสุดและขอให้มีเพื่อนที่เป็นเด็กพุทธนั่งข้างๆ ด้วย ผมจึงนั่งติดกับเด็กชายสมนึก ลินิน (เพื่อนๆเรียกไอ้หมึก) จากบ้านตลิ่งสูง จนกระทั่งจบป. 4 จำได้ว่าตลอดการเรียน เราผลัดกันได้ที่ 1 ที่ 2 ของห้องมาโดยตลอด

ครั้งหนึ่ง ช่วงเรียน ป.4 ผมได้รับคัดเลือกเป็นตัวแทนนักเรียนแข่งขันประจำอำเภออ่านบทร้อยกรองทำนองเสนาะ เรื่องรามเกียรติ์ โดยสามารถเอาชนะไอ้หมีกได้ ทั้งๆที่ในโรงเรียนมีครูที่มีนามสกุลลินินกันหลายคน

ท่อนที่ว่า บัดนั้น พระยาพิเภกยักษี เห็นพระองค์ทรงโศกโศกี …….ทั้งท่อน ผมจึงสามารถท่องขึ้นใจจนกระทั่งปัจจุบัน

ผมจึงมีโอกาสพูดคุยและสนทนาโดยใช้ภาษาไทยมากกว่าเพื่อนๆในห้อง ซึ่งถือเป็นผลพวงของยุทธศาสตร์อันเเยบยลของคุณพ่อนั่นเอง

ในอดีต ขณะที่สังคมยังไม่รู้จักคำว่าพหุวัฒนธรรม สังคมสมานฉันท์และเอื้อ อาทร แต่วิถีชีวิตของเราได้กลมกล่อมจนซึมซับความหมายเหล่านั้นให้เป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินชีวิตโดยไม่รู้ตัว

แต่ทุกอย่างได้ผันแปรไปตามกาลเวลา คำว่าสังคมพหุวัฒนธรรมนำสันติสุข เป็นเพียงวาทกรรมที่ถูกกล่าวถึงในเวทีสัมมนาที่เมืองกรุงหรือที่รีสอร์ทตามชายหาดเท่านั้น

เราอาจทะเลาะ จนถึงขั้นชกต่อยกันบ้างตามประสาเด็กๆในวัยเรียน แต่พรุ่งนี้ เราก็กอดคอเล่นเป่ายางเส้นกันเช่นปกติ เหมือนไม่เคยมีเรื่องบาดหมางเกิดขึ้นมาก่อน

เมล็ดพันธุ์แห่งความเกลียดชัง ได้รับการบ่มเพาะอย่างกว้างขวาง ที่นับวัน ยิ่งแตกกิ่งก้านขยายผลอย่างน่ากลัว

จากเพื่อนบ้านเรือนเคียงที่ใช้ชีวิตอย่างถ้อยทีถ้อยอาศัยและยิ้มแย้มถามไถ่ระหว่างกัน บัดนี้อุดมด้วยความหวาดระแวงและลอบทำร้าย จนกระทั่ง ในปัจจุบัน ดูเหมือนว่า บางฝ่ายกำลังจงใจจุดไฟด้วยการสร้างข่าวลือ ข่าวเท็จ ปลุกปั่น ปั้นน้ำเป็นตัวด้วยความอคติและอวิชา บาดแผลที่ไหลรินอย่างยาวนานอยู่แล้ว กลับถูกซ้ำเติมอย่างไร้จรรยาบรรณที่สุด

ถึงกระนั้นก็ตาม ผมจะไม่มีวันลืมบรรยากาศเก่าๆอันสวยงามที่เคยสัมผัสในวัยเด็ก และหวังอย่างเต็มเปี่ยมว่า สักวันมันจะหวนกลับมาอีกครั้ง

ยกเว้นเสียงระเบิดของโรงโม่หินหลังบ้าน

พร้อมนี้ ใคร่เชิญชวนพี่น้องร่วมรับฟังอนาชีด Airkubu : Desaku tercinta ที่อธิบายถึงการเติบโตของเยาวชนไอกูบู ท่ามกลางความอุดมสมบูรณ์และความสวยงามของธรรมชาติ การถ้อยทีถ้อยอาศัยและความสามัคคีของชาวบ้าน จนเกิดชุมชนสันติสุขและเกิดการพัฒนาอย่างยั่งยืน

เขียนโดย ผศ.มัสลัน มาหะมะ

อันดาลูส : อาณาจักรที่สูญหาย

ในตอนปลายคริศตศตวรรษที่ 8 สเปนเป็นแหล่งความเจริญและวัฒนธรรมที่มีชื่อเสียงที่สุดของยุโรปนานนับเป็นศตวรรษ การค้าขายกับโลกภายนอกของสเปนในเวลานั้นไม่มีชาติใดในโลกสามารถมาแข่งขันได้ และในช่วงเวลาแห่งการขยายตัวทางด้านเศรษฐกิจนี้เอง ชาวยิวที่ถูกชาวคริสเตียนกดขี่ขับไล่ออกไปจากคาบสมุทรแห่งนี้ในศตวรรษที่ 7 ได้กลับมามีโอกาสเติบโตและเจริญมั่งคั่งขึ้นอีกครั้งหนึ่ง

อันดาลูส (เป็นภาษาอาหรับที่ถูกใช้เรียกสเปน) เจริญรุ่งเรืองไม่เพียงแต่เฉพาะในด้านเศรษฐกิจเท่านั้น แต่ยังเป็นที่รู้จักกันดีในฐานะศูนย์กลางทางด้านการศึกษา วิทยาศาสตร์ สถาปัตยกรรม บทกวีและศิลปะอันยิ่งใหญ่อีกด้วย ขณะที่มุสลิมกำลังรุ่งเรืองอยู่ในเสปนเวลานั้น ยุโรปส่วนใหญ่ยังคงอยู่ใน “ยุคมืด” แต่เป็นเพราะอันดาลูสนี้เองที่ความรู้ของมุสลิมได้ผ่านเข้าไปยังยุโรปและทำให้ยุโรปเกิดยุค “ฟื้นฟูศิลปวิทยาการ” (เรอเนซองส์) ขึ้นมา
ลักษณะสำคัญอย่างหนึ่งของอิสลามในขณะที่รุ่งเรืองอยู่ในสเปนเป็นเวลาหลายศตวรรษนั้นก็คือ ความใจกว้างที่มีต่อชาวยิวและชาวคริสเตียนของมุสลิม ชาวยิวและชาวคริสเตียนทั้งหมดที่ยอมรับมุสลิมเป็นผู้ปกครองประเทศจะได้รับอนุญาตให้ถือครองทรัพย์สินของตนและมีเสรีภาพในความเชื่อและการปฏิบัติศาสนาของตน

การปฏิบัติตามคำสอนของศาสนาไม่เพียงแต่จะนำพามนุษย์ไปสู่ความสำเร็จในโลกหน้าเท่านั้น แต่ยังได้รับความสำเร็จในโลกนี้ด้วย

มุสลิมเข้าไปในสเปนครั้งแรกเมื่อแม่ทัพมุสลิมที่มีชื่อว่าฏอรีค บินซิยาดได้นำกองทหารจำนวน 30,000 คน ไปขึ้นบุกที่นั่นใน ค.ศ. 711 บริเวณที่ตารีคนำกองทัพเรือไปขึ้นบุกนั้น เป็นแนวโขดหินยาวซึ่งหลังจากนั้นได้ถูกเรียกว่า “ญะบัลฏอรีค” (ภูผาฏอรีค) ซึ่งต่อมาได้ถูกเรียกเพี้ยนเป็น “ญิบรอลตา” มาจนถึงปัจจุบัน เมื่อขึ้นฝั่งแล้ว ฏอรีคได้สั่งทหารของเขาให้เผาเรือทิ้งทั้งหมดเพื่อเป็นการยืนยันว่าต่อไปนี้ ถ้าไม่ชนะก็ตาย จะไม่มีการถอยหนีลงทะเล หลังจากนั้นทหารมุสลิมก็ได้บุกเข้ายึดอำนาจจากพวกวิซิโกธที่ก่อนหน้านี้ได้เข้ามายึดอำนาจไปจากพวกโรมัน ใน ค.ศ. 715 กองทัพมุสลิมได้ข้ามภูเขาพีเรนีสและสามารถควบคุมพื้นที่ที่มีคนอาศัยอยู่ถึง 4 ล้านคนได้ ภายในเวลาเพียง 7 ปี ดินแดนสี่ในห้าส่วนของคาบสมุทรสเปนก็ถูกพิชิตและการปกครองโดยเคาะลีฟะฮก็ได้ถูกสถาปนาขึ้นในเสปน ดังนั้น ใน ค.ศ. 733 กองทัพของฝ่ายคริสเตียนจึงได้สกัดกั้นมุสลิมมิให้ขยายตัวลึกเข้าไปในยุโรปมากกว่านั้นอีก ในตอนต้นศตวรรษที่ 9 มีคนท้องถิ่นในสเปนจำนวนมากมายได้หันมาเข้ารับอิสลาม โดยเฉพาะพวกทาสที่ได้รับการปลดปล่อยให้เป็นอิสระ ขณะเดียวกันในอีกด้านหนึ่งมุสลิมก็พิชิตแคว้นซินด์ ซึ่งปัจจุบันคือประเทศปากีสถานได้ นั่นหมายความว่าภายในระยะเวลาไม่ถึง 150 ปี อิสลามซึ่งเริ่มต้นจากขบวนการเล็กๆ ของชาวอาหรับทะเลทรายเพียงหยิบมือหนึ่งได้ขยายตัวออกไปกลายเป็นมหาอำนาจที่ยิ่งใหญ่ของโลก ความสำเร็จนี้ เกิดขึ้นก็เพราะว่ามุสลิมในเวลานั้นเป็นคนที่ปฏิบัติตามคำสอนของศาสนา เจตนาเบื้องแรกของพวกเขาในขณะที่ทำการต่อสู้ก็คือการเผยแผ่อิสลาม มิใช่การแสวงหาทรัพย์สินและทรัพย์เชลย ไม่ว่าคนเหล่านี้จะไปที่ไหนก็ตาม พวกเขาจะสร้างระบบสังคมที่วางพื้นฐานอยู่บนความยุติธรรมขึ้นมาแทนระบบทรราชที่เป็นอยู่ในเวลานั้น ผู้คนในดินแดนที่มุสลิมเข้าไปปกครองนั้น มีเสรีภาพที่จะเลือกนับถืออิสลามหรือปฏิบัติตามศาสนาเดิมของตนต่อไป หากเลือกที่จะนับถือศาสนาเดิม คนเหล่านั้นก็จะต้องจ่ายภาษี “ญิซยะฮ์” ที่ทำให้พวกเขาได้รับการยกเว้นจากการเป็นทหาร แต่ผู้คนจำนวนมากได้หันมาเข้ารับอิสลามก็เพราะได้เห็นลักษณะและความประพฤติของมุสลิมที่เข้ามาปกครองพวกตน เช่น การปลดปล่อยทาสให้เป็นอิสระ เป็นต้น นับตั้งแต่ศตวรรษที่ 10 เป็นต้นมา เมืองหลวงของรัฐเคาะลีฟะฮฺอันดาลูสก็คือเมืองคอร์โดบา ซึ่งมีประชากร 600,000 คน มีอาคารบ้านเรือนและสิ่งปลูกสร้างประมาณ 200,000 หลัง มัสยิด 1,500 แห่ง และห้องอาบน้ำสาธารณะประมาณ 1,000 แห่ง ในห้องสมุดของเมืองมีเอกสารและบันทึกต่างๆ กว่าครึ่งล้านชุด ศูนย์กลางของเมืองมีระบบลำคลองที่เชื่อมกันและในตอนกลางคืนแม้แต่ถนนที่แย่ที่สุดก็ยังมีแสงสว่าง

กล่าวโดยสั้นๆ เมืองนี้มีสาธารณูปโภคพื้นฐานอย่างที่ไม่สามารถพบได้ในเมืองต่างๆของยุโรปในเวลานั้น แม้แต่กษัตริย์คริสเตียนหลายคนก็ยังส่งลูกหลานของตนมาศึกษาในอันดาลูส ทั้งนี้ เนื่องจากที่นี่มีมหาวิทยาลัยดีๆ หลายแห่ง และภาษาอาหรับเป็นภาษาสำคัญของโลก แต่ปัจจุบันสภาพการณ์กลับตรงกันข้าม หลายเมืองในประเทศมุสลิมกลายเป็นแหล่งเสื่อมโทรมหรือที่เรียกว่าสลัมและไม่มีสาธารณูปโภคพื้นฐาน ผู้คนได้รับความเดือดร้อนจากความยากจน สงคราม โรคภัยไข้เจ็บและด้อยการศึกษา รัฐมุสลิมที่ปกครองโดยระบบเคาะลีฟะฮฺในสเปนล่มสลายลงใน ค.ศ. 1492 เมื่อเมืองแกรนาดาถูกพิชิตโดยกษัตริย์เฟอร์ดินานด์และราชินีอิซาเบลลา กษัตริย์และราชินีคู่นี้คือผู้ปกครองที่ให้เรือ 3 ลำแก่โคลัมบัสไปเริ่มต้นการล่าอาณานิคม การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์และการค้าทาสในอเมริกา มุสลิมและชาวยิวที่หลงเหลืออยู่ในตอนนั้นมีทางเลือกสามทาง นั่นคือ (1) หากจะนับถือศาสนาของตนต่อไปก็ต้องออกไปจากประเทศ (2) หันมารับนับถือศาสนาคริสต์ และ (3) ถูกฆ่า เหตุผลดังกล่าวมาทำให้เป็นเรื่องง่ายที่จะวิเคราะห์ว่าทำไมหลังศตวรรษที่ 8 มุสลิมจึงได้เสียยุโรปตะวันตกให้แก่ชาติคริสเตียน นั่นก็เพราะว่าพวกเขาไม่ปฏิบัติตามคำสอนของศาสนาอย่างที่พวกเขาจะต้องปฏิบัติ ดังนั้น จากความมั่งคั่งรุ่งเรืองจึงได้กลายเป็นความเสื่อมสลาย อันดาลูสได้แตกออกเป็นรัฐเล็กๆที่ต่อสู้กันเอง บางครั้งถึงขนาดที่ว่าพวกเขาได้เอาทหารต่างชาติต่างศาสนิกมาเป็นผู้ช่วยในการต่อสู้กันเองก็มี

บทเรียนสำคัญที่เราได้จากประสบการณ์ของอันดาลูสก็คือการปฏิบัติตามคำสอนของศาสนาไม่เพียงแต่จะนำพามนุษย์ไปสู่ความสำเร็จในโลกหน้าเท่านั้น แต่ยังได้รับความสำเร็จในโลกนี้ด้วย และเมื่อใดก็ตามที่มนุษย์ละทิ้งหรือฝ่าฝืนบทบัญญัติของศาสนา ความหายนะก็จะติดตามมาในไม่ช้า

บทความโดย อาจารย์บรรจง บินกาซัน ประธานโครงการอบรมผู้สนใจอิสลาม มูลนิธิสันติชน

อ้างอิง : http://oknation.nationtv.tv/blog/knowislam/2008/06/05/entry-2

อันดาลูเซีย อัญมณีที่สาปสูญ ตอนที่ 5

เรื่องราวของมูฮัมมัดน้อย ความเจ็บปวดที่สะท้อนความโหดร้ายของศาลศาสนาแห่งสเปนในยุคกลาง

เชคอาลี ฏอนฏอวีย์ ได้เล่าเหตุการณ์ที่เป็นกรณีศึกษาที่สะท้อนถึงการบังคับขู่เข็ญของมุสลิมในอันดาลูเซีย และการยึดมั่นในอิสลามท่ามกลางการตรวจสอบอันเข้มงวดของศาลศาสนาโดยยกกรณีของมูฮัมมัดน้อยที่เล่าถึงตนเองว่า

ขณะที่ฉันกำลังเรียนในระดับประถมศึกษา ฉันสามารถท่องจำเนื้อหาบางส่วนของคัมภีร์ไบเบิ้ล และทุกครั้งที่ฉันกลับบ้าน ฉันจึงอ่านให้พ่อแม่ฟัง แต่แทนที่ทั้งสองจะดีใจ ฉันสังเกตว่าทั้งสองท่านมีใบหน้าที่เศร้าหมองราวคนอมทุกข์ ทุกเช้าที่ฉันไปโรงเรียนกับครูคริสต์ที่มารับที่บ้าน แม่จะโอบกอดฉันราวกับว่าจะจากกันอย่างยาวนาน บางครั้งฉันสังเกตเห็นน้ำตาไหลอาบแก้มแม่ที่ส่งยิ้มให้ฉัน เมื่อฉันกลับบ้าน แม่ก็จะโผกอดฉันด้วยความดีใจ
เมื่ออยู่ในบ้าน บ่อยครั้งที่ฉันเห็นคุณพ่อแอบเข้าไปในห้องลับท้ายบ้าน ที่ท่านไม่อนญาตให้ใครๆเข้าหรือเพ่นพ่านบริเวณนั้นโดยเด็ดขาด ทุกครั้งที่พ่อออกจากห้องนั้น ฉันเห็นดวงตาของท่านแดงก่ำเหมือนเพิ่งหยุดร้องไห้อย่างหนัก
บ่อยครั้งที่ฉันเห็นพ่อแม่แอบคุยซุบซิบกันด้วยภาษาที่ฉันไม่เข้าใจ แต่เมื่อฉันเข้าใกล้ ทั้งสองก็จะจบการสนทนาอย่างดื้อๆ และพูดภาษาสเปนเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น บางครั้งฉันร้องไห้คนเดียวด้วยความน้อยใจ พลางคิดเรื่อยเปื่อยว่า ฉันเป็นลูกแท้ๆของพ่อแม่หรือไม่ รึว่าฉันเป็นเพียงเด็กข้างถนนที่ทั้งสองพบเจอและอุปการะเลี้ยงดูเท่านั้น
ฉันไม่ค่อยเล่นกับเพื่อนๆร่วมวัยเดียวกัน ฉันเริ่มมีโลกส่วนตัวที่ไม่ค่อยสนุกสนานเหมือนเด็กๆทั่วไป
วันหนึ่ง เมื่อถึงวันอีสเตอร์ (วันสำคัญทางศาสนาคริสต์ที่เชื่อกันว่าพระเยซูฟื้นคืนชีพใหม่หลังจากถูกตรึงที่ไม้กางเขน 3 วัน) พ่อแม่ของฉันก็มีข้ออ้างเป็นประจำที่จะไม่เข้าร่วมเทศกาลนี้ พอตกกลางคืน ขณะที่ผู้คนร่วมพิธีในโบสถ์ ที่บ้านมีฉัน กับพ่อและแม่ เมื่อถึงช่วงเที่ยงคืน พ่อเรียกฉันเข้าไปในห้องลับส่วนตัวของเขา เมื่อเราเข้าไป พ่อรีบใส่กลอนปิดประตูอย่างแน่นหนา ห้องมืดสนิท พ่อจุดตะเกียงเล็กๆ ฉันไม่พบสิ่งใดในห้องนี้ยกเว้นหนังสือเล่มหนึ่งที่วางไว้บนหมอนอย่างดี ข้างฝามีดาบแขวนไว้ 1 เล่ม ฉันเห็นพ่อมองฉันด้วยสายตาที่อ่อนโยน พ่อกอดฉันอย่างแน่น จากนั้นพ่อพูดด้วยเสียงที่สั่นเครือว่า ลูกรัก บัดนี้เจ้าอายุ 10 ปีแล้ว หวังว่าเจ้าสามารถรักษาความลับได้ เจ้าสัญญากับพ่อไหมว่า ความลับที่พ่อจะบอกนี้ เจ้าห้ามไปเปิดเผยให้ใครก็ตามไม่ว่าแม่ ญาติสนิทหรือเพื่อนคนไหนก็ตาม ฉันรับปากทันที พ่อบอกอีกว่า หากความลับนี้ถูกเปิดเผยเมื่อไหร่ สมาชิกในครอบครัวเราทุกคนจะถูกตัดสินโดยศาลศาสนาทันที
พลันที่ฉันได้ยินคำว่าศาลศาสนา ฉันขนลุกด้วยความหวาดกลัวสุดขีด ทั้งๆที่ฉันไม่เคยถูกลงโทษจากศาลศาสนานี้ แต่ฉันพบเห็นผู้คนที่ถูกศาลศาสนาจับทรมานแทบทุกวัน บางคนถูกเผาทั้งเป็น ท่ามกลางผู้คนในเวลากลางวันแสกๆ นับสิบๆ คน บ้างก็ถูกฉีกร่างด้วยกรรมวิธีอันน่าสยดสยอง โดยที่ไม่เคยรับรู้ว่าพวกเขาทำผิดอะไร
ผู้คนจึงพากันหวาดกลัวศาลศาสนานี้มาก
ฉันจึงให้สัญญามั่นกับพ่อว่าฉันจะเก็บความลับนี้ไว้แต่เพียงผู้เดียวเท่านั้น
พ่อจึงหยิบหนังสือเล่มนั้นมาเปิดให้ฉันอ่าน ฉันอ่านไม่ได้สักตัว พ่อบอกว่านี่แหละอัลกุรอาน ที่พระเจ้าประทานแก่นบีคนสุดท้ายนบีมุฮัมมัด พร้อมคำสอนที่เรียกว่าอิสลาม เป็นศาสนาที่ประกาศเอกภาพของอัลลอฮฺเพียงองค์เดียว และอิสลามได้เผยแพร่เข้ามาในดินแดนอันดาลูเซีย โบสถ์อันใหญ่โต คือมัสยิดในอดีต ราชวังและอาคารอันสวยงามที่ลูกเห็นทั่วเมืองคือผลงานของมุสลิมทั้งสิ้น มุสลิมได้สร้างอารยธรรมและความเจริญของเมืองนี้ แต่บัดนี้กลายเป็นสมบัติของผู้ปฏิเสธศรัทธา
จากนั้นฉันจึงเรียนรู้ภาษาอัลกุรอาน และหลักปฏิบัติอิสลามจากพ่อในห้องลับนี้
ในช่วงนี้ แม่คอยซักถามฉันว่า พ่อบอกอะไรให้ฉันบ้าง ฉันตอบว่าไม่ได้สอนอะไร น้าและอาฉันก็รบเร้าถามฉันเช่นกัน แต่ฉันก็ตอบว่าพ่อไม่ได้สอนอะไรฉันเลย
คุณพ่อสอนฉันทั้งภาษาอาหรับ อัลกุรอานในห้องมืดนี้ จนกระทั่งฉันเข้าใจหลักการเบื้องต้นในอิสลาม
กระทั่งวันหนึ่งพ่อได้เรียกฉัน และกระซิบบอกว่า ถึงเวลาที่เราจะจากกันแล้ว พ่อรู้สึกว่าเวลาของพ่อมีไม่มากนัก และพ่อพร้อมกลับสู่อัลลอฮฺในฐานะชะฮีด ที่พ่อปกปิดความลับตลอดระยะเวลา 40 ปีนี้ ไม่ได้หมายความว่าพ่อกลัวแต่อย่างใด แต่พ่อเฝ้ารอโอกาสที่จะส่งต่ออิสลามให้กับลูก และบัดนี้พ่อมั่นใจว่า เจ้าสามารถปฏิบัติภารกิจนี้แล้ว และเจ้าสามารถรักษาความลับได้อย่างดีเยี่ยม
อีกไม่นาน อาของลูกจะมารับลูกอพยพไปที่เมืองใหม่ จงเชื่อฟังเขาและอพยพไปกับเขาเถอะ อย่าห่วงพ่อกับแม่เลย
ค่ำคืนหนึ่ง อามารับฉันที่บ้าน และพาฉันหนีออกจากหมู่บ้าน ข้ามทะเล ใช้ชีวิตใหม่ที่ตูนีเซีย ระหว่างทางฉันพร่ำเรียกพ่อแม่และไม่ยอมตามคุณอา แต่อาบอกว่า พ่อเจ้าให้เชื่อฟังข้าคนเดียวมิใช่หรือ บัดนี้พ่อแม่ของเจ้าคงมีความสุขในสวนสวรรค์ตามที่เขาใฝ่ฝัน ด้วยผลงานของศาลศาสนาแล้วล่ะ
ฉันอพยพไปตูนีเซียและเริ่มต้นใช้ชีวิตใหม่ที่นั่น

หนูน้อยมูฮัมมัดใช้ชีวิตด้วยการศึกษาอิสลาม
ต่อมาเด็กคนนี้ได้กลายเป็นอุละมาอฺที่ยิ่งใหญ่ในมัซฮับมาลิกีย์ ชื่อ
الشيخ العلامة محمد بن الرفيع الأندلسي
เสียชีวิตปีฮ.ศ. 1055
رحمه الله رحمة واسعة وغفر له وأسكنه في فسيح جناته

เขียนโดย Mazlan Mahama

อันดาลูเซีย อัญมณีที่สาปสูญ ตอนที่ 4

4.เกิดความแตกแยกระหว่างมุสลิมด้วยกันเอง
หลังจากที่อันดาลูเซียอยู่ภายใต้การปกครองของเคาะลีฟะฮ์เพียงคนเดียวที่มีความเป็นปึกแผ่นและเอกภาพ พวกเขาก็พร้อมใจกันแตกแยกเป็นเสี่ยงๆ จนกระทั่งได้แยกเป็นแว่นแคว้นน้อยใหญ่ถึง 27 รัฐด้วยกัน (Taifa Kingdoms) แต่ละรัฐมีเขตการปกครองของตนเอง หนำซ้ำยังรบราฆ่าฟันระหว่างกัน ก้าวร้าวเมื่ออยู่กับพี่น้องผู้ศรัทธา แต่อ้อนน้อมถ่อมตนยามเผชิญหน้ากับเหล่าศัตรู
อิบนุหัซมิ หนึ่งในอุลามาอฺนามอุโฆษชาวอันดาลูเซียบรรยายปรากฏการณ์อันน่าเศร้าหมองนี้ว่า ” ด้วยนามของอัลลอฮ์ หากการก้มกราบบูชาไม้กางเขนทำให้สามารถบันดาลตามความต้องการแล้ว พวกเขาจะต้องทำมันอย่างไม่ต้องสงสัย พวกเขาพร้อมให้ความช่วยเหลือชาวคริสเตียนเพื่อปราบปรามคู่อริของพวกเขาที่เป็นมุสลิมด้วยกัน ขอให้อัลลอฮ์สาปแช่งพวกเขา และทำให้พวกเขาตกอยู่ในอำนาจของศัตรูในที่สุด
ท่ามกลางความแตกแยกของชาวมุสลิม แต่คริสตชนทั่วยุโรปต่างก็ผนึกกำลังทำสงครามครั่งยิ่งใหญ่ที่พวกเขาเรียกว่า “Reconquista” หรือสงครามทวงคืนดินแดน จนกระทั่ง 2 อาณาจักรที่ยิ่งใหญ่ได้ผนึกรวมเป็นอาณาจักรเดียวกัน หลังการอภิเษกสมรสระหว่างกษัตริย์เฟอร์ดินานแห่งอาณาจักรอารากอน กับพระราชินีอิสซาเบลล่าแห่งอาณาจักรคาสตีลล์ จนกระทั่งทั้ง 2 พระองค์ได้เป็นแกนนำกองทัพคริสเตียนบุกล้อมกองทัพมุสลิมจนกระทั่งสามารถยึดเมืองกรานาดาซึ่งเป็นที่มั่นสุดท้ายของชาวมุสลิมได้สำเร็จเมื่อปี คศ.1492
เหล่ากษัตริย์และบรรดาขุนนางทำสงครามเพื่อปกป้องราชบังลังค์มากกว่าการปกป้องและเผยแพร่อิสลาม จนกล่าวกันว่าจอมทัพมันศูร บิน อะบีอามิร เคยชนะสงคราม 57 ครั้ง ซึ่งล้วนเป็นชัยชนะเพื่อปกป้องราชบังลังค์ที่มีการแย่งชิงระหว่างมุสลิมด้วยกัน แทนที่จะเป็นชัยชนะต่อศัตรูผู้คุกคาม
อัลกุรอานได้กำชับให้มุสลิมรวมเป็นหนึ่งภายใต้ผู้นำคนเดียว ดังที่อัลกุรอานกล่าวความว่า
” และจงเชื่อฟังอัลลอฮ์ และเราะซูลของพระองค์เถิดและจงอย่าขัดแย้งกันเพราะจะทำให้พวกเจ้าพ่ายแพ้และทำให้ความเข้มแข็งของพวกเจ้าหมดไป และจงอดทนเถิด แท้จริงอัลลอฮ์ทรงอยู่กับผู้ที่อดทน “(อัลอันฟาล ,8 :46)
คำดำรัสของพระองค์ เป็นจริงเสมอ

(ต่อ….)

ตอนที่ 5 > https://www.theustaz.com/?p=411

เขียนโดย ผศ.มัสลัน มาหะมะ

อันดาลูเซีย อัญมณีที่สาปสูญ ตอนที่ 3

1.ฝ่าฝืนบทบัญญัติของอัลลอฮฺและไม่ปฏิบัติตามแนวทางที่ถูกต้อง

สถานเริงรมย์ ผับบาร์ เหล้าสุรา นารีและดนตรีกลายเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตที่ขาดเสียไม่ได้ บรรดาผู้นำแทนที่จะห่วงใยประชาชน ช่วยบำบัดทุกข์ บำรุงสุข กลับกลายเป็นบำเรอสุขให้ตนเองและกระจายทุกข์แก่ปวงประชา อบายมุขกลายเป็นความเคยชิน ในขณะที่การยึดมั่นในศาสนาได้กลายเป็นคนแปลกหน้า

ยุคหนึ่งผู้พิชิตชาวอาหรับคือผู้ธำรงไว้ในความยุติธรรม ถึงขนาดนักประวัติศาสตร์ชาวสเปนกล่าวสดุดีว่า เราแปลกใจว่าพวกเขาคือกลุ่มชนที่ผุดออกมาจากใต้ดินหรือจุติลงมาจากฟากฟ้ากันแน่ เพราะพวกเขาคือความยุติธรรม มีใจอันประเสริฐที่เดินเหินบนหน้าแผ่นดิน ที่เราไม่เคยพบเห็นธรรมเนียมปฏิบัติของผู้ชนะสงครามที่ไหนมาก่อนในประวัติศาสตร์

พวกเขาไม่เคยหลาบจำคำเตือนของอัลลอฮฺ ความว่า
“และกี่เมืองแล้วที่เราได้ทำลายมัน(เพราะความดื้อรั้นของพวกเขา) โดยที่การลงโทษของเรามายังเมืองนั้น ในยามค่ำคืนหรือในขณะที่พวกเขานอนพักผ่อนยามบ่าย (อัลอะรอฟ,7 : 4)

2.ความฟุ่มเฟือยและใช้ชีวิตที่หรูหรา จนทำให้หลงลืมปฏิบัติภารกิจสำคัญ ในขณะที่ศัตรูคอยสบโอกาสทุกยามเมื่อ อิบนุคอลดูนกล่าวว่า “ฉันไม่เคยเห็นชุมชนที่มีความฟุ่มเฟือย ยกเว้นมีอธรรมควบคู่ด้วย”
ทรัพย์สมบัติและทรัพยากร แทนที่จะถูกแจกจ่ายแก่ประชาชนอย่างทั่งถึง กลับถูกกักใช้เป็นสมบัติผลัดกันชมในกลุ่มอำมาตย์เท่านั้น แข่งขันสร้างตึกรโหฐานและสิ่งประดับประดา ถึงขนาดกษัตริย์องค์หนึ่งโกรธกริ้วอย่างอารมณ์เสีย เนื่องจากไม่พอใจวิศวกรไม่สามารถสร้างราชวังตามความต้องการของพระองค์ ทั้งๆที่ในขณะนั้นศัตรูจากทั่วสารทิศได้โจมตีเมืองและสร้างภยันตรายแก่ประชาชนทุกหย่อมหญ้า

พวกเขาลืมสิ้นแล้ว คำเตือนของอัลลอฮฺที่กล่าวความว่า

“และเมื่อเราปรารถนาจะทำลายเมืองหนึ่ง เราจึงบัญชาให้พวกฟุ่มเฟือยในเมืองนั้น และพวกเขาก็ฝ่าฝืนในเมืองนั้น ดังนั้นการลงโทษก็จะประสบแก่เมืองนั้น และเราได้ทำลายมันอย่างพินาศเด็ดขาด” (อัลอิสรออ.,17 : 16)

3.ไว้ใจศัตรูและมอบความรักแก่คู่อริอย่างหมดหัวใจ

เพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจและรักษาไว้ซึ่งราชบัลลังค์ ผู้นำยุคอันดาลูเซียบางคนยอมทำสัญญาผูกไมตรีกับกษัตริย์คริสเตียนให้ยกทัพปราบปรามกองทัพมุสลิม พร้อมยกดินแดนส่วนหนึ่งเป็นของกำนัล ดังที่เกิดขึ้นระหว่างผู้ว่าเมืองชื่ออะบูซัยด์กับกษัตริย์คริสเตียนพระองค์หนึ่ง พร้อมยอมถวายเครื่องราชฯแสดงความจงรักษ์ภักดี จนกระทั่งในที่สุดผู้ว่าการอะบูซัยด์ยอมรับเป็นคริสตชน

เช่นเดียวกันกับอาณาจักร Bani Ahmar ที่กอดคอร่วมกับอาณาจักรคริสเตียน Castellae ทำสงครามกับกองทัพมุสลิมเพียงเพื่อรักษาบัลลังค์ของตนเอง

พวกเขาไม่เคยถอดบทเรียนและนำคำสอนของอัลกุรอานที่เตือนไว้เป็นอุทาหรณ์ความว่า
“ผู้ศรัทธาทั้งหลาย จงอย่าได้ยึดเอาชาวยิวและชาวคริสต์เป็นมิตร เพราะในระหว่างพวกเขา ต่างช่วยเหลือเกื้อกูลระหว่างกัน” (อัลมาอิดะฮฺ, 5 : 51)

4.(ต่อ….)

ตอนที่ 4 > https://www.theustaz.com/?p=406

เขียนโดย ผศ.มัสลัน มาหะมะ

อันดาลูเซีย อัญมณีที่สาปสูญ ตอนที่ 2

ไอสไตน์เคยกล่าวว่า ในโลกนี้ไม่มีคำว่าปาฏิหารย์ ทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นล้วนมาจากเหตุและผลทั้งสิ้น เพียงแต่ไอสไตน์ไม่สามารถอธิบายต่อว่า ใครคือผู้กำหนดเหตุและผล เขาพยายามอธิบายว่า เมื่อมีไฟ ย่อมมีร้อนและย่อมเกิดการเผาไหม้ แต่เขาไม่เคยให้คำตอบว่าใครคือผู้วางกติกาให้ไฟนำความร้อนและเกิดการเผาไหม้ เช่นเดียวกับที่เขาไม่เคยพบกรณีนบีอิบรอฮีมที่ถูกไฟไหม้ แต่ไม่ก่ออันตรายใดๆแก่นบีอิบรอฮีมเลย

อัลกุรอานได้สอนเราว่า อัลลอฮฺได้กำหนดทุกอย่างให้เป็นไปตามธรรมนองคลองธรรม( سنن كونية) เมื่อมีเหตุ ย่อมมีผลตามมา เช่นเดียวกันกับวิถีของประชาชาติ

“นั่นคือวิถีของอัลลอฮ์แก่บรรดาผู้ที่ล่วงลับไปแล้วแต่กาลก่อน และเจ้าจะไม่พบการเปลี่ยนแปลงใดๆในวิถีของอัลลอฮฺ”
(อัลอะห์ซาบ,33 : 62)

ชีวิตของประชาชาติ ก็ไม่ต่างไปจากชีวิตของคน เป็นไปไม่ได้ที่เราเห็นคนๆหนึ่งมีพละกำลังแข็งแรงกำยำ หรือเป็นนักกีฬาที่เก่งกาจ โดยปราศจากการฝึกซ้อมและการเตรียมตัวอย่างดี เช่นเดียวกับคนป่วยที่นอนซมบนเตียงพยาบาล ซึ่งมาจากโรคประจำตัวเขานั่นเอง

ปาฏิหารย์เท่านั้นหรือเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ที่คนธรรมดาจะเป็นแชมป์วิ่งร้อยเมตรระดับโอลิมปิก และเป็นสิ่งอัศจรรย์มากๆหากคนรักษาสุขภาพอย่างดี แต่กลับเจ็บออดแอดเนื่องจากร่างกายอ่อนแอ

อันดาลูเซียคือเรือนร่างที่เข้มแข็งสมบูรณ์ที่สุด สร้างคุณประโยชน์แก่สังคมโลกอย่างอเนกอนันต์ และกลายเป็นกระดูกสันหลังที่สร้างอารยธรรมแก่ชาวโลกมายาวนาน

แต่เมื่อถึงวันร่วงโรย อันดาลูเซียกลับถูกทิ้งขว้าง หนำซ้ำยังถูกลบเลือนจากหน้าประวัติศาสตร์ ไร้ร่องรอยของความยิ่งใหญ่ ไม่หลงเหลือเค้าอดีตอันรุ่งเรืองให้เห็นแม้แต่ชิ้นเดียว

อันดาลูเซียได้ประสบกับวิถีของอัลลอฮฺที่ได้เกิดขึ้นแก่ชนชาติที่ล่มสลายก่อนหน้านี้ และนี่คือกฏกติกาของอัลลอฮฺที่ไม่เคยเปลี่ยนแปลง และนี่คือสาเหตุหลักการล่มสลายของอันดาลูเซียที่เรากำลังพูดถึง สรุปได้ดังนี้

1.

ต่อครับ
อิน ชาอฺ อัลลอฮ

ตอนที่ 3 > https://www.theustaz.com/?p=400

เขียนโดย ผศ.มัสลัน มาหะมะ

อันดาลูเซีย อัญมณีที่สาปสูญ ตอนที่ 1

อิสลามได้เผยแพร่ในดินแดนอันดาลูเซีย(สเปนปัจจุบัน) ตั้งแต่ปีฮ.ศ.93-897 (ค.ศ.688-1492) ตลอดระยะกว่า 8 ศตวรรษ ชาวมุสลิมได้สร้างอารยธรรมที่เจริญสุดขีดทั้งด้าน สังคม วัฒนธรรม การศึกษา การเมือง เศรษฐกิจ การพัฒนาเมืองและอื่นๆ ในขณะที่ยุโรปยุคนั้น กำลังจมปลักในความเสื่อมโทรมและเสื่อมทรามทางศาสนา วัฒนธรรมและสังคม จนกระทั่งนักปรัชญาสตรีชาวอิตาลี เพทราค (ค.ศ.1330) ได้ประดิษฐ์วาทกรรมสะท้อนสังคมยุคนี้ว่าเป็น ยุคมืด ( Dark Ages)

อันดาลูเซียภายใต้การปกครองของมุสลิม ได้กลายเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ ที่ผู้คนจากทั่วสารทิศหลั่งไหลเข้ามาตักตวงศาสตร์ในทุกแขนงวิชา ทั้งอิสลามศึกษา ภูมิศาสตร์ ดาราศาสตร์ การแพทย์ สถาปัตยกรรมและอื่นๆ ชาวยุโรปจึงนิยมส่งบุตรหลานเข้ามาเรียนจากบรรดาคณาจารย์ชาวอาหรับ จนกระทั่งการพูดสนทนาภาษาอาหรับในยุคนั้นกลายเป็นสัญลักษณ์ของคนศิวิไลส์ทีเดียว

แต่แล้วอันดาลูเซียก็ประสบกับสัจธรรมแห่งวงล้อชีวิต ที่ทุกอย่างเมื่อถึงจุดสูงสุดแล้ว ย่อมเสื่อมถอยและร่วงโรยเป็นธรรมดา

มุสลิมเสียเมืองกรานาดา ฐานที่มั่นสุดท้ายเมื่อ มุฮัมมัดหรือโบอับดิล (Boabdil) ยอมจำนนต่อกองทัพคริสเตียนแห่งคารธิล ซึ่งนำโดยกษัตริย์เฟอร์ดินานด์และพระราชินีอิซาเบลล่า โดยได้มีการลงนามในสัญญาที่บรรจุเนื้อหา 67 ข้อ ซึ่งเป็นสัญญายอมจำนนที่ยาวที่สุดในโลก พร้อมทั้งมอบกุญแจเมืองแก่กษัตริย์เฟอร์ดินานในวันที่ 2 มกราคม 1492 ซึ่งถือเป็นการปิดฉากของการปกครองของมุสลิมในแผ่นดินอันดาลูเซียที่ยาวนานถึง 804 ปี

การล่มสลายของประชาชาติถือเป็นสิ่งปกติในประวัติศาสตร์ แต่การสูญสิ้นอารยธรรมที่สะสมกันอย่างต่อเนื่องกว่า 800 ปี เสมือนไม่เคยปรากฏมาก่อน เป็นสิ่งที่ทุกคนไม่เคยคาดคิดว่าเกิดขึ้นได้อย่างไร

มันคือการทำลายล้างทางอารยธรรมอย่างเบ็ดเสร็จสมบูรณ์แบบที่สุดในประวัติศาสตร์โลก

เพียงแต่ในความสมบูรณ์แบบนี้ อุดมด้วยความอำมหิตและโหดร้ายสยดสยองชวนขนลุกทีเดียว

แต่แล้วอันดาลูเซียก็ประสบกับสัจธรรมแห่งวงล้อชีวิต ที่ทุกอย่างเมื่อถึงจุดสูงสุดแล้ว ย่อมเสื่อมถอยและร่วงโรยเป็นธรรมดา

  • อารยธรรมอิสลามที่เคยเจริญสุดขีดได้พบจุดจบอย่างเบ็ดเสร็จได้อย่างไร อะไรคือคือสาเหตุหลักของการล่มสลายในครั้งนี้
  • ทำไมอันดาลูเซียหรือสเปนในปัจจุบันจึงไม่มีร่องรอยของอารยธรรมอิสลามแม้แต่น้อย ทั้งๆที่ ณ ดินแดนแห่งนี้อาทิตย์อุทัยแห่งอิสลามเคยเจิสจรัสทอแสงนานกว่า 800 ปี
  • ประวัติศาสตร์มีไว้เพื่อเป็นบทเรียน ไม่ใช่สร้างโอกาสความภาคภูมิใจที่ไม่มีตัวตนหรือเป็นเวทีแสดงบทเศร้าที่ไม่รู้จักจบ

พบคำตอบได้ในตอนต่อไปครับ
เชิญติดตาม

ตอนที่ 2 > https://www.theustaz.com/?p=395

เขียนโดย ผศ.มัสลัน มาหะมะ