ตุรกีให้ยาเลิกบุหรี่ฟรี

ประธานาธิบดีแอร์โดอานประกาศให้ชาวตุรกีที่ต้องการเลิกบุหรี่สามารถรับยาเลิกบุหรี่ฟรี ซึ่งแจกโดยกระทรวงสาธารณสุข รวมทั้งค่าใช้จ่ายอื่นๆระหว่างการรักษา โดยเปิดโอกาสให้ทุกคนโดยไม่จำเป็นต้องมีบัตรประกันสุขภาพ

มูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่แห่งตุรกีรายงานว่า ในช่วงปีหลังๆนี้ ชาวตุรกีสามารถเลิกบุหรี่ได้จำนวน 10 ล้านคน โดยก่อนหน้านี้ทั่วตุรกีมีผู้ติดบุหรี่จำนวน 30 ล้านคน ปัจจุบันมีสิงห์อมควัน 20 ล้านคน


อ้างอิง TRT عربي

โดย ทีมข่าวต่างประเทศ

บริษัทผลิตยาฝรั่งเศสโดนปรับ เกือบ 100 ล้านบาท

วันที่ 29 มี.ค. บีบีซี รายงานว่า เซอร์เวียร์ บริษัทเภสัชกรรมสัญชาติฝรั่งเศส ถูกพบมีความผิดในข้อหาฉ้อโกงร้ายแรง และฆ่าผู้อื่นโดยไม่เจตนา จากการผลิตยา มีเดียเตอร์ ยาลดน้ำหนักที่พัฒนาเพื่อใช้รักษาโรคเบาหวานน้ำหนักเกิน (overweight diabetics) และวางจำหน่ายในท้องตลาดนาน 33 ปี (2519-2552)

ผู้ป่วยราว 5 ล้านคน ได้รับการสั่งยาขนานนี้ แม้จะมีคำเตือนมากมายเกี่ยวกับผลข้างเคียงที่อาจเป็นสาเหตุของปัญหาโรคหัวใจร้ายแรงได้ ก่อนถูกถอดออกจากท้องตลาดในปี 2552

การพิจารณาคดีเริ่มต้นตั้งแต่ปี 2562 โดยโจทก์หลายพันคนยื่นฟ้องดำเนินคดีกับบริษัทเซอร์เวียร์ ซึ่งปฏิเสธไม่รู้ข้อมูลใดๆ ของผลข้างเคียงของยามีเดียเตอร์

อย่างไรก็ตาม วันนี้ศาลฝรั่งเศสพิพากษาปรับบริษัทเซอร์เวียร์เป็นเงิน 2.7 ล้านยูโร หรือราว 99 ล้านบาท และ นายฌอง-ฟิลิปป์ เซตา อดีตประธานบริษัทเซอร์เวียร์ ยังได้รับโทษจำคุก 4 ปี แต่รอลงอาญา

นอกจากนี้ องค์การกำกับดูแลยาของฝรั่งเศสถูกปรับเป็นเงินมากกว่า 300,000 ยูโร หรือราว 11 ล้านบาทด้วย ผู้พิพากษาพบว่า หน่วยงานนี้ล้มเหลวในการปฏิบัติหน้าที่อย่างร้ายแรง

ทั้งนี้ หลายประเทศในยุโรป รวมถึงอิตาลีและสเปน ห้ามวางจำหน่ายยาลดน้ำหนักมีเดียเตอร์ ในช่วงต้นทศวรรษที่ 2000 อย่างไรก็ตาม ในฝรั่งเศส ยาตัวนี้ยังใช้รักษาผู้ป่วยโรคเบาหวาน และใช้เป็นยาระงับความอยากอาหารแก่ผู้ป่วยคนอื่นๆ

แต่การศึกษาชิ้นหนึ่งสรุปว่า ยามีเดียเตอร์อาจเชื่อมโยงกับการเสียชีวิตของผู้ป่วยมากถึง 500 ราย ระหว่างปี 2519-2552 ส่วนการศึกษาอีกชิ้นระบุว่า ตัวเลขผู้เสียชีวิตมากกว่าถึง 2,000 ราย


อ้างอิง

https://today.line.me/th/v2/article/lxpNMe?fbclid=IwAR1Hx9k4E4HlLPYxIgrgHCMyLEcND5qBKvxhUog21kyAThOggiuZmcuIH5k

โดย ทีมข่าวต่างประเทศ

เลือดเติร์กเข้มข้นกว่าสนธิสัญญาแซกส์-ปิโกต์/โลซานน์

ตุรกี-อาเซอร์ไบจาน ยกเลิกหนังสือเดินทางระหว่างกันและกัน

เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา 29/3/2564 กระทรวงการต่างประเทศตุรกียืนยันว่าการเดินทางระหว่างตุรกีและอาเซอร์ไบจานโดยใช้บัตรประจำตัวจะมีผลภายในไม่กี่วัน

กระทรวงระบุในแถลงการณ์ว่า “กระบวนการลงนามในพิธีสารระหว่างสองประเทศในเรื่องนี้เสร็จสิ้นแล้ว”

แถลงการณ์ของกระทรวงกล่าวเสริมว่า “พิธีสารนี้จะอนุญาตให้ชาวตุรกีและชาวอาเซอร์เดินทางระหว่างสองประเทศโดยใช้บัตรประจำตัวโดยไม่จำเป็นต้องแสดงหนังสือเดินทาง ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน”

กระทรวงระบุว่า “การมีผลบังคับใช้ของพิธีสารจะเสริมสร้างความสัมพันธ์อันมั่นคงของภราดรภาพระหว่างสองประเทศ”

เป็นที่น่าสังเกตว่าตุรกีและอาเซอร์ไบจานได้ลงนามในพิธีสารดังกล่าวเมื่อวันที่ 10 ธันวาคม 2020 ในบากู  เมืองหลวงของอาเซอร์ไบจัน

สังเกตว่า ตุรกีมีข้อตกลงที่คล้ายคลึงกันสำหรับเสรีภาพในการเดินทางด้วยบัตรประจำตัวประชาชนกับสาธารณรัฐไซปรัสเหนือ  ยูเครน  มอลโดวา และจอร์เจีย

ในช่วงกลางเดือนมีนาคม  คณะอำนวยการด้านความมั่นคงของกระทรวงกล่าวในแถลงการณ์ว่า “พลเมืองของตุรกีและอาเซอร์ไบจานจะสามารถเยี่ยมเยียนกันและกันได้โดยไม่ต้องใช้หนังสือเดินทาง ในวันที่ 1 เมษายนนี้”

แถลงการณ์ชี้ให้เห็นว่า “ขั้นตอนนี้มาพร้อมกับการเพิ่มระยะเวลาพำนักในทั้งสองประเทศด้วยบัตรประจำตัวประชาชน (ในการเดินทางแต่ละครั้ง) จาก 30 เป็น 90 วัน”

และในตอนท้ายของปี 2020 เมาลูด จาวิชอูฆโลรัฐมนตรีต่างประเทศตุรกีประกาศว่า ไม่จำเป็นต้องใช้หนังสือเดินทางและวีซ่าระหว่างตุรกีและอาเซอร์ไบจานอีกต่อไป  โดยระบุว่าการเดินทางจะต้องใช้บัตรส่วนตัวเท่านั้น

การลงนามในพิธีสารร่วมระหว่างทั้งสองประเทศเกิดขึ้นในระหว่างการเยือนตุรกีของประธานาธิบดี ตุรกีที่เมืองหลวงของอาเซอร์ไบจัน ซึ่งมีรัฐมนตรีและเจ้าหน้าที่หลายคน  รวมถึงรัฐมนตรีเมาลูด  จาวิช อูฆโล เพื่อเข้าร่วมในการเฉลิมฉลองชัยชนะเพื่อการปลดปล่อยภูมิภาคคาราบัค จากกองกำลังที่ยึดครองอาร์เมเนีย

เมาลูด  จาวิช อูฆโล แสดงความยินดีกับพลเมืองของตุรกีและอาเซอร์ไบจานในโอกาสนี้ โดยกล่าวว่า “สิ่งนี้สอดคล้องกับแนวคิด”หนึ่งคนสองประเทศ”

ในช่วงต้นเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมาฟูอาด ออกเตย์  รองประธานาธิบดีตุรกี  ได้ประกาศการลงนามในแผนปฏิบัติการร่วมกับอาเซอร์ไบจานที่มีข้อตกลง 138 ข้อ  เพื่อเร่งความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศ

ตุรกีและอาเซอร์ไบจานมีความสัมพันธ์เชิงกลยุทธ์ที่แน่นแฟ้นและมั่นคงในหลายระดับ ทั้งการเมือง  การทหาร การค้าและเศรษฐกิจ


โดย Ghazali Benmad

กองทัพหนูบุกออสเตรเลีย

ชาวออสเตรียต้องอกสั่นขวัญหายเมื่อกองทัพหนูนับล้านตัวบุกเข้าไปสร้างความเดือดร้อนและความเสียหายในพื้นที่เกษตรจำนวนมาก หลังเกิดเหตุน้ำท่วมครั้งใหญ่ในออสเตรเลียในรอบ 50 ปี

ก่อนหน้านี้ ออสเตรเลียได้ออกกฎหมายอนุญาตฆ่าอูฐจรจัดได้ ทำให้ประชากรอูฐถูกสังหารอย่างทารุณนับหมื่นตัวต่อปี พวกเขาอ้างว่าอูฐดื่มน้ำมากเกินไป ทำให้บางพื้นที่ขาดแคลนน้ำ จึงต้องออกกฎหมายอนุญาตสังหารประชากรอูฐได้

ขอบคุณคลิปจาก TRT عربي

โดย ทีมข่าวต่างประเทศ

ประธานาธิบดีซีเรียและภรรยาติดเชื้อโควิด-19

Breaking News

AlJazeera.net แพร่ข่าวระบุว่า สำนักประธานาธิบดีซีเรียแถลงว่านายบัชชาร์ อะสัด ประธานาธิบดีซีเรียและภรรยาติดเชื้อโควิด-19 และถูกกักตัวในโรงพยาบาลแห่งหนึ่งในกรุงดามัสกัส


แหล่งข่าว AlJazeera

ชาวฝรั่งเศสประท้วงต่อต้านความรุนแรงของบิดาและการละเลยต่อคดีล่วงละเมิดทางเพศ

ชาวฝรั่งเศสนับหมื่นรวมตัวกันที่กรุงปารีส เพื่อประท้วงความรุนแรงในครอบครัว โดยเฉพาะจากบิดา นอกจากนี้พวกเขายังชูป้ายประท้วงการละเลยของศาลที่ไม่ค่อยให้ความสำคัญต่อคดีการล่วงละเมิดทางเพศ

นี่คือวิกฤตของสังคมยุโรปที่สำลักอาการประชาธิปไตยอย่างไร้ของเขตและมัวเมาในกามารมณ์ พวกเขาใช้ประชาธิปไตยเพื่อบูชาอารมณ์และกดขี่ผู้อ่อนแอภายใต้วาทกรรมสิทธิ์เสรีภาพเท่านั้น

น่าแปลกที่ชาวโลกพากันยกย่องคุณค่าที่ยืนอยู่บนขาเดียว (โลกนิยม) ทั้งๆ ที่มนุษย์ปกติต้องยืนอยู่บนสองขา (โลกนี้และโลกอาคิเราะฮ์)


โดย ทีมข่าวต่างประเทศ

ออสเตรเลียฆ่าอูฐกว่า 10,000 ตัวอ้างดื่มน้ำมากเกินไป

อูฐนับ 10,000 ตัว กำลังถูกฆ่าตายในเขตภัยแล้งของประเทศออสเตรเลีย เนื่องจากอูฐกำลังเป็นอันตรายต่อชาวบ้าน

สำนักข่าว CNN รายงานว่า เจ้าหน้าที่ชาวอะบอริจินในเขตตะวันตกเฉียงเหนือของรัฐเซาท์ออสเตรเลียอนุมัติให้มีการฆ่าอูฐ ซึ่งคาดว่าจะใช้เวลา 5 วันในการฆ่าอูฐกว่า 10,000 ตัว ซึ่งอูฐเหล่านี้จะถูกยิงโดยนักยิงปืนมืออาชีพบนเฮลิคอปเตอร์ ในพื้นของ Anangu Pitjantjatjara Yankunytjatjara (AYP)  เนื่องจากอูฐ ดื่มน้ำมากจนเกินไปในสถานการณ์ที่ต้องเผชิญทั้งไฟป่าและแห้งแล้งแบบนี้

อาลี สุลฏอนอัลฮาจิรีย์ ชาวกาตาร์ ได้เดินทางไปยังออสเตรเลียเพื่อค้นหาคำตอบที่แท้จริงของการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ประชากรอูฐ ณ แดนจิงโจ้

เขาเล่าถึงตัวเองว่า ได้จบการศึกษาสาขาบัญชีจากมหาวิทยาลัยเท็กซัสสหรัฐอเมริกา และบรรจุเป็นข้าราชการในตำแหน่งนักบัญชี แต่เขายังหลงเสน่ห์กับอูฐและการใช้ชีวิตในทะเลทราย เขายังผูกพันกับอูฐหลายร้อยตัวที่เขาเลี้ยงอย่างเอาใจใส่ ชนิดที่อูฐแต่ละตัวมีชื่อเรียกเฉพาะของมัน

อัลฮาจิรีย์เล่าว่า เมื่อเขาทราบว่าที่ออสเตรเลียมีการฆ่าอูฐนับ 10,000 ตัวต่อปี ทำให้เขาตัดสินใจเดินทางหาความจริงที่ออสเตรเลียทันที

เขาพบว่า ประชากรอูฐที่ออสเตรเลียถูกนำเข้าครั้งแรกจากปากีสถานกลางศตวรรษที่ 19 พร้อมคนเลี้ยง เพื่อใช้ประโยชน์ในการขนส่งสินค้าและเป็นสัตว์พาหนะ แต่เมื่อประเทศมีความเจริญและมีระบบขนส่งเหมือนปัจจุบัน อูฐจึงเป็นสัตว์ที่ไม่มีประโยชน์อีกต่อไป จึงถูกปล่อยโดยไม่มีการเลี้ยงดู ทำให้อูฐต้องอาศัยตามทะเลทรายและมีการขยายพันธุ์อย่างรวดเร็ว ที่ประมาณกันว่า ในรัฐเซาท์ออสเตรเลียมีประชากรอูฐจำนวนกว่า 1 ล้านตัว บางครั้งฝูงอูฐได้ทำลายไร่สวนของชาวบ้านและดื่มน้ำจากต้นลำธารที่ชาวบ้านใช้ประโยชน์ทางการเกษตร ทำให้รัฐบาลออสเตรเลียใช้มาตรการกำจัดอูฐด้วยการร่างกฎหมายให้ฆ่าอูฐได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย

อัลฮาจิรีย์กล่าวว่า  มาตรการกำจัดประชากรอูฐของรัฐบาลออสเตรเลีย เป็นมาตรการที่ไม่ถูกต้อง เนื่องจากอูฐให้คุณค่ามหาศาลทางเศรษฐกิจ อาหารสุขภาพและประโยชน์อื่นๆมากมาย แต่รัฐบาลออสเตรเลียกลับมองข้ามเรื่องนี้และถือว่าเป็นตัวสร้างปัญหาให้กับประเทศชาติ

ยุคนบีศอลิห์ ชาวษะมูดได้ท้าทายนบีศอลิห์ด้วยการให้ท่านขอพรจากพระเจ้าให้ประทานอูฐที่มาจากก้อนหินขนาดใหญ่ตามคุณสมบัติที่พวกเขากำหนด เมื่ออูฐได้ปรากฏตัวจริงตามคำขอ พวกเขาถูกกำชับให้เลี้ยงดูอูฐตัวเมียตัวนั้นอย่างดี แต่แทนที่พวกเขาจะปฏิบัติตาม พวกเขาฆ่าอูฐตัวนั้น ด้วยเหตุผลว่าอูฐแย่งน้ำดื่มของพวกเขา ทำให้พวกเขาประสบภาวะขาดแคลนน้ำเพื่อบริโภคและอุปโภค

อูฐออสเตรเลีย ก็โดนข้อหาใกล้เคียงกัน ทั้งๆที่ในอดีต รัฐบาลออสเตรเลียได้นำเข้าประชากรอูฐที่ขนย้ายไกลมาจากปากีสถาน

https://www.youtube.com/watch?fbclid=IwAR3v4fW5Q22-et2bYa705Fv-6rETWyMUivailHE2uHmZUJ6zvCeR-aGuP0E&v=KQz2k86frs4&feature=youtu.be

อ้างอิง

https://www.pptvhd36.com/news/%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%94%E0%B9%87%E0%B8%99%E0%B8%A3%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%99/117354?fbclid=IwAR2NAxOV7Zr29pHsdAxBoRWM7iVbUpMKeiEPXZbrDm0RhJ8rpaAqPy30qn4

โดย Mazlan Muhammad

ตุรกีเชิดชูตำรวจ 3 นายปฏิเสธเงินใต้โต๊ะจากแก๊งค์อาชญากรรม

สถานีตำรวจภูธรจังหวัดโกลาจี เมืองทางตะวันตกเฉียงเหนือตุรกี ได้เชิดชูตำรวจ 3 นายที่ปฏิเสธรับเงินสินบนจำนวน 7 แสนลีร่า ( ประมาณ 3.5 ล้านบาท) จากแก๊งค์อาชญากรรม

ผู้ต้องหารายหนึ่งถูกจับกลุ่มในข้อหาปลอมแปลงเอกสารและใช้เอกสารทางการเงิน ซึ่งได้ติดสินบนเจ้าหน้าที่ตำรวจด้วยเงินสดจำนวน 3 แสนลีร่าและเรือมูลค่า 4 แสนลีร่า เพื่อแลกกับการปล่อยตัว

สถานีตำรวจภูธร ได้เปิดคลิปเสียงบันทึกการสนทนา ซึ่งผู้ต้องหาพูดว่า “ผมไม่ใช่ผู้ร้าย ผมไม่ขโมยและไม่เคยค้ายาเสพติด มันเป็นเรื่องของธนาคารปล่อยผมและผมจะบอกว่าผมหนีจากการคุมตัว ผมจะโอนเข้าบัญชีของพวกคุณทันที”

ตำรวจนายหนึ่งตอบว่า “เราจะไม่แตะต้องเงินบาปนี้ ผมจะบอกอะไรคุณ หากเรารับเงินนี้ เราไม่มีเกียรติใดๆเลย

จากนั้น ชายคนนั้นถูกนำตัวไปโรงพักและถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย ต่อมา สถานีตำรวจภูธรจังหวัดโกลาจี ได้จัดพิธีเชิดชูตำรวจทั้ง 3 นายดังกล่าว พร้อมมอบรางวัลและเกียรติบัตรเพื่อสร้างขวัญและกำลังใจในการปฏิบัติหน้าที่ต่อไป


อ้างอิง

โดยทีมงานต่างประเทศ

เหตุการณ์ผ่านไป 1 ปี เหยื่อแผ่นดินไหวมีบ้านพักฟรี

วันจันทร์ที่ 25 มกราคม 2021 เป็นวันครบรอบ 1 ปีเหตุการณ์แผ่นดินไหวที่จังหวัดเอลาซิก เมืองทางภาคตะวันออกของตุรกี ซึ่งมีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บเป็นจำนวนมาก รวมทั้งอาคารบ้านเรือนเสียหายยับเยิน

รัฐบาลตุรกีประกาศเป็นพื้นที่ภัยพิบัติพร้อมระดมความช่วยเหลือทั้งด้านการแพทย์ หน่วยกู้ภัยและอาสาสมัครต่างทำงานหนักเพื่อบรรเทาทุกข์แก่เพื่อนร่วมชาติที่ประสบภัยครั้งนี้

ประธานาธิบดีแอร์โดอานประกาศว่ารัฐบาลจะสร้างที่พักใหม่ให้แก่ผู้ประสบภัยภายใน 1 ปี และในวันจันทร์ที่ 25 มกราคม 2021 รัฐบาลได้ปฏิบัติตามสัญญาด้วยการมอบบ้านใหม่ฟรีให้แก่ผู้ประสบภัยแผ่นดินไหวครั้งนี้จำนวน 8,000 ยูนิค

เหตุร้ายผ่านไปแล้ว ความสูญเสีย ไม่มีวันกลับคืน แต่ชีวิตที่ปลอดภัย ก็ต้องต่อสู้ต่อไป

ปลื้มใจแทนชาวตุรกีจริงๆ


อ้างอิง

โดย ทีมข่าวต่างประเทศ

กมลา แฮร์ริส รองประธานาธิบดีหญิงสหรัฐคนใหม่ผู้เปลี่ยนหน้าประวัติศาสตร์การเมือง ของสหรัฐฯ

ชัยชนะของพรรคเดโมแครตทำให้แฮร์ริสสร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่กว่า 200 ปีของสหรัฐไปโดยสิ้นเชิง ด้วยการเป็นผู้หญิงคนแรกและคนผิวสีชาวอเมริกันเชื้อสายเอเชียคนแรก ที่ได้รับเลือกให้เป็นรองประธานาธิบดีของประเทศมหาอำนาจอย่างสหรัฐอเมริกา

รองประธานาธิบดีวัย 56 ปีเกิดที่เมืองโอคแลนด์ในรัฐแคลิฟอร์เนียในครอบครัวผู้อพยพ มีแม่ชาวอินเดียและ พ่อชาวจาไมกาที่เป็นศาสตรจารย์ด้านเศรษฐศาสตร์ หย่าร้างกันเมื่อเธออายุเพียง 5 ขวบ

และหลังจากนั้นแฮร์ริสก็ได้รับการเลี้ยงดูโดย คุณแม่เลี้ยงเดี่ยวที่พ่วงด้วยตำแหน่งนักวิจัยมะเร็งและนักเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิมนุษยชนมาตลอด ซึ่งต่อมาแม่เธอเสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งเมื่อปี 2009

หลังจบการศึกษาระดับปริญญาตรีจากมหาวิทยาลับฮาวเวิร์ดในกรุงวอชิงตันดีซีในปี 1986 และโรงเรียนกฎหมายแฮสติงส์แห่งมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนียในปี 1989 แฮร์ริสก็สอบผ่านเนติบัณฑิตในปีต่อมาและเข้าทำงานเป็นอัยการผู้ช่วยในเขตแอละมีดาในรัฐแคลิฟอร์เนียบ้านเกิด

เส้นทางสู่สายการเมืองของแฮร์ริสได้เริ่มขึ้น ณ ที่แห่งนี้

ปี 2003 แฮร์ริสได้รับเลือกให้เป็นอัยการเขตของซานฟรานซิสโก กลายเป็นผู้หญิงผิวดำคนแรกในแคลิฟอร์เนียที่ได้รับตำแหน่งนี้

ต่อมาในปี 2010 เธอเป็นผู้หญิงผิวสีคนแรกที่ได้รับเลือกเป็นอัยการสูงสุดรัฐแคลิฟอร์เนีย และปี 2016 เธอเป็นผู้หญิงผิวสีคนที่สองและเป็นชาวอเมริกันเชื้อสายเอเชียใต้คนแรกที่ได้รับเลือกให้เป็นวุฒิสมาชิกของสหรัฐ

โจ ไบเดนรับตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯอย่างเป็นทางการเมื่อ วันที่ 20 มกราคม 2021 ในวัย 78 ปี ถือเป็นประธานาธิบดีที่มีอายุมากที่สุดในประวัติศาสตร์สหรัฐอเมริกา ที่หลายฝ่ายเชื่อว่าเขาน่าจะอยู่ในตำแหน่งนี้เพียงแค่วาระเดียว โดยที่นางแฮร์ริส อาจเป็นประธานาธิบดีหญิงผิวสีคนแรกของสหรัฐฯ ในกรณีที่โจ ไบเดนเสียชีวิตหรือไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้โดยใช้บทบัญญัติแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ 25 เปิดทางโอนอำนาจให้รองประธานาธิบดีไม่ว่าจะเป็นการชั่วคราวหรือตลอดไป


ขอบคุณข้อมูล

https://www.posttoday.com/world/637506?fbclid=IwAR3SqV4zFBObKhhwnINJMjX-yo7OTw_quFg0p5v_1A2oZCESe53TuWd7dZ0

โดย ทีมข่าวต่างประเทศ